หากพูดถึงบริษัทผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในประเทศไทย “โอสถสภา” คงเป็นชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างแน่นอน ด้วยประวัติที่ยาวนานถึง 127 ปี ผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยและเป็นที่รู้จักสำหรับคนไทย ยกตัวอย่างเช่น เอ็ม-150 ลิโพ ฉลาม โสมอิน-ซัม เอ็ม-สตอร์ม ชาร์ค เอ็มเกลือแร่ เอ็ม-เพรสโซ ซี-วิต เปปทีน คาลพิส ทเวลฟ์พลัส เบบี้มายด์ เป็นต้น

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) (“OSP“บริษัทฯ” หรือ “โอสถสภา”) ประกอบธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งมุ่งเน้นไปที่เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอลล์และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล โดยโอสถสภามีจุดเริ่มต้นมาจากร้านขายยาขนาดเล็กในกรุงเทพมหานครชื่อว่า “เต๊กเฮงหยู” ในปี 2434 ก่อนจะขยายกิจการเรื่อยมา จนปัจจุบันโอสถสภาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศต่างๆ รวม 25 ประเทศทั่วโลก นับจากวันนั้นจนวันนี้มีความเป็นมากว่า 127 ปีมาแล้ว

ภาพร้านขายยา “เต๊กเฮงหยู” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน 127 ปีของโอสถสภา

โอสถสภาทำธุรกิจอะไรบ้าง?

ธุรกิจของโอสถสภาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน (ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายขวดแก้ว ธุรกิจบริการผลิตสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจบริการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้กิจการร่วมค้าของโอสถสภา เช่น ซี-วิต และคาลพิส) และธุรกิจอื่นๆ (ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ลูกอมด้วย)

ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอลล์ถือเป็นหัวใจของโอสถสภา

ผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัทฯ เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เอ็ม-150 ลิโพ ฉลาม และโสมอิน-ซัม เครื่องดื่มเกลือแร่ เอ็มเกลือแร่ (M-Electrolyte) และกาแฟพร้อมดื่ม เอ็ม-เพรสโซ 

ธุรกิจเครื่องดื่มถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ อย่างล่าสุดในงวด 6 เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 สัดส่วนรายได้จากการขายเครื่องดื่มสูงถึง 77.7% ของรายได้รวมของบริษัทฯ โดยสินค้าหลักคือ กลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ทั้งเอ็ม-150 ลิโพ ฉลาม โสมอิน-ซัม ซึ่งต่างก็เป็นตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทย ตามรายงานของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan)

โอสถสภา เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่มีสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกสูงที่สุดในประเทศไทย

โดยคิดเป็น 54.4% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ตามข้อมูลของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan)

สัดส่วนรายได้ที่เหลือประมาณ 22.3% มาจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ

โอสถสภามีผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กภายใต้ตราสินค้าเบบี้มายด์ และผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงภายใต้ตราสินค้าทเวลฟ์พลัสซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทย รายได้จากธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลครองสัดส่วนอยู่ที่ 9.7% ในงวด 6 เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 โดยผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของบริษัทฯ ก็จะเป็นตราสินค้าเบบี้มายด์ ซึ่งแป้งเด็กมีสัดส่วน 23.8% ผลิตภัณฑ์อาบน้ำเด็กมีสัดส่วน 35.7% ผลิตภัณฑ์โลชั่นและมอยซ์เจอร์ไรเซอร์สำหรับเด็กมีสัดส่วน 15.3% สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ผลิตภัณฑ์ดูแลของใช้และเสื้อผ้าสำหรับเด็กมีสัดส่วน 30.1% สำหรับปี 2560 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดค้าปลีกในประเทศไทยของแต่ละสินค้าเหล่านี้ ตามข้อมูลของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (Frost & Sullivan)

ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน จะเป็นธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า รวมไปถึงธุรกิจผลิตเครื่องดื่มของกิจการร่วมค้าของโอสถสภาด้วย อย่างเครื่องดื่มซี-วิต (เครื่องดื่มผสมวิตามินซี) และคาลพิส (เครื่องดื่มผสมเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส) ก็อยู่ในส่วนธุรกิจนี้ด้วย

งบการเงินระหว่างกาล สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2561 มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 10,765.9 ล้านบาท ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 4,356.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุนประมาณ 2.5 เท่า 

งบกำไรขาดทุนของบริษัทฯ แสดงกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง โอสถสภามีกำไร 2,336.0, 2,980.5 และ 2,939.2 ล้านบาทในปี 2558 – 2560 ตามลำดับ โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.3%, 9.0% และ 11.2% ตามลำดับ

จากงบกระแสเงินสดของบริษัทฯ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง กระแสเงินสดจากกิจกรรมก็ติดลบจากการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินก็เป็นลบเนื่องจากการจ่ายเงินปันผล

ขีดเส้นใต้ความน่าสนใจของโอสถสภาทั้งในแง่ของธุรกิจและการลงทุน

1. ตราสินค้าของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง

ตราสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มของบริษัทฯ ถือว่าเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างเช่น เอ็ม-150 ที่มีสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกที่สูง สำหรับปี 2560 ลิโพ ฉลาม ที่จัดว่าเป็นตราสินค้าที่คนไทยรู้จัก ส่วนในตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กก็มีเบบี้มายด์ที่ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกในอันดับต้นๆ ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ปัจจัยตรงนี้แสดงให้เห็นว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำอยู่ในหลายตลาดที่เข้าแข่งขัน

2. บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางในประเทศไทย

ความเป็นมา 127 ปีแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทฯ จุดแข็งอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้คือ ความสามารถในการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ปัจจัยตรงนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งพื้นฐานทางธุรกิจตรงนี้ทั้งชื่อเสียงของบริษัทฯ และเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางที่มีก็เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของโอสถสภาได้

3. ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

บริษัทฯ ได้ประโยชน์ในแง่ของการประหยัดต่อขนาดหรือ Economy of Scale ซึ่งถือว่าน่าสนใจสำหรับธุรกิจเครื่องดื่มขนาดใหญ่

4. บริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความมั่นคงและมีธุรกิจขนาดใหญ่

สำหรับในแง่การลงทุน โอสถสภาถือว่ามีความน่าสนใจตรงที่บริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ที่สูงระดับ 3,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับปี 2560 โอสถสภาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค

5. ความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

บริษัทฯ มีทีมงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคล และมีหน่วยงานภายในที่มีศักยภาพเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือสูตรใหม่ของผลิตภัณฑ์เดิม

6. ความชำนาญและประสบการณ์ของทีมผู้บริหาร

ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ มีประสบการณ์เฉลี่ยมากกว่า 20 ปี และมีความรู้ความคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นอย่างดี และมีความชำนาญทั้งในระดับท้องถิ่นและประสบการณ์การทำงานกับบริษัทข้ามชาติ

เครื่องดื่มบำรุงกำลัง M-150 สินค้าหลักของบริษัทฯ

ความน่าสนใจของการเติบโตในตลาดต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ใหม่

สินค้าหลักของบริษัทฯ คือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และบริษัทฯ ก็มีการขยายการเติบโตไปยังกลุ่มประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่ม CLM ซึ่งสัดส่วนรายได้ระหว่างการขายเครื่องดื่มในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 80: 20 ซึ่งถ้าบริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตตรงนี้ได้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจ

อีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ บริษัทฯ มีตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักและเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การจะต่อยอดเติบโตด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ก็เป็นโอกาสที่สำคัญเพราะมีความพร้อมในหลายด้าน การจะเริ่มต้นผลิตภัณฑ์ใหม่จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายเดิม ฐานลูกค้าเดิม และการทำการตลาดที่มีความเชี่ยวชาญก็ดูจะสร้างโอกาสความสำเร็จในการเติบโตมากกว่าบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่จากศูนย์

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาที่มีการจำหน่ายในต่างประเทศ

ในมุมมองของนักลงทุนคนหนึ่ง การที่โอสถสภาจะเข้าตลาดหุ้นก็ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบหุ้นในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค โอสถสภาน่าจะเป็นหุ้นที่เป็นตัวเลือกที่ดีในการเลือกไปศึกษาต่อ อย่างไรก็ตาม บทความฉบับนี้ก็เขียนขึ้นเพื่อสรุปประเด็นต่างๆ ที่น่าจะสนใจของบริษัทฯ เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชี้ชวนให้ทำการซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่ประการใด 

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน

หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมของโอสถสภาก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ที่ www.osotspa.com

ใครอยากร่วมเป็นเจ้าของตำนาน 127 ปีก็อย่าลืมไปศึกษากัน

ลงทุนศาสตร์ - Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial