กองทุน Passive VS Active แบบไหนดีกว่ากัน !!

เป็นคำถามที่ผมพบค่อนข้างที่จะบ่อยมากครับ ว่า กองทุน Passive กับ กองทุน Active แบบไหนดีกว่ากันแน่ ?

ก่อนจะไปถึงว่ากองทุนไหนดีกว่ากัน เรามาดูก่อนดีกว่าครับว่ากองทุนแบบ Active กับกองทุนแบบ Passive มันคืออะไรครับ

Active Fund 

Active Fund คือ กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นชนะ ค่ามาตรฐาน (Benchmark) หรือ พยายามที่จะทำผลกำไรให้มากที่สุด โดยการเลือกสินทรัพย์และสัดส่วนที่เหมาะสม เช่นหุ้นรายตัว หรือตราสารหนี้ที่ลงทุน รวมถึงคำนึงถึงช่วงเวลาซื้อขายที่เหมาะสมด้วยครับ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนก็จะมี 2 วิธีหลัก ๆ

แบบแรกคือการวิเคราะห์แบบ Top  Down 

หรือการวิเคราะห์การลงทุนโดยพิจารณาจากภาคเศรษฐกิจโดยรวมก่อน

จากนั้นก็จะ ดูถึงสภาพ หรือสภาวะของ ภาคอุตสาหกรรมของหุ้นที่น่าสนใจ

และค่อยดูถึงพื้นฐานของหุ้น หรือ สินทรัพย์ ว่าในภาวะนี้จะเหมาะสมที่จะลงทุนหรือไม่

แบบที่ 2 คือ การลงทุนด้วยวิธี Bottom Up

ไม่ใช่การกินเหล้าให้หมดภายในครั้งเดียวนะครับ แต่มันคือ การลงทุนโดยเริ่มจากวิเคราะห์ว่า ตัวหุ้น หรือ สินทรัพย์ นั้นมีคุณภาพหรือไม่

แล้วค่อยดูว่าสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมนั้นดีหรือไม่

และสุดท้ายจึงดูว่าเป็นเวลาเหมาะทางเศรษฐกิจที่จะลงทุนหรือยัง

กลยุทธ์การลงทุนอีกแบบที่น่าสนใจก็คือ แบบ VI

หรือ Value investing คือ การลงทุนที่เน้นมูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว

ไม่สนใจเศรษฐกิจ การเมืองหรือ อุตสาหกรรม(คล้ายกับ Bottom up)

สนใจเพียงแต่ว่า สินทรัพย์ที่จะลงทุนมีมูลค่าที่เหมาะสมหรือไม่ (แพงหรือถูกก็จะซื้อ ถ้าเหมาะสม)

เป็นบริษัทที่ดีหรือไม่ ความสามารถในการแข่งขันเป็นอย่างไร และสามารถในการทำกำไรของบริษัทครับ

Passive Fund

Passive Fund เป็นการลงทุนที่เน้นลงทุนให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง หลายท่านเกิดคำถามขึ้นมาว่า ดัชนีอ้างอิงคืออะไร ผมขออธิบายเป็นขั้น ๆ แบบนี้ครับ ดัชนีก็คือ การที่หุ้นในตลาดมีการซื้อ-ขายกัน หรือแม้แต่ตราสารอื่น ๆ ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวาน แต่เราไม่รู้ว่าทั้งตลาดมันเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน คนเราก็เลยเอาราคา หรือ ขนาดของสิทรัพย์ทั้งตลาดนั้น มาทำเป็นดัชนี เช่น SET index โดยเปรียบเทียบว่าสินทรัพย์ทั้งหมดเป็น 100 พอผ่านไป 10 วันกลายเป็น 110 แสดงว่า มีการซื้อมากขึ้นเพราะว่าราคาสินทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่ปรับขึ้น

การอ้างอิงก็คือ การที่กองทุนพยายาม ทำตัวเลียนแบบดัชนีตลาดนั่นเองครับ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เทียบเคียงกับผลตอบแทนของดัชนีต่าง ๆ ดังนั้นการลงทุนแบบนี้ เราจะไม่มีทางที่จะได้กำไรมากกว่าดัชนีของตลาดได้ครับ

แล้วทำไมถึงต้องลงทุนตามดัชนีตลาดด้วย ? เพราะในต่างประเทศมีงานวิจัยในระยะยาวว่า ไม่มีใครที่จะสามารถเอาชนะตลาดได้ และถ้าเราตรวจสอบลึกลงไป จะเห็นได้ว่า กองทุน Passive บางกอง สามารถทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ และบางครั้งก็พบว่าทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนแบบ Active เสียด้วยซ้ำครับ

ข้อดีอีกข้อก็คือการลงทุนแบบนี้มี ค่าธรรมเนียมถูกมากครับ เนื่องจากผู้จัดการกองทุนไม่ต้องมาเสียเวลาในการดูแลกองทุนมาก เพียงแค่ลงทุนด้วยสัดส่วนแบบเดียวกับดัชนีอ้างอิงเท่านั้นเองครับ

การลงทุนในสไตล์ Passive Fund และ Active Fund นั้นเป็นถกเถียงกันค่อนข้างมากว่าแบบไหนดีกว่ากัน ครับ ดังนั้นเรามาดูจุดที่น่าสนใจของกองทุน 2 แบบนี้กันครับ

เรามักจะเชื่อว่ากองทุน Passive Fund ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า Active Fund ในระยะยาว ในกรณีนี้ผมคงต้องบอกว่า เป็นจริงครับ แต่มันมักจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ตลาดหุ้นมีหุ้นอยู่มากมายเลยครับ จนทำให้ Active Fund ส่วนใหญ่จะหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดมาอยู่ในกองทุนได้ยากมาก ต้องเรียกว่าเข้าใกล้ทฤษฏีในตำรามากที่สุด และการลงทุนใน Passive Fund ของสหรัฐ โดยส่วนมากจะชนะ Active Fund ครับ ดังนั้น ผมแนะนำว่าถ้าอยากลงทุนกับกองทุนต่างประเทศที่ไปลงทุนในสหรัฐ เลือกเป็นกองทุน Passive น่าจะเหมาะกว่า Active ครับ ที่สำคัญค่าธรรมเนียมถูกกว่าด้วย

คราวนี้กลับมาดูในบ้านเราบ้างครับ ผมยังคงเห็นกองทุน Active Fund ที่ทำผลกำไรมากกว่า Passive Fund อยู่ค่อนข้างมากครับ เพราะโดยส่วนมากหุ้นที่อยู่ในบ้านเรายังคงมีไม่มาก และหุ้นเล็ก ๆ ที่รอการเติบโตก็ยังมีให้เห็นอยู่มากครับ รวมถึงถ้าช่วงไหนที่มีเงินทุนจากต่างประเทศมา ก็จะทำให้หุ้นบางตัวทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดได้เช่นกัน ส่งผลให้กองทุนที่เป็น Active Fund นั้นมีผลตอบแทนที่ดี อย่างที่เห็นครับ

ผมคาดการณ์ว่าคงอีกสักพักใหญ่ ๆ กว่าที่ตลาดหุ้นในบ้านเราจะพัฒนาไปเป็นเหมือนต่างประเทศครับดังนั้นกองทุน Active Fund ในบ้านเราก็ยังคงเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่แพ้ Passive Fund เลยครับ

ข้อสังเกต** Active Fund โดยส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงขณะตลาดหุ้นเป็นขาลงจะน้อยกว่า Passive Fund เนื่องจากกว่า ผู้จัดการกองทุนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนหุ้นที่อยู่ในกองทุนได้ ไม่เหมือน Passive Fund ที่ไม่สามารถเปลี่ยนหุ้นที่ถือได้ หรือปรับสัดส่วนได้ เพราะว่าต้องล้อไปตามดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลง ดังนั้นในภาวะตลาดหุ้นเป็นขาลง Passive Fund ก็มีโอกาสปรับตัวลงได้มากกว่า Active Fund ครับ

ผมว่าทั้งกองทุน Active และ Passive ในบ้านเรานั้นยังสามารถลงทุนได้ครับ โดยกองทุน Passive อาจจะเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการค่าธรรมเนียมที่แพง และคิดว่าการลงทุนแบบ passive ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งจากสถิติแล้ว ตลาดหุ้นบ้านเราก็ยังให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก อยู่ที่ประมาณ 10-12 % ครับ

ส่วนกองทุน Active ก็เหมาะกับคนที่คิดว่ากองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนเก่ง ๆ จะสามารถทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี และมากกว่าตลาดได้ในระยะยาว ซึ่งในบ้านเราก็ยังมีกองทุนแบบนี้อยู่เยอะครับ ผมบอกได้เลยว่าถ้าเราเลือกกองทุนได้ถูกกองแล้วละก็ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ผู้จัดการกองทุนไปนั้น คุ้มค่าแน่ ๆ ครับ แต่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่า แต่ละกองทุนจะสามารถทำได้แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนนะครับ 55+ แต่อย่างน้อยถ้าตลาดหุ้นปรับตัวลงมามาก ๆ ผมจะไม่เครียดเลยครับ เพราะว่ากองทุนที่ผมถืออาจจะไม่ปรับตัวลงมากอย่างที่คิดครับ (ไปลั้นลาได้สบายเลย)

ซึ่งโดยส่วนตัวผมลงทุนกับกองทุนทั้ง 2 แบบครับ (ก็รักพี่เสียดายน้องอ