สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms อีกครั้งสำหรับเรื่องราวภาษีน่ารู้คู่คนไทย วันนี้เป็นบทความเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านภาษีที่จะมาเล่าให้ฟังแบบสบายๆ หลังจากที่ได้ไปแชร์ในงานสัมมนา FlowAccount เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ซึ่งเป็นเรื่องของภาษีเบื้องต้นสำหรับการทำธุรกิจครับ

 

หลังจากงานเสวนาจบลง ผมได้รับคำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่าน และหนึ่งในคำถามนั้นคือ ถ้าเริ่มธุรกิจใหม่แบบนี้ แบบนั้น แบบนู้น จะเริ่มต้นภาษียังไงดี ดังนั้น วันนี้เลยเป็นที่มาของบทความแนะนำที่ว่านี้ครับ กับ 3 เคล็ดลับภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ เอาล่ะ เราลองมาดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรบ้าง

 

1. รู้ก่อนว่าธุรกิจเราต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ข้อแรกนี้.. ผมอยากจะให้ Focus ความสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจไปที่ภาษี 3 ประเภทก่อนครับ นั่นคือ ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นๆ (ใช่ครับ มันคือภาษีอื่นๆจริงๆครับ) โดยแต่ละเรื่องนั้นมีความสำคัญแตกต่างกันตามนี้ครับ

 

ภาษีเงินได้ : สำหรับตัวแรกนั้น ภาษีเงินได้จะขึ้นอยู่กับ “รูปแบบ” ของธุรกิจครับ โดยเราต้องดูว่ารูปแบบของธุรกิจเรานั้นเป็นแบบไหนระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ซึ่งวิธีการคำนวณภาษีเงินได้ก็จะแตกต่างกันไปตามนี้ครับ

1. บุคคลธรรมดา ให้คำนวณตามหลักการของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินได้สุทธิ และ เงินได้พึงประเมิน อ่านเพิ่มเติม : [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม 

2. นิติบุคคล คำนวณตามหลักการของภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ กำไรสุทธิทางภาษี x อัตราภาษี อ่านเพิ่มเติม : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวสุดท้าย คือ เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ซึ่งเป็นภาษีอีกตัวหนึ่งที่เก็บจากการบริโภค โดยคำนวณในอัตรา 7% ของยอดขาย และใช้หลักการภาษีขายหักภาษีซื้อครับ อ่านเพิ่มเติม : ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

 

สำหรับ ข้อแรกนี้ ผมอยากให้ตรวจสอบตามนี้ก่อนครับว่า

1. กิจการของเราเลือกรูปแบบไหนในการทำธุรกิจ เพราะจะมีผลต่อการเสียภาษีเงินได้ (ซึ่งการเลือกรูปแบบธุรกิจนั้น ให้พิจารณาจากผลในด้านอื่นๆ รวมถึงภาษีประกอบกันครับ)

2. กิจการของเราต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม ซึ่งหากกิจการของเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องมาดูต่อว่า เราสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ (บางประเภทยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็สามารถเลือกที่จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครับ) แต่ถ้าหากเป็นกิจการที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็แปลว่าเรามีหน้าที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันเมื่อมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือจะเลือกจดทันทีก็สามารถทำได้ครับ ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาดีๆอีกครั้งหนึ่งครับว่า จะเอายังไงกับธุรกิจดี? จดไม่จดจะดีไหม?

 

ส่วนเรื่องของภาษีอื่นๆนั้น ถ้าหากกิจการของเรานั้นมีการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์บางประเภท หรือมีการทำธุรกิจบางอย่างทีต้องใช้อาคารพาณิชย์ อาจจะมีเรื่องของภาษีโรงเรือน หรือภาษีธุรกิจเฉพาะประกอบด้วยซึ่งตรงนี้ต้องดูที่ “ประเภท” ของธุรกิจครับ

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงและนึกถามเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ว่ามันอยู่ในกลุ่มไหน ตรงนี้ก็ขอบอกไปให้ชัดเจนครับว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” มีชื่อเต็มๆว่า “ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีเงินได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายต้องมีหน้าที่หักภาษีเมื่อมีการจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับผู้รับ ซึ่งใครสนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่คลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ

 

โอเคครับ ทั้งหมดนี้คือเรื่องของภาษีในส่วนแรกครับ ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับแรกที่คนทำธุรกิจทุกคนควรรู้ ทีนี้เรามาต่อกันที่เคล็ดลับที่ 2 และ 3 กันเลยดีกว่าครับ

 

2. รู้ต่อว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้าง?

 

สำหรับหนัาที่ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อมีการทำธุรกิจนั้น มีอยู่ 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ หน้าที่ด้านการบัญชี สำหรับกรณที่เป็นนิติบุคคลนั้น ธุรกิจมีหน้าที่ต้องทำและส่งบัญชีต่างๆ ในรูปแบบงบการเงิน แต่กรณีของบุคคลธรรมดานั้นไม่ได้บังคับ แต่ถ้าหากทำได้ก็ถือว่าดีครับ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของภาษี ซึ่งนอกจากหน้าที่ในการรู้เรื่องภาษีแล้ว เราต้องรู้ต่อไปครับว่า เรามีหน้าที่ที่ต้องนำส่งภาษีต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย โดยแต่ละประเภทภาษีก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันดังนี้ครับ

 

Capture

3. รู้ว่าใครเป็นผู้จัดการให้เรา

 

สำหรับเรื่องธุรกิจนั้น อีกหน้าที่นึงที่เราต้องรู้มากกว่าความรู้ คือ รู้ด้วยว่าคนที่จัดการเรื่องบัญชีกับภาษีให้เรานั้นไว้ใจได้หรือไม่อย่างไร ข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าคนทำธุรกิจนั้นควรให้ความสำคัญ ตั้งแต่คนจัดการดูแลเอกสาร คนทำบัญชี ผู้สอบบัญชี โดยสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณานั้นไม่ใช่ ข้อแนะนำที่เก่งกาจ หนทางจัดการบริหารภาษี หรือแม้แต่ราคาที่ถูกที่ใครหลายคนอาจจะเผลอใจไปได้ครับ (แฮร่)

 

แต่ผมอยากให้พิจารณาจากสิ่งที่เราได้จากการทำงานของคนเหล่านี้ ตั้งแต่ความน่าเชื่อถือ และเชื่อใจได้ (ไม่ใช่การเคลียร์กับสรรพากรนะครับ แต่หมายถึงความถูกต้องในการทำงาน) ไปจนถึงมูลค่าเพิ่มที่สร้างให้กับกิจการหรือธุรกิจของเรา เพราะสิ่งสำคัญคือความคุ้มค่าในการจ้างงาน ไม่ใช่การประหยัดเพียงชั่วคราวนะคร้าบ

 

เอาล่ะครับ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเคล็ดลับ 3 ข้อ ที่ผมนำมาฝากกันนั้น จะทำให้ธุรกิจหลายๆธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ หรือเริ่มต้นศึกษาได้อย่างมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ ถ้าหากถูกใจบทความนี้ก็อย่าลืมส่งต่อให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที&#x