6.7k
views
พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

 

จากบทความแรกในปี 2558 คือ พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เราค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมและอยากรวบรวมไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านและแสดงความรักต่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านสอน ตอนการสร้างรายได้และการให้ เป็นบทความที่ 3 แล้วนะจ๊ะ 

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เดอะซีรีย์จะแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ

  1. สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงินคลิกที่นี่
  2. เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์คลิกที่นี่
  3. การสร้างรายได้และการให้ (บทความนี้)
  4. การประหยัดคลิกที่นี่
  5. เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมืองคลิกที่นี่

 

เราจะแบ่งเขียนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องราวของพระองค์ท่านจากข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา จะเขียนไว้ในกรอบพื้นสีเหลือง ส่วนที่สองเป็นวิธีการนำไปใช้ว่าทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้พวกเราลองนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงนะจ๊ะ

 

ตอนที่ 4 การสร้างรายได้และการให้

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

ภาพจากหนังสือเจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์

 

จากข้อมูลที่ได้รวบรวมจากในอินเตอร์เน็ต คลิปภาพยนตร์สารคดีแผ่นดินวัยเยาว์และหนังสือเจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ แบ่งออกได้เป็น 2 เรื่อง ดังนี้

  • รื่องที่ 1 การสร้างรายได้จากการทำงาน
  • เรื่องที่ 2 การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

เรื่องที่ 1 การสร้างรายได้จากการทำงาน

 

เมื่อครั้งที่พระองค์ (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ ตำหนักวิลล่าวัฒนา ด้านหลังตำหนักจะมีพื้นที่ว่างไว้ทำสวนครัว สวนผลไม้ ในหลวงทรงปลูกพืชสวนครัวในสวนแห่งนี้ พระองค์ (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทรงลงมือปลูกด้วยตนเอง เริ่มจากขุดดิน ปลูกพืช รดน้ำและพรวนดิน

 

 
แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม ซึ่งวิธีการนี้ทำให้พระองค์ทรงได้เรียนรู้วิธีการต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

 

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

แนวคิดการสอนเด็ก

ควรสอนเด็กให้ใช้เวลาว่างและใช้เงินให้เกิดประโยชน์ ทำให้เด็กรู้ว่าถ้าอยากได้หรืออยากซื้ออะไรก็ต้องลงมือทำด้วยเอง “ใช้แรงแลกเงิน” เมื่อได้เงินมาแล้วใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ขออนุญาตเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ต่างจังหวัด เด็กหญิงคนหนึ่งปิดเทอมก็อยู่บ้าน ในขณะที่แม่ต้องออกไปทำงานรับจ้างเสริฟอาหารโต๊ะจีน เพื่อจะสะสมเงินมาจ่ายค่าเทอม

 

วันหนึ่งเด็กเสริฟไม่พอ แม่ก็พาเด็กคนนี้มาช่วยทำงานด้วย จากการทำงานครั้งนี้ทำให้เด็กรู้ว่ากว่าแม่จะได้เงินมาแต่ละบาทนั้นมันเหนื่อยแค่ไหน เพราะมันต้องยกของ ทำงานท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนกระทั่งงานเลิกก็ต้องช่วยกันเก็บของ กว่าจะกลับถึงบ้านได้นอนพักผ่อนก็เกือบตี 1

 

1 สัปดาห์หลังจากวันที่ได้ทำงาน เด็กมีพฤติกรรมการซื้อของกินก็เปลี่ยนไป จากแต่ก่อนตอนที่เดินซื้อของกินในตลาดเห็นขนมอะไรน่ากินก็ซื้อหมด ซื้อเยอะแต่กินไม่หมด มีของเหลือทิ้งสิ้นเปลืองเงินทอง พอลองได้ไปทำงานหาเองแล้วก็รู้ว่าเงินมันหายาก เวลาจะซื้ออะไรก็คิดก่อนจ่ายเงินมากขึ้น ซื้ออะไรมาก็กินหมดไม่เหลือทิ้ง  

 

หลายครั้งที่พ่อแม่ไม่ต้องการให้ลูกลำบาก จึงให้เรียนอย่างเดียว ให้เงินไปใช้โดยที่ไม่เคยบอกลูกให้รู้เลยว่าเงินมาจากไหน ส่วนลูกขอเงินกับพ่อแม่ก็ได้เงินมาทุกครั้ง ได้มาง่ายๆจึงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย สุดท้ายก็ต้องมานั่งบ่นว่าลูกใช้เงินเปลือง

 

แนวทางที่ดีเราควรสอนเขาตั้งแต่แรกว่าเงินมาจากไหน ถ้าอยากให้เขารู้ถึงคุณค่าของเงินและใช้จ่ายอย่างประหยัดควรสอนโดยการให้ประสบการณ์ให้ลองไปทำงานจริงๆ สุดท้ายเด็กจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินได้  

 

แนวคิดให้คนวัยทำงาน

การหารายได้ของคนวัยทำงานแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบที่ 1การใช้เรี่ยวแรงแลกเงิน เกิดจากเราใช้แรงทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ จะต้องมีการหาความรู้เพิ่มความสามารถให้ตนเองตลอดเวลาเพื่อจะได้มีโอกาสหารายได้ให้มากขึ้น
  • รูปแบบที่ 2 การใช้เงินต่อเงิน โดยการแบ่งเงินบางส่วนไปทำให้เติบโต ให้เงินออกไปทำงานสร้างดอกผลกลับมาให้เราในรูปแบบต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผลและค่าเช่า

 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการนำเงินออมไปต่อยอดด้วยการลงทุนได้ที่ 2 บทความนี้

  1. บทความ 100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้ คลิกที่นี่
  2. เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที คลิกที่นี่

 

 

เรื่องที่ 2 การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้ที่มา https://www.facebook.com/Signnagas/photos/?tab=album&album_id=1081407218642839

 

จากการที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเสร็จเยี่ยมประชาชนในแต่ละจังหวัด ทำให้เห็นถึงความเดือดร้อนต่างๆของประชาชน จึงคิดวิธีช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนพร้อมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วย

 

จึงเกิดเป็น “โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” ตั้งแต่ปี 2504 บนพื้นที่ด้านหลังวังเพื่อทดลอง ปลูกข้าวว่าในอดีตมีการปลูกอย่างไร จะต้องทำอย่างไรเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวได้ แล้วพันธ์ข้าวที่ได้ก็นำไปใช้ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ

 

ปี 2505 มีผู้มาถวายโคนมจำนวน 6 ตัว จึงเริ่มทดลองเลี้ยงโคนม โดยพระองค์ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์และโปรดให้นำกำไรจำนวน 32,866.73บาท จากการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือหลักวิชาการดนตรี ดุริยางคศาสตร์สากล ที่พระเจนดุริยางค์ได้น้อมเกล้าฯถวายลิขสิทธิ์ มาเป็นเงินลงทุนสร้างโรงโคนม

 

นับได้ว่าพระองค์ท่านเป็นผู้เริ่มต้นอาชีพการเลี้ยงวัวนมเข้ามาในประเทศไทย จนได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งอาชีพการเลี้ยงวัวนม” ซึ่งดอกผลที่ได้จากโครงการก็จะนำมาต่อยอดโครงการอื่นๆต่อไป แม้ว่ากิจการที่นี่ไม่ได้มุ่งหวังกำไรสูงสุด แต่ทุกโรงงานต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ซึ่งส่วนใหญ่ทำรายได้พออยู่ตัว

 

เป้าหมายของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาเพื่อเป็นสถานที่ให้เกษตรกรได้มาดูเป็นตัวอย่างแล้วนำไปพัฒนาพื้นที่เกษตรของตัวเอง ส่วนผู้ที่สนใจทั่วไปมาดูเพื่อเรียนรู้แล้วนำไปเป็นแบบอย่างสร้างอาชีพให้ตนเองและคนในชุมชนให้มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้  

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้แหล่งข้อมูล : โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา http://e-journal.dip.go.th/LinkClick.aspx?fileticket=Ooc7pGr38bM%3D&tabid=100

 

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

 

  1.  โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ

เป็นสถานที่ค้นคว้า วิจัย ทดลอง เพื่อพัฒนาทางด้านการเกษตรที่เป็นรากฐานของคนไทย ทำให้เกษตรกรกินดีอยู่ดีพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน แล้วยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย โดยจะมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุนในการทดลองด้านต่างๆ

 

  1.  โครงการแบบกึ่งธุรกิจแบบไม่หวังผลกำไร

เป็นโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตร แล้วออกจำหน่ายเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

แนวคิดให้คนวัยทำงาน

ก่อนหน้านี้เพจอภินิหารเงินออมมีคนเข้าใจผิดส่งข้อความมาขอกู้เงินบ่อยๆ ทั้งที่เราไม่เคยปล่อยกู้เลย มีครั้งนึงเราก็อยากรู้ว่าคนที่ไลน์มาขอกู้เงินเขาจะเอาไปทำอะไร มีคนหนึ่งเราฟังแล้วน่าตกใจมากๆ  บอกว่าจะขอกู้เงินประมาณ 2 แสนเอาไปใช้หนี้เงินที่ไปกู้มาลงทุน

เขาเล่าว่ามันเริ่มมาจากมีคนมาชวนไปทำขนมจีนขาย เขาเห็นว่ามีรายได้ดีก็เลยอยากทำบ้าง ไปกู้เงินซื้ออุปกรณ์ชุดใหญ่มาทำขนมจีน แต่สุดท้ายไม่ได้ขายดีอย่างที่คิดไว้ ธุรกิจไปไม่รอด ตอนนี้ก็ต้องหาเงินไปใช้หนี้ดอกเบี้ยเงินกู้

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

 

คนส่วนใหญ่มักเป็นแบบนี้ที่ตอนเริ่มต้นก็จัดเต็มไว้ก่อน เพราะมองในด้านกำไรอย่างเดียว โดยลืมเตรียมแผนสำรองไว้เผื่อช่วงขาดทุนด้วย ส่วนตัวมองว่าถ้าเรามีหนี้ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจมันเสี่ยงมากเกินไป

เรื่องโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาทำให้เรารู้ว่า “ควรเติบโตจากสิ่งเล็กๆ”พอเห็นว่ามันสามารถสร้างรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้แล้วก็ค่อยเอากำไรมาลงทุนเพิ่ม “เติบโตจากกำไร” ทีละนิดๆ แม้ว่าจะโตช้า แต่ก็มั่นคงกว่าลงทุนตูมเดียวแล้วต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้กำไรคุ้มต้นทุนหรือไม่

 

 

เรื่องการให้

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

ภาพจากหนังสือปิดทองหลังพระเดินทางตามรอยพระบาทในโครงการพระราชดำริ

 

จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต  

 
ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก “การให้” โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า “กระป๋องคนจน” หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไรจะต้องถูก “เก็บภาษี” หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

 

 

ข้อมูลที่ค้นคว้าจากในหนังสือซึ่งเป็นคำสอนของสมเด็จย่า ข้อมูลจากหนังสือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หน้า 119 – 120)

 
การฝึกฝนให้พระราชโอรสธิดาทรงปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาก็มิได้ทรงบังคับ   แต่โปรดให้ตัดสินพระราชหฤทัยกันเอง ครั้งหนึ่ง เมื่อพระราชโอรสธิดายังทรงพระเยาว์ พระอาจารย์จากโรงเรียนเมียร์มองมาถวายสอนเป็นพิเศษ ณ ที่ประทับ

พระอาจารย์ได้ทูลสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯว่ารู้จักครอบครัวหนึ่งที่จนมาก มีลูก 3 คน ลูกๆไม่ค่อยสบาย ควรจะได้ไปพักบนภูเขา แต่พ่อแม่ไม่มีเงินพอที่จะส่งไป

พระอาจารย์เล่าถวายด้วยหวังว่าสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯอาจพระราชทานความช่วยเหลือได้ สมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ทรงเล่าเรื่องนี้ให้พระราชโอรสธิดาฟังต่อ ทรงเล่าว่า มีครอบครัวที่น่าสงสาร ครอบครัวหนึ่งไม่มีเงินพอที่จะส่งลูกไปภูเขา ไม่มีเงินซื้ออาหารดีๆ ที่ทำให้แข็งแรง เช่น กล้วย

เนื่องจากก่อนหน้านี้ สมเด็จพระศรีนครินทร์ฯทรงสอนให้พระราชโอรสธิดาสวดมนต์ ให้ทรงมีเมตตากรุณา เมื่อในหลวงทรงฟังดังนั้น จึงทูลถามว่าเมตตากรุณาคืออะไร เช่น ซื้อกล้วยให้เด็ก หรือช่วยเหลือเด็กพวกนี้ใช่ไหม

สมเด็จพระศรีนครินทร์ฯทางถามพระราชโอรสธิดาว่า จะทรงบริจาคเงินค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์มาช่วยเหลือเด็กเหล่านี้หรือไม่ พระองค์โปรดให้พระราชโอรสธิดาที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ ทรงตัดสินพระราชหฤทัยกันเอง ไม่ทรงบังคับกะเกณฑ์ ในที่สุด ทุกพระองค์ก็ทรงบริจาคพระราชทรัพย์องค์ละเล็กละน้อย ช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าว

 

 

การให้ในปัจจุบันและอนาคต :

ข้อมูลจากหนังสือ เย็นศิระเพราะพระบริบาล (หน้า 35)

 
พระองค์ทรงยึดหลัก คุ้มค่ามากว่าคุ้มทุน ดังกระแสพระราชดำรัส ความว่า “...ขาดทุนคือกำไร Our loss is our gain... การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้าและการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นกำไรอย่างหนึ่ง ซึ่งนับเป็นมูลค่าไม่ได้...”

 

 

ข้อมูลจากหนังสือ ประทีปแห่งแผ่นดิน พระราชดำรัสของในหลวง ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (หน้า 64 – 65)

 ข้อความตอนหนึ่งว่า...

 
“ประเทศต่างๆ ในโลกในระยะ 3 ปีมานี้ คนที่ก่อตั้งประเทศที่มีหลักทฤษฎีในอุดมคติที่ใช้ในการปกครองประเทศ ล้วนแต่ล่มสลายลงไปแล้ว เมืองไทยของเราจะสลายลงไปหรือ เมืองไทยนับว่าอยู่ได้มาอย่างดี เมื่อประมาณ 10 วันก่อน มีชาวต่างชาติมาขอพบ เพื่อขอโอวาทเกี่ยวกับการปกครองประเทศว่าจะทำอย่างไร จึงได้แนะนำว่าให้ปกครองแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีมีเมตตากัน ก็จะอยู่รอดได้

ไม่เหมือนกับคนที่ทำตามวิชาการที่เวลาปิดตำราแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกเริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง ถ้าเราใช้ตำราแบบอะลุ้มอล่วยกัน ในที่สุดได้ก็เป็นการดี ให้โอวาทเขาไปว่า “ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” นักเศรษฐศาสตร์คงค้านว่าไม่ใช่

แต่เราอธิบายได้ว่า ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้น เป็นการได้ทางอ้อม ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่ง คือ เงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ก็ต้องลงทุน ต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พัน หมื่น ล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดีขึ้น ราษฎรได้กำไรไป

ถ้าราษฎรมีรายได้ รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้ารู้รักสามัคคี รู้ว่าการเสียคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้าและการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าไม่ได้....”

 

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

การให้ของคนทั่วไป :

การบริจาคหรือการให้นั้นเป็นการช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่นเพื่อเป็นประโยชน์ให้สังคมและตัวของผู้ให้เองด้วย ทำให้เราลดความเห็นแก่ตัว ลดความอยากได้ ลดความโลภ เมื่อเราบริจาคแล้วจะทำให้เกิดความอิ่มใจ เห็นรอยยิ้มของผู้รับแล้วมีความสุข ได้รับความนับถือและทำให้เรามีเงิน มีโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิต มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เริ่มทำได้ เช่น ลุกให้คนแก่หรือคนท้องนั่ง ชะลอรถให้คนข้ามถนน อ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอด  เป็นต้น


ตัวอย่าง การนำแนวคิดนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน อ่านได้ที่บทความ “ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา คลิก https://goo.gl/JryH6Z

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้



การให้ของบริษัทหรือองค์กร :

ขาดทุน คือ กำไร ตอนนี้มีหลายองค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความรู้ทางด้านการเงินกับพนักงาน ซึ่งในอดีตบริษัทอาจจะเสียเวลา เสียเงินไปกับการฝึกอบรม แล้วยังใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่พอให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง พนักงานมีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง ไร้กังวลเรื่องหนี้สินกวนใจ ก็มีไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานให้บริษัทต่อไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลทางอ้อมที่บริษัทจะได้รับ

 

ตัวอย่าง องค์กรที่นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ อ่านได้ที่บทความ “ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่ ๒ สร้างสังคมแห่งความรู้ คลิก https://goo.gl/aDPLvr

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้




บทความนี้น่าจะทำให้หลายๆคนนำไปประยุกต์ใช้ได้นะจ๊ะ ผู้เขียนตั้งใจเขียนออกมาด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ทำให้มีบางข้อความไม่ได้เขียนคำราชาศัพท์ ผู้เขียนต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ถ้ามีอะไรทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจรบกวน Inbox แจ้งได้เพจอภินิหารเงินออม ได้เลยนะจ๊ะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 




 

รวมทุกบทความของอภินิหารเงินออม กูรูสาวมากความสามารถจาก aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออ...
TRENDING