ที่ผ่านมา เราเรียนรู้กันมาเยอะแล้วเกี่ยวกับประกันประเภทต่างๆ รวมถึงหลักการวางแผน และการเลือกซื้อประกันให้เหมาะกับตัวเองด้วย ดังนั้น วันนี้ ผมจึงจะพาทุกคนมาเรียนรู้เรื่องของประกันในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกับเราสิ่งที่เราได้เรียนกันมา นั่นคือด้านของฝั่ง “คนขาย” เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกิจประกัน จะได้มีความเข้าใจในหลักการของการทำประกัน ในมุมมองที่กว้างขึ้นกันครับ

การทำประกันภัย มีต้นกำเนิดมาช้านาน ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตศักราชซะอีก (ยุคราชวงศ์จีน, โรมัน, ล่าอาณานิคมโน่น) ที่การค้าขายส่วนใหญ่ ใช้การขนส่งสินค้าทางทะเล ผ่านเรือเดินสมุทรเป็นหลัก ด้วยความที่มีความเสี่ยงสูงที่สินค้าที่ขนส่งมาจะเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะทั้งจากคลื่นลม พายุ โจรสลัด หรืออุบัติเหตุต่างๆนานา ประกันประเภทแรกที่เกิดขึ้น จึงเป็นการประกันภัยขนส่งทางทะเลนี้เอง

ซึ่งหลักการของการทำประกันภัยนั้น ถือกำเนิดขึ้นมาจากความคิดง่ายๆ นั่นคือการร่วมกัน “ลงขัน” อย่างสม่ำเสมอทุกงวด (อาจจะทุกเดือน หรือเป็นรายปี) โดยให้เงินที่ทุกคนลงขันร่วมกันเป็นเงินกองกลาง ยามที่ใครเดือดร้อน หรือเจ็บป่วย ก็มาดึงเงินกองกลางนี้ไปใช้ ถ้างวดไหนที่ไม่มีใครดึงเงินไปใช้ เงินกองกลางก็จะถูกทบไปในงวดใหม่ ทำให้เงินกองกลางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เงินที่ถูกดึงไปใช้ ยังน้อยกว่าเงินกองกลางที่เก็บเพิ่มได้ในแต่ละงวดรวมกัน

การทำแบบนี้ ก็เปรียบเสมือนกัน “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ซึ่งกันละกันในสังคมนั้น มันเลยช่วยให้คนกลุ่มแรกๆที่นำหลักการทำประกันนี้ไปใช้ (น่าจะเป็นหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง ที่เก่าแก่มากๆ) มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลซึ่งกันและกันในยามเดือดร้อน (จนกระทั่งหมู่บ้านนั้นใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และมีใครบางคนที่มักจะมีความจำเป็นต้องดึงเงินกองกลางนี้ไปใช้บ่อยๆ เพราะสุขภาพไม่ดี คนในหมู่บ้าน ก็เริ่มที่จะไม่พอใจ และเรียกร้องให้คนที่เบิกเงินเยอะกว่าคนอื่นคนนั้น ต้องจ่ายเงินกองกลางเยอะกว่าคนอื่นๆ ในทุกๆงวด - จนเป็นที่มาของการ “ประเมินความเสี่ยง” ของการทำประกันนั่นเอง)

ระบบเงินกองกลางนี้ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ตามขนาดของสังคมที่ใหญ่ และซับซ้อนมากขึ้น คนกลางที่ทำหน้าที่ดำเนินการในการจัดการ ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น บริษัทประกัน ตามมาด้วยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง จนก่อเกิดเป็นธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการเงินที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลหมุนเวียนอยู่มากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนั้น ธุรกิจประกันเติบโตขึ้นจากในอดีตมาก และเต็มไปด้วยผู้เล่นหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆมากมาย ที่ทำหน้าที่ต่างๆร่วมกันในธุรกิจนี้ ซึ่งจะมีผู้เล่นอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ โดยที่แต่ละกลุ่มก็อาจจะมีผู้เล่นย่อยลงไปอีก ดังนี้

1. กลุ่มผู้รับประกัน

คือ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการ “ขาย” ประกันทั้งหมด ประกอบด้วยผู้เล่นหลักๆคือ

  • บริษัทประกัน (Insurer) คือ คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับประกันภัย หน้าที่หลักๆก็คือ ร่วมสร้างสินค้าประกันกับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แล้วเอาไปให้ตัวแทน หรือนายหน้าเสนอขาย ถ้าขายแล้วมีคนสนใจจะทำประกัน (เป็นผู้เอาประกัน) ก็พิจารณาว่าจะรับประกันให้ผู้เอาประกันคนนี้ หรือสิ่งที่จะทำประกันนี้ (เช่น รถ, บ้าน, สินค้า ฯลฯ) ดีไหม โดยดูจากข้อมูลต่างๆของผู้เอาประกันหรือสิ่งที่จะเอาประกัน ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับวงเงินที่จะเอาประกัน (เงินที่บริษัทประกันต้องจ่ายชดเชยให้) ถ้าคุ้มเสี่ยงก็รับทำประกัน เก็บเบี้ยจากผู้เอาประกันมาบริหารจัดการ ไปทำประกันส่วนหนึ่ง ไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอีกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนที่เหลือก็เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนกลับมา เป็นผลกำไรของบริษัท และจ่ายคืนเป็นผลตอบแทนส่วนหนึ่งให้ผู้เอาประกันภัย (ถ้ามี)
  • ตัวแทนประกัน (Agent) ก็เปรียบเสมือนพนักงานคนหนึ่งของบริษัทประกันนั้นๆ ที่ทำหน้าที่เสนอขายประกันให้กับผู้เอาประกัน ได้รับผลตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชั่น และรางวัลต่างๆ
  • นายหน้าประกัน (Broker) เป็นคนกลาง ที่ทำหน้าที่แนะนำประกันประเภทต่างๆ ของหลายๆบริษัท หรือบริษัทเดียว ให้แก่ผู้เอาประกัน เหมือนตัวแทน รวมถึงให้บริการในฐานะคนกลาง ระหว่างผู้เอาประกัน กับบริษัทประกัน ในการอำนวยความสะดวกต่างๆ
  • ผู้สำรวจภัย (Surveyor) เป็นคนที่รับหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง บริษัทประกัน กับธุรกิจที่รับซ่อมแซมความเสียหาย ทำหน้าที่สำรวจตรวจสอบ และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น และดำเนินการต่างๆให้บริษัทประกัน และออกใบเคลมให้กับผู้เอาประกัน โดยมากจะพบในธุรกิจประกันรถยนต์ (หรือที่เรารู้จักกันในนาม “พนักงานเคลม” นั่นแหละ) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพนักงานคนหนึ่งของบริษัทนายหน้าประกันภัยอยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นบริษัทรับสำรวจภัย แยกออกมาต่างหากเลยก็ได้
  • นักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) เป็นคนที่เปรียบเสมือนเป็น “กุนซือ” ของธุรกิจประกันภัย ทำหน้าที่วิเคราะห์ความเสี่ยงของตลาด จากค่าสถิติต่างๆ ร่วมออกแบบสินค้าประกัน ทั้งเรื่องราคาเบี้ย และผลประโยชน์ต่างๆ และวางกลยุทธ์ในการบริหารเงินลงทุนของบริษัทประกันร่วมกับฝ่ายบริหารการลงทุน ว่าควรจะต้องเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน พูดง่ายๆคือ เป็นคนที่ต้องประเมินว่าจะออกแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันนั้นๆอย่างไร ให้มีกำไร ไม่ให้เจ๊งหรือขาดทุน นั่นเอง นอกจากนั้น อาจรับงานไปถึงธุรกิจอื่นๆที่ต้องประเมินความเสี่ยงเช่นกัน เช่น บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ธุรกิจธนาคาร หรือโครงการต่างๆของภาครัฐได้อีกด้วย
  • บริษัทรับประกันภัยต่อ (Re-Insurer) คือ บริษัทที่ทำหน้าที่ “ซื้อ” ความเสี่ยงภัยต่อจากบริษัทประกัน ถ้าบริษัทประกันเห็นว่า มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่ต้องชดใช้ให้กับผู้เอาประกันนั้นสูงเกินไป ทำให้บริษัทประกันรับความเสี่ยงเกินไป ก็จะขายมูลค่าความเสี่ยงภัยส่วนหนึ่งไปให้บริษัทรับประกันภัยต่อเอาไปช่วยบริหารจัดการต่อ ซึ่งอาจจะมีการรับประ&#