สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ 101 เกร็ดความรู้ภาษีธุรกิจที่ทุกคนต้องรู้ กับกูรู Aommoney อย่างพี่ TAXBugnoms ครับผม! สำหรับบทความความรู้เรื่องภาษีในตอนนี้จะเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมจากเรื่องที่ใครหลายคนอาจจะสับสนและสงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมชีวิตของเราถึงมีปัญหากับพี่ๆสรรพากรอยู่ได้ ในเมื่อธุรกิจของเรามีรายจ่ายที่ถูกต้องอยู่แล้วนี่นา!!!

 

เมื่อมีปัญหาแบบนี้ ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นจากบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี? อีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อปรับทัศนคติให้เข้าใจครับว่า “กำไร” และ “ขาดทุน” ที่บันทึกตัวเลขทางบัญชีนั้น มันมีความแตกต่างกับกำไรและขาดทุนทางภาษีอย่างไรบ้าง และถ้ามีโอกาสผมจะเขียนบทความใหม่ให้อ่านกันเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งคร้าบบ :D

 

ถ้าใครเคยอ่านบทความนี้ หรืออ่านจบแล้ว ผมเชื่อว่าคงจะพอเข้าใจถึงความแตกต่างในเรื่อง กำไรหรือขาดทุนทางบัญชี ต้องถูกปรับปรุงให้เป็นกำไรหรือขาดทุนทางภาษีเสียก่อนถึงจะนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ปัญหาคือมันจะมีรายจ่ายตัวหนึ่งที่มักจะต้องปรับปรุงอยู่เสมอ นั่นคือ “รายจ่ายต้องห้าม” หรือ “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” ซึ่งเป็นรายการที่ทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ และเราต้องบวกกลับไปในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีทุกครั้งทุกคราวไป

 

เพราะฉะนั้น บทความในตอนนี้ ผมจะลงรายละเอียดไปที่หลักเกณฑ์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ให้เจ้าของธุรกิจ หรือคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจกฎหมายภาษี ใช้เป็นหลักการกลั่นกรองค่าใช้จ่ายตัวเองเสียก่อนครับว่า จะสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนทางภาษีได้หรือไม่ ?

 

เพราะถ้าหากเราไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ ต่อให้เรานำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาเป็นค่าใช้จ่ายก็สามารถเป็นได้เพียงแค่ค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น แต่ไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้แน่ๆ เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีขั้นตอนที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

 

1. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีหลักฐานในการจ่ายเงิน “จริง” ขั้นตอนแรกเป็นขั้นตอนสั้นๆง่ายๆ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากครับ เพราะหากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ว่าได้มีการจ่ายออกไป และต่อให้เราจ่ายออกไปจริงๆ ก็ตาม อย่างไร ก็ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ได้อย่างแน่นอนครับ

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญของเจ้าของกิจการทั้งหลาย คือ การจัดเก็บเอกสารที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหลักฐานการจ่ายต่างๆแต่ละใบนั้น ต้องมีอยู่จริง และครบถ้วนตามจำนวน เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าใช้จ่ายทางภาษีได้นั่นเองครับ

 

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมร้านไป แต่ไม่มีเอกสารกลับมา ถึงแม้ว่าทางบัญชีจะลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ทางภาษีแล้วจะมองว่าการไม่มีหลักฐานนั้น ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ จึงต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรเพื่อภาษีครับ

 

2. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีความเกี่ยวข้องกับกิจการ “จริง” สำหรับขั้นตอนนี้ เป็นการเพิ่มเติมเสริมจากขั้นตอนแรกครับ นั่นคือ ต่อให้มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อยู่ดีครับ ถึงแม้จะจ่ายจริง มีหลักฐานครบ แต่ถ้าโดนพี่สรรพากรตรวจเจอแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าจบแน่ครับ

 

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms คนเดิม ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้านตัวเอง (ส่วนตัว) ไปและได้รับใบเสร็จกลับมาครบถ้วนก็ตาม แบบนี้ต่อให้มีหลักฐานยังไงก็ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ ก็เพราะว่ามันเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทนั่นเองครับ

 

3. ทุก “รายจ่าย” ต้องไม่ผิดตามที่กฎหมายกำหนด “จริงๆนะ” สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้ ขอบอกเลยว่าค่อนข้างยาก เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายครับ ซึ่งในขั้นตอนที่ 1 และ 2 นั้น เราย่อมสามารถใช้วิจารณญาณส่วนตัวในการตัดสินได้ แต่ข้อนี้บอกเลยครับว่า ต่อให้จ่ายจริง หลักฐานครบ เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นจนจบกับกิจการก็ตาม แต่ถ้าหากกฎหมายไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย นั่นแปลว่ายังไงก็ไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ครับ 

 

สำหรับรายละเอียดตรงนี้ผมอยากจะให้ลองดูที่มาตรา 65 ตรี ที่ระบุไว้ในกฎหมายภาษีอากรอย่างประมวลรัษฏากรครับว่ามีอะไรบ้าง และถ้าหากอยู่ใน 20 ข้อนี้ก็แปลว่าไม่มีวันใช้ได้อย่างแน่นอนเพราะพี่สรรพากรสั่งห้ามนั่นเองครับ

 

65T

 

 

เป็นไงบ้างครับ กับ 3 ขั้นตอนชวนคิดให้เราพิจารณาเรื่องการเลือกใช้ค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีสำหรับธุรกิจ ผมบอกเลยครับว่าจริงๆแล้วหลักการในแต่ละข้อนั้น มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกมากมาย แต่วันนี้คงต้องขอพักกันไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ตอนต่อๆไป ผมจะมาอธิบายเพิ่มเติมเงื่อนไขแต่ละข้อที่สำคัญๆ ให้ฟังกันต่อไปคร้าบบ สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ :D

 

Infographic 3 ขั้นตอนง่ายๆ ภาษี ธุรกิจ