550
views
หุ้นที่น่าออม หน้าตาเป็นยังไงรู้ป่ะ
by TarKawin,Jul 9, 2014 11:23 PM
writer of Tarkawin

AMhunnaaomm-02

 

อันนี้มาจากคำถามของนักลงทุนชาวแฟนเพจของ Aommoney.com นะครับ

 

"หุ้นที่น่าออมหน้าตามันควรจะเป็นอย่างไรนะ?"

 

หลายคนก็พยายามจะศึกษากัน แต่สำหรับคนที่อยู่ในวงการหุ้นมานาน เขามองแป๊ปเดียวเห็นเลยว่าหุ้นไหนหล่อ สวย จริงๆพื้นฐานการดูมันก็แล้วแต่ศิลปะของแต่ละบุคคลนะ มันก็เหมือนเวลาที่เราจะเลือกแฟนนั่นล่ะ หล่อสวยแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วเราจะรักกันไปนานแสนนานหรือไม่นั้นก็อยู่ที่เรามองออกเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า หุ้นก็เช่นกัน หากเราต้องการจะออมอย่างมาความสุขในระยะยาวๆ เราก็ต้องเลือกให้มันดูดีหล่อสวยทั้งร่างกายและจิตใจ ลองมาดูกันในแบบฉบับง่ายๆของ Aommoney กันก่อนนะครับว่า หน้าตามันจะต้องเป็รอย่างไร อิอิ

 

1. มีกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิดี

แหม++ อันนี้สำคัญมากเลยนะ สมมติเราขายของเนี่ย สิ่งหนึ่งที่เราต้องการเห็นในกิจการของเราก็คือ "ทำธุรกิจแล้วมีกำไร" ถ้าธุรกิจมีกำไรแล้วอะไรๆมันก็จะดีขึ้นเพราะเงินก็จะเข้ามายังบริษัท แล้วเงินนี้เอาไปทำอะไรต่อล่ะ? เอาไปขยายกิจการก็ได้ ลงทุนเพิ่มก็ได้ เอาไปปันผลผู้ถือหุ้นก็ได้ แต่อย่างที่ทราบกันว่า กำไรนั้นเราอาจจะมองเน้นไปทาง "กำไรขั้นต้น" เป็นอันดับแรกก่อน

 

กำไรขั้นต้น

 

กำไรขั้นต้นมันก็คือการดูว่าสินค้าของเราในแต่ละชิ้นหักต้นทุนออกมาแล้วดูยอดขายว่ามันเป็นอย่างไร สมมติว่าเรา ผลิตเสื้อผ้าขาย เรามีต้นทุนในการทำเสื้อผ้า 100 บาท แล้วเราเอาไปขาย 500 บาท แสดงว่ากำไรต่อชิ้นเราสูงมากถึง 400 บาท ขายได้เดือนนึง 10,000 ตัว ก็มีกำไรอื้อซ่าเลย แต่ในบางธุรกิจกำไรขั้นต้นมันไม่ได้เยอะ เราอาจจะมีต้นทุน 100 บาท แต่ราคาในตลาดขายกัน 109 บาท กำไรต่อชิ้นแค่ 9 บาทเองง่ะ ต้องขายขนาดไหนถึงจะได้กำไรสูงก็ไม่รู้

พวกกำไรขั้นต้นมันสำคัญมากเลยนะ บางทีเรากะจะทำธุรกิจแต่กำไรแค่จากการขายมันก็น้อยอยู่แล้ว มาเจอต้นทุนอื่นๆเช่น ต้นทุนการบริหารงาน ค่าจ้างเด็กมาช่วยขาย ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ รับรองว่ากำไรที่หักออกไปอีก อาจจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจจะขาดทุนเลยก็ได้ แต่ถ้ากำไรขั้นต้นสูงนะ โอ้ย สบายเลย ยิ่งขายมากยิ่งขยายอะไรหลายๆอย่างได้มาก แต่พวกกำไรน้อยเนี่ย เหนื่อยฉิบ

 

กำไรสุทธิ

กำไรขั้นต้นมันเป็นอะไรที่จะบอกเป็นนัยๆได้ว่าบริษัทที่ลงทุนไปน่าลงทุนอะเปล่า ถ้าขายของแล้วได้กำไรน้อย เปลี่ยนๆๆๆๆๆ เพราะต้องอย่าลืมว่าเราจะต้องเจอบรรดาค่าบริหารงานทั้งหลายอีก ไม่ใช่ว่าขายของเอาต้นทุนหักออกมาแล้วถือเป็นกำไรเลย เพราะค่าใช้จ่ายอื่นๆมันก็มี ลูกน้องก็ต้องจ่ายเงินเดือนต่างๆ หากค่าบริหารงานมันอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ ลบค่าใช้จ่ายทางด้านการเงินจิปาทะออกไปอีกสุดท้ายแล้ว บริษัทก็จะมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น กำไรในส่วนนี้ล่ะที่จะเข้ามาเป็นกระแสเงินสดให้กับบริษัทในการเอาเงินไปทำโครงการต่างๆได้ในอนาคต ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งเลิศ ใช่ไหมครับ?

แน่นอนครับหากเป็นธุรกิจที่มีการเติบโต กำไรพวกนี้มันจะไม่อยู่นิ่งๆนะ มันจะต้องมีการโตต่อเนื่องด้วย ปีนี้ขายก๋วยเตี๋ยวได้ กำไร 10 ล้าน ปีหน้าขายได้ 20 ล้าน เงินที่ได้มาก็จะมากขึ้นเอาไปต่อยอดขยายธุรกิจอะไรต่างๆได้มากขึ้น มีผลทำให้ผู้ถือหุ้นได้กำไรจากการถือหุ้นและอาจจะมีเงินปันผลเข้ามาอีกด้วยนะ

 

 

2. มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน

 

ธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันเนี่ยมันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากเลยนะครับ หากเราลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆแล้ว ตอนแรกๆเราพบว่า โหๆๆ งบก็ดี อะไรก็ดี กำไรก็โต นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีอย่างงั้นตลอดไปก็เป็นไปได้ ถูกป่ะ? มันต้องจริงอยู่แล้วหากเราเปิดร้านขายอาหารในย่านที่คนเจาะแจะจอแจเป็นเจ้าแรก แล้วเราเป็นเจ้าเดียว ใครๆก็มาซื้อกับเรา แรกๆเราก็ต้องคิดว่า "เรารวยแล้ววววว" แต่พออีกแปปนึงมันจะต้องมีคู่แข่งเข้ามาแน่นอน เราขายส้มตำ คู่แข่งขายส้มตำตาม ลูกค้าก็จะมาดูแล้วว่า เห้ยยย ที่ไหนมันอร่อยแล้วถูกกว่าว่ะ? ตอนนั้นสงครามราคาอาจจะเกิดขึ้นเพื่อแย่งลูกค้าก็ได้ 

เวลาเราเลือกลงทุนกับธุรกิจ มันก็ต้องเลือกธุรกิจที่มีอะไรที่มีชั้นเชิง คู่แข่งมาแข่งไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะสินค้าทำยาก ไม่มีของทดแทน ต้องใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นอาจจะต้องพัฒนาอีกยาว อาจจะเป็นของที่มีความได้เปรียบทางด้านคุณภาพ มีต้นทุนราคาที่ต่ำกว่า มีพันธมิตรทางการค้าที่ดี หรือ อาจจะมีแบรนด์ที่เจ๋งพอที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ ประมาณว่าไม่ว่าลูกค้าจะเดินมาจากทางไหนก็ต้องตรงมาทางนี้ จริงๆเราลองมองรอบๆตัวก็ได้นะว่า อะไรที่มันเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งบ้าง แบบว่าคู่ค้ามาทำตามก็สู้ไม่ได้ไม่ว่าเหตุผลใดๆก็ตาม

เวปไซต์ Aommoney แบรนด์แข็งแกร่งไหม? เวลาใคร Copy Infographic เราไป ผู้อ่านยังรู้เลยว่ามาจากเรา?

 

 

3. มีการนำเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

ทุกคนก็คงอยากจะเห็นธุรกิจและบริษัทที่เราออมหุ้นอยู่เติบโตใช่ไหมครับ การที่เราลงทุนในร้านก๋วยเตี๋ยวซักร้านหนึ่ง มันก็จะขายก๋วยเตี๋ยวอยู่อย่างนั้นล่ะ วันนึงอาจจะขายได้ตามจำนวนที่จำกัด เพราะพนักงานขายก๋วยเตี๋ยวอาจจะเมื่อยมือ มีเวลาขายเท่าเดิม ร้านมันก็มีอยู่แค่ 1 ห้อง แต่ถ้าเราอยากจะสร้างผลกำไรเพิ่ม มันก็มีอยู่ 2 วิธี

 

1. ขึ้นราคา

วิธีนี้หลายๆคนอาจจะบอกว่า โหดดดดดด ขึ้นราคาเลย ก๋วยเตี๋ยวขายดี เดิมขายชามละ 100 ปรับเป็น 180 เลย ถ้าลูกค้ายังกินอยู่ก็สาธุ ฮ่าๆ ล้อเล่น การปรับราคานั้นมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องปรับเพราะต้นทุนต่างๆเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เราอาจจะปรับเพราะต้องการสร้างผลกำไรที่มากขึ้นก็ได้ แต่นั่นก็อยู่ที่ว่า เมื่อปรับแล้วลูกค้าโอเคกับเราไหม ถ้าเขารู้สึกแพงไปเขาก็ไม่มาใช้บริการ แต่ถ้าของเราดีจริงๆ อาจจะเพิ่ม value added ขึ้นมา ปรับราคาเพิ่มแต่อัตราของกำไรก็เพิ่มตามก็อาจจะทำให้ลูกค้า Happy ที่จะยอมจ่ายมากขึ้นก็ได้

 

2. ขยายสาขาแตกไลน์ธุรกิจ

การขยายสาขาก็ไม่ต่างกับการทำตัวเป็นอะมีบา ถ้าเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวก็ขยายจาก 1 ร้าน เป็น 2 ร้าน ซึ่งถ้าร้านทั้ง 2 อยู่ในแหล่งที่ค้าขายได้ดี มันก็ยิ่งทำให้เราสามารถสร้างผลกำไรมากขึ้นก็เป็นได้ บางธุรกิจเริ่มจากเล็กๆแค่ 1 ร้าน ขายจนมีกำไรเปิดเป็น 2 ร้าน เลยไปจนเป็น 10 - 20 สาขาได้ คนที่ลงทุนแรกๆก็ได้รับผลการเติบโตตามบริษัทที่มีมูลค่าทางธุรกิจที่เยอะตามมากเลยทีเดียว แต่การขยายธุรกิจนั้นก็ควรจะดูด้วย บางธุรกิจมีการขยายกิจการโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญหรือเปล่า บางทีแบบเป็นธุรกิจขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ๆไปเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างงี้ อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องคอยติดตามเพราะมีหลายๆธุรกิจเจ๊งเพราะแตกไลน์ไปยังธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญและไปเจอคู่แข่งตีเอาๆจนตายกระทบไปหมดเลยก็มี

 

 

4. มีการเติบโตของมูลค่าหุ้นอย่างยั่งยืน

เป้าหมายของนักลงทุนทุกคนก็คือต้องการเห็นมูลค่าหุ้นของตัวเองเติบโตอย่างยั่งยืน ธุรกิจที่มีกำไรที่ดี ย่อมส่งผลให้เกิดกระแสเงินสดที่เข้ามาหล่อเลี้ยงและขยายศักยภาพของบริษัทและมันก็จะมีผลไปสู่การเติบโตของมูลค่าหุ้นให้กับนักลงทุนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเข้าใจว่า บริษัทต่างๆที่ลงทุนนั้นเขาก็ต้องมีการบริหารเงินทองให้เป็นประโยชน์ด้วย บางครั้งผู้บริหารบริษัทอาจจะต้องการขยายกิจการมากขึ้นจนต้องนำเงินส่วนอื่นๆมาใช้ในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการ กู้หนี้ยืมสิน การเพิ่มทุน หรืออาจจะขายทรัพย์สินที่มีอยู่ทิ้งออกไปแล้วนำเงินมาลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในเป้าหมายที่สร้างผลกำไรให้กับบริษัท เพราะฉะนั้นแล้วในจุดนี้เราเองต้องทำความเข้าใจกับบริษัทดีๆในสิ่งที่ผู้บริหารเขากำลังทำอยู่

ผมว่าใครๆก็ต้องการเห็นการเติบโตของบริษัทนะ แต่การเติบโตนั้นมันก็ต้องดูในส่วนต่างๆด้วยว่ามันมีความสมเหตุสมผลขนาดไหน เช่น กู้หนี้ยืมสินมาเพื่ออะไร เพิ่มทุนมาทำอะไร แล้วที่ทำๆไปมันทำให้บริษัทได้ประโยชน์ในการเติบโตหรือไม่ หากเป็นธุรกิจที่หนี้เยอะมากกกกกก ทำธุรกิจเท่าไหร่ก็ต้องเอาเงินมาใช้หนี้ ของก็ขายไม่ค่อยจะออก กำไรก็ไม่ค่อยจะมี แน่นอนครับว่าพื้นฐานมันอาจจะแย่ลงเรื่อยๆและมันก็แน่นอนที่ว่า ทุกอย่างจะส่งผลต่อราคาหุ้น พวกนี้มันก็เรื่องปกติอยู่แล้ว หุ้นดีๆเติบโตยังไงมันก็ต้องขึ้น หากราคามันไม่ขึ้นแต่พื้นฐานดี มันก็คือของดีราคาถูกที่น่าซื้ออยู่ดี

 

 

5. มีเงินปันผลให้ด้วยก็ได้นะ

ใครๆก็อยากได้เงินปันผลใช่ไหมล่ะ เงินปันผลคือ Passive income มันคือรายได้ที่ไม่ได้มาจากการทำงาน หากเราสามารถออมหุ้นที่มีเงินปันผลด้วยก็ย่อมทำให้เรามีรายได้เข้ามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ด้วยนะครับ หลายคนก็ชอบถามผมว่า หุ้นอะไรปันผลเยอะๆๆๆๆ ผมก็มักจะบอกว่าอย่าดูแค่ปันผล บางบริษัทจ่ายอัตราปันผลมากกว่าต่อหุ้นจากกำไรสุทธิก็มี นั่นหมายความว่าขายก๋วยเตี๋ยวได้กำไร 10 บาท มีผู้ถือหุ้น 10 คน สามารถแจกกำไรได้คนละ 1 บาท แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวอาจจะแจก 2 บาทก็ได้นะ?

แล้วอีกบาท 1 มาจากไหน?

ก็เป็นไปได้ที่ว่า จะกู้มาจ่ายเงิน หรือ อาจจะเอาสมบัติเก่าที่มีอยู่แล้วมาจ่าย ซึ่งแน่นอนว่าการจ่ายเงินปันผลเยอะๆ แต่ไม่สมเหตุสมผลกับกิจการทางธุรกิจที่เกิดขึ้น ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ในอนาคตก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นแล้วการออมหุ้นนั้นถ้าอยากจะเริ่มต้นคำถามว่าหุ้นไหนปันผลสูง ต้องกลับไปดูกิจการของมันด้วยว่าที่ปันผลสูงนั้นเพราะกำไรกิจการดีหรือเปล่า? มันก็จะกลับไปที่เรื่องตัวธุรกิจนั่นแหละ ^_^

 

หวังว่าหลักการออมหุ้นง่ายๆของทางเราจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆคนนะครับ หลักการจริงๆที่หลายๆคนมองอาจจะมีเยอะกว่านี้ แต่อย่างน้อย 5 ข้อนี้ก็คงจะเป็นเบื้องต้นที่ทำให้ต่อยอดไปยังเทคนิค วิธีการที่แต่ละคนอาจจะใช้เป็นประโยชน์ในอนาคตก็ได้นะ

 

AMhunnaaomm-01

by TarKawin
Writer of Tar Kawin.
ทุกบทความของ Tar Kawin กูรูสายน่ารักเฟรนด์ลี่จาก aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแบบ D...
TRENDING