ปั้นเงินง่ายๆ สไตล์ลูกจ้าง(ไม่ประจำ)
ปั้นเงินง่ายๆ สไตล์ลูกจ้าง(ไม่ประจำ)
นอนกลางวันช่วงสาย แล้วค่อยตื่นมาทำงานช่วงบ่าย หรือไปเที่ยวพักผ่อนไกลๆเพื่อตามหาแรงบันดาลใจหรือประสบการณ์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของชีวิตลูกจ้าง(ไม่ประจำ)เท่านั้น แต่หากคุณถามพวกเขาใหม่ พวกเขาก็จะบอกได้แค่ว่า ‘วงการนี้มันโหดมาก’ หลายคนตื่นนอนตอนสายเพราะทำงานโต้รุ่ง หรืออดหลับอดนอนติดกันหลายวันเลยก็มี
นั่นก็เพราะในความเป็นจริงแล้วการเป็นฟรีแลนซ์ นั่นคือการทำให้ทุกอย่างในชีวิตหมุนรอบสิ่งที่เรียกว่า ‘เงิน’ ในแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ความกดดันข้อใหญ่ที่สุดของชาวฟรีแลนซ์ก์คือ การไม่มีรายได้ประจำ, ไม่มีบริษัทที่ช่วยคำนวณหรือหักภาษีเงินได้, ไม่มีเงินกองทุนสำหรับการเกษียณ หรือปัญหาข้อใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือ รายได้ที่มีไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
เหล่าฟรีแลนซ์หลายคนให้ความสนใจเฉพาะการหารายได้ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการตั้งงบการเงินให้กับตัวเอง ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการใช้จ่าย และไม่คิดถึงเรื่องการเกษียณให้กับตัวเอง แต่ในชีวิตจริงการวางแผนการเงินมีความสำคัญเท่ากับการส่งงานให้ทันเดดไลน์ เพราะหากไม่ลำดับความสำคัญในการวางแผนการเงินแล้ว คุณก็ไม่สามารถหารายได้เพียงพอกับรายจ่าย นี่คือเหตุผลที่ทำให้เหล่าฟรีแลนซ์ต้องแบ่งความคิดมาให้กับเรื่องการเงินพอๆกับการใช้ความคิดในการทำงาน
หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่ต้องการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับตัวเอง ลองเริ่มต้นหนทางการสร้างเงินในแบบของคุณเองโดยอาศัยข้อแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตลูกจ้าง(ไม่ประจำ) ในแบบของคุณ
- รู้ว่าตัวเองใช้จ่ายกับอะไรบ้าง
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือไม่ก็ตาม คือการใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ที่หามา ดังนั้นหัวใจของเคล็ดลับนี้คือ รู้ว่าตัวคุณเองใช้เงินซื้ออะไรบ้าง หากคุณไม่เคยทำมาก่อน ก็ลองเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย!!! เริ่มต้นจากจดบันทึกรายรับ-จ่ายลงในอะไรก็ได้ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกรายรับ-จ่ายแบบสมุด หรือใช้ Application ก็ตาม จากนั้นช่วงสิ้นเดือนก็มาตรวจดูว่าเงินของคุณของไหลออกไปทางไหน โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่รายจ่ายทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจเช็ค เช่น ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน, ค่าเดินทาง, ค่าซื้อของเล็กๆน้อยๆ, ชำระหนี้, เงินออม, เงินสำหรับการเกษียณ และภาษี โดยใช้บันทึกควบคุมการใช้จ่ายเงินทั้งหมด จากนั้นก็ตรวจสอบรายได้ว่าครอบคลุมทั้งหมดหรือไม่ โดยแบ่งงบการเงินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายกับสิ่งที่คุณต้องจ่ายอยู่แล้ว และอีกส่วนเพื่อลงทุนให้กับตัวเอง
- สร้างงบการเงินเพื่อการใช้จ่าย
เมื่อเราจดบันทึกรายรับ-จ่ายแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการตรวจสอบว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างย้อนหลังไปอย่างน้อย 3 เดือนและสร้างงบการเงินให้ชัดเจน เช่น หากเรามีรายได้ 30,000 บาท อาจกำหนดให้รายจ่ายจำเป็นทุกเดือนนั้นคือ 50% ของรายได้ทั้งหมดนั่นคือ 15,000 บาทเท่านั้น (แต่อย่าลืมคิดรายจ่ายพิเศษนั่นก็คือ ภาษี) และหากคำนวณรายได้ทั้งหมดแล้ว ไม่ครอบคลุมกับรายจ่ายส่วนอื่นๆ ก็มีวิธีแก้ไข 2 ทางคือหารายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายบางอย่างลง
- สร้างงบการเงินที่เราคาดหวัง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณสามารถอดทนกับการประหยัดค่าใช้จ่ายได้คือ การตั้งงบการเงินเพื่อทำตามฝัน แต่หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่มาก, เป็นฟรีแลนซ์มือใหม่ หรือเพิ่งเสียลูกค้าไป ให้ทบทวนแผนการเงินของตัวเองว่ารายได้เพียงพอกับรายจ่ายเพียงพอรึเปล่า? มีเงินเหลือเก็บสำหรับออมและสำหรับการเกษียณรึยัง? หากยังไม่มี ลองเริ่มจากหักเงิน 20% ก่อน หรือหากต้องการวางแผนเที่ยวก็ต้องวางแผนการเงินส่วนอีกประมาณ 20% และอย่างสุดท้ายคือต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งสำหรับการเสียภาษี (ขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละบุคคล) นั่นคือจะมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด
- ลองใช้กฎ 50-20-30 ดู
สำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่ให้ลองตั้งงบการเงินด้วยกฎ 50-20-30 โดยเริ่มจากการการนำรายได้ทั้งหมดมาหักจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีก่อน แล้วจึงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งจำนวน 50% เป็นส่วนที่ต้องใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต เช่นค่าใช้จ่ายจำเป็นภายในบ้านเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าโทรศัพท์, ค่าเดินทาง, ค่าของใช้จำเป็น และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด รายได้ส่วนที่ 2 สำหรับเพื่อการออมระยะยาวจำนวน 20% โดยการนำเงินไปออมหรือลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณ บางคนอาจนำเงินส่วนนี้ไปชำระหนี้ แต่ขอให้เน้นที่การออมเงินมากว่าการนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมด และส่วนสุดท้ายจำนวน 30% นั้นนำไปใช้จ่ายตามใจเช่น ไปเที่ยวเล่น, ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยว, ดูหนัง, เข้าฟิตเนส ซึ่งกฎนี้สามารถใช้ได้กับทุกคน
คนที่มีรายจ่ายในชีวิตประจำวันไม่สูงมาก เช่น มีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน ทำให้ประหยัดเงินค่าเดินทางลงได้อีก จึงมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 50% ก็สามารปรับสัดส่วนเงินเป็น 40-25-35 หรือ 45-25-30 ตามความเหมาะสมก็ได้
สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง อาจมีภาระค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าเช่าบ้าน หรือพ่อแม่ที่ต้องจ่ายเงินสำหรับลูกๆ ก็สามารถปรับสัดส่วนเงินเป็น 60-20-20 และเมื่อลูกโตมากพอก็ค่อยปรับสัดส่วนมาเป็น 40-30-30 ก็ได้เช่นกัน
ทุกกฎไม่ตายตัว เพียงแค่ลองหาสัดส่วนที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายและการดำเนินชีวิตของคุณเองก็ทำให้คุณอยู่ได้แบบสบายๆ และไม่มีหนี้สิน
- กำหนดงบการเงินประจำสัปดาห์
เมื่อคุณกำหนดรายจ่ายจำเป็นที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือนแล้ว คุณสามารถนำเง
You might also like
ปลายปีนี้…เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!
เจ้ามะนุดเคยเป็นกันมั้ย ต้นปีวางแพลนอะไรหลายๆ อย่างซะดิบดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ทำซ้า...
KTB Shop Smart Palladium Card บัตรเดียว ครบ จบ ทุกเร...
เจ้านายชอบพกบัตรหลายๆ ใบ ไม่ว่าจะบัตรส่วนลดร้านอาหาร ส่วนลดเติมน้ำมัน ส่วนลดร้านหนังสือ...
ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!
ปัจจุบันเจ้ามะนุดเริ่มหันมาสนใจการลงทุนกันมากขึ้น แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
