ด้วยความที่ Derivative Warrant (DW) ถือเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความซับซ้อนกว่าการลงทุนในหุ้นธรรมดาในหลายมิติ ฉะนั้น นอกจากจะต้องวิเคราะห์ว่าหุ้นที่เราสนใจนั้น กำลังจะขึ้นหรือกำลังจะลงแล้ว นักลงทุนใน DW ยังต้องคัดกรอง DW แต่ละตัวก่อนที่จะใส่เงินลงไปด้วย เพราะ สมมติว่า คุณสนใจลงทุนใน Call DW ของหุ้น PTT คุณจะพบว่ามี DW หลายตัวที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์คนละบริษัท หรือบริษัทเดียวกัน แต่ก็คนละซีรี่ย์ แบบนี้ ใครดูไม่เป็น หรือดูไม่ละเอียด ได้มีงงเป็นไก่ตาแตกแน่นอนนะครับ

 

นอกจากค่า Delta และ DW Sensitivity ที่ได้บอกไปในบทความตอนที่ 2 แล้ว ยังมีอัตราส่วนอีก 3 ตัวที่นักลงทุนใน DW ต้องรู้ ซึ่งเมื่อเข้าใจปั๊บ ก็เหมือนไขรหัสลับ เลือก DW ตัวที่ใช้ให้กับคุณได้ไม่ยากเลยทีเดียว

CoverAndInfo_08_cs5

1.  Gearing Ratio หรือ อัตราทด ใช้บอกความแรงของ DW ตัวนั้นๆ ว่าวิ่งแรงเป็นกี่เท่าของหุ้นอ้างอิง เช่น DW ตัวหนึ่ง คำนวน Gearing Ratio ได้ 10 เท่า นั้นหมายถึง ถ้าหุ้นอ้างอิงบวกขึ้นไปเท่าไหร่ DW ตัวนั้นจะวิ่งแรงขึ้นเป็น 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิง นั้นแสดงว่า เวลาจะเลือก DW ซักตัว ใครที่รักความเสี่ยง และอยากใช้เงินน้อย ก็ให้เลือก DW ที่มี Gearing Ratio สูงๆนั่นเอง

gearing-2

2.  Effective Gearing ตัวนี้ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการวิเคราะห์ DW เลยครับ สูตรคำนวนคือ


CoverAndInfo_08_cs5

Effective Gearing ใช้ในการวัดราคาการเปลี่ยนแปลงของ DW เป็นในรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เพื่อให้อธิบายการเคลื่อนไหวของ DW ได้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Call DW ตัวหนึ่ง มี Effective Gearing = 10 เท่า ก็หมายความว่า ถ้าราคาหุ้นเอ้างอิงบวกไป 1% ตัว DW ก็จะบวกได้ถึง 10% (หรือ 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิงนั้นเอง)

 

3.  Implied Volatility หรือ ความผันผวนแฝง

เจ้าความผันผวนแฝงนี้ จะบอกระดับของความผันผวนของ DW ตัวนั้น ที่เทรดในตลาด โดยแสดงค่าออกมาเป็นรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เช่นเดียวกับ Effective Gearing วิธีการคำนวน อย่าไปรู้ครับ เราไปรู้วิธีใช้กันดีกว่า

 

Implied Volatility ใช้ในการเปรียบเทียบราคา DW ที่มีลักษณะคล้ายกัน หรือ มีหุ้นอ้างอิงตัวเดียว วิธีการดูก็คือ ถ้า DW ตัวไหนมีค่า Implied Volatility สูงกว่าอีกตัว แสดงว่า DW ตัวนั้นแพง (เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ)

 

แล้วที่ Implied Volatility มันไม่เท่ากัน เกิดจากอะไรล่ะ?

  • Demand Supply ของ DW แต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้า DW ตัวไหนคนเทรดเยอะ ก็มักจะมี Implied Volatility สูงตามไปด้วย ดังนั้น การลงทุนใน DW ดูแค่ตัวไหนเทรดกันเยอะๆ สถาพคล่องสูงๆไม่ได้แปลว่าดีเสมอไปนะครับ ต้องดู Implied Volatility เปรียบเทียบด้วย ไม่งั้นกลายเป็นซื้อของแพงไปโดยใช่เหตุ
  • ความผันผวนของราคาหุ้นอ้างอิงแต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้าเราเทียบ Implied Volatility ใน DW ที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ราคาใช้สิทธิเท่ากัน แต่เป็นหุ้นคนละตัวกัน Implied Volatility ก็ไม่เท่ากันนะครับ เพราะหุ้นแต่ละตัว มันไม่เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันตลอดเวลา และ ความต้องการซื้อขายของนักลงทุนก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

 

ง่ายๆสั้นๆ เราควรเลือก DW ที่มี Implied Volatility ต่ำไว้ก่อนถ้าเป็นไปได้นะครับ

ถึงตรงนี้ ก็มีคนตะโกนถามขึ้นมาว่า เฮียครับ แล้วผมจะไปหาอัตราส่วน ตัวเลขพวกนี้จากไหน?

 

ง่ายสุดๆ เพราะหน้าจอ Streaming Pro ที่ทุกท่านใช้เทรดกันอยู่ทุกวัน มีตัวเลขเหล่านี้ให้ดูแบบ Real Time เลยทีเดียวครับ Log In เข้า Streaming Pro ของท่าน แล้วเพียงแค่กดเมนู Quote ด้านบน พิมพ์เลือกตัว DW ที่ท่านสนใจ แล้วกุญแจทั้ง 5 ดอก เพื่อให้คุณพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนก็จะปรากฏมาที่บนหน้าจอพร้อมกับรายละเอียดอื่นๆ ทั้งวันหมดอายุ อัตราส่วนการใช้สิทธิ สถานะว่า In-The-Money , At-The-Money หรือ Out-The-Money

ที่คุณต้องทำก็คือ ก่อนเทรดทุกครั้ง หันมาเปิดดูมันซักหน่อย ก็จะรู้ว่า DW ตัวนั้นคือคุณค่าที่คุณคู่ควรหรือเปล่า

 

ได้กุญแจสำคัญ 3 ดอกกันไปแล้ว เราไปดูกลยุทธ์เลือก DW เพื่อเก็บกำไรอย่างที่ใจหวังกัน

 

ขั้นตอนแรก วิเคราะห์ และอ่านแนวโน้มของดัขนี หรือ หุ้นอ้างอิง ตัวที่เราสนใจลงทุน

หมายความว่า ก่อนลงทุนใน DW ถ้าเป็น DW อ้างอิงราคาดัชนีอย่างหุ้นไทย เราก็ควรเข้าใจ และมีมุมมองที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่า ตามความเห็นของเรา หุ้นไทย จะเคลื่อนไหวในทิศทางใด ขึ้น หรือ ลง เพราะหากไม่มีมุมมองตั้งแต่เริ่มต้นลงทุน ก็เหมือนตาบอดคลำช้างครับ ได้กำไร ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกไหม ขาดทุนไป ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดตรงไหน ลงทุนแบบนี้เหมือนการพนันเกินไป ยังไงซะ ผมแนะนำ วิเคราะห์ และหาแนวโน้มครับ ถ้าเลือก DW ที่อ้างอิงหุ้น ก็วิเคราะห์ทิศทางราคาหุ้น ถ้าเลือก DW อ้างอิงดัชนี ก็ต้องอ่านภาพรวมตลาดให้ได้ก่อน

(จุดตายของนักลงทุนในตลาด มักเริ่มจากการอ่านทิศทางตลาดไม่ขาดตั้งแต่แรกครับ แค่เริ่มต้นก็ผิด ถึงจะวิเคราะห์ DW เลือกเก่งยังไง ซื้อไปก็มีความเสี่ยงผิดทางอยู่ดี)

 

ขั้นตอนที่สอง กลับมามองระยะเวลาการลงทุนของเรา

พอมีมุมมอง (View) ต่อการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์อ้างอิงแล้ว เนื่องจาก DW แต่ละตัว มีอายุครบกำหนดไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรตรวจสอบอายุคงเหลือของ DW ก่อนเป็นอันดับแรกว่า มีเหลือพอระยะเวลาที่เป็นเป้าหมายในการลงทุนหรือเปล่า โดยแนะนำให้เลือก DW ที่เหลืออายุครบกำหนดมากกว่าระยะเวลาเป้าหมายการลงทุนซัก 1-3 เดือนขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยครับ อันนี้ผมเจอกับตัวเลย คือมีเพื่อนที่อยากลองลงทุนใน DW นั่งอ่านแนวโน้ม แต่เคาะขวาทันทีทั้งๆที่ลืมดูอายุว่าเหลืออีก 3 วันก็หมด ราคาหุ้นอ้างอิงยังพักฐานไม่ขึ้นไปไหน พอ DW ครบกำหนดเท่านั้น เหมือนเป็นสัญญาณให้หุ้นอ้างอิงวิ่งยังกับม้าแข่ง ถึงตรงนี้ คงรู้นะครับว่าเพื่อนผม “ร้องไห้หนักมาก”

 

ขั้นตอนที่สาม ดู Effective Gearing ที่เหมาะกับความเสี่ยงของเราเอง

ยกตัวอย่าง ถ้าเราเป็นพวกเรา “รักความเสี่ยง” (Risk Lover) มี DW ให้เลือก 2 ตัว เมื่อปัจจัยอื่นๆเหมือนกันหมด เราควรเลือก DW ที่มี Effective Gearing สูงกว่า เพราะกำไรจากการที่ราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวตามทิศทางที่เราประเมินไว้ในขั้นตอนที่หนึ่ง มันมีโอกาสได้มากกว่า (แต่ถ้าผิดทาง ก็ขาดทุนหนักกว่า