07 July 2016

ระวัง! ให้เงินกรรมการกู้ยืมฟรีๆ อย่าลืมเอามาคำนวณภาษีด้วยนะจ๊ะ!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms อีกครั้ง สำหรับบทความในคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ ประจำสัปดาห์นี้ ถ้าหากใครสนใจเรื่องภาษีเกี่ยวกับธุรกิจก็สามารถกดติดตามกันไว้ได้เลยครับผม 

 

สำหรับบทความในตอนนี้ เป็นการขยายความเพิ่มเติมจากบทความเดิมที่เคยเขียนมา นั่นคือ เรื่องการคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษีของธุรกิจนั่นเองครับ (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับบทความ : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

เพราะกำไรที่ว่านี้มีประเด็นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น (แหม่.. ว่าเข้าไปนั่น) โดยวันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของ รายได้ที่ถูกทำให้ถือเป็นรายได้ทางภาษี กันดีกว่าครับ


รายได้อะไรต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี?

ตัวอย่างของรายได้ที่ต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี (นั่นหมายความว่าทางบัญชีไม่ถือเป็นรายได้ แต่ภาษีถือเป็นรายได้) ที่ชัดเจนที่สุด คือ  “ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกรรมการ” นั่นเองครับ ซึ่งใครหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันมีที่มายังไง เรามาดูกันต่อเลยดีกว่าครับ

 

ตามปกติแล้ว คนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันครับว่า “บุคคล” กับ “ธุรกิจ” (นิติบุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน) คือคนๆเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเงินที่บริษัทไม่พอ การโอนเงินจากเจ้าของธุรกิจไปให้เพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจก็เป็นเรื่องปกติใช่ไหมครับ บริษัทจะพัง เจ้าของอย่างเราก็ต้องอุ้มชูกันเพื่อให้ไปต่อได้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในขณะเดียวกันถ้ากิจการมีเงินเหลือแต่เจ้าของขาดเงินใช้ จะเบิกเอามาหมุนให้ชีวิตตัวเองไปต่อก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ 

 

แต่ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว (หรือภาษีธุรกิจ)  การโอนเงินจากบริษัทให้เจ้าของใช้ฟรีๆ นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ดังที่ข้อกฎหมายตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฏากรเขียนไว้ชัดเจนครับว่า

มาตรา 65 ทวิ (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน

 

ดังนั้นเงินที่กรรมการเบิกออกจากบริษัทฯมาใช้นั้น ทางกฎหมายจะถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินขึ้นมาทันทีครับ และสิ่งที่ตามมาก็คือ บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยกรรมการด้วย เพื่อให้บริษัทฯ มีรายได้จากการให้กู้ยืมตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ทีนี้ปัญหาที่ตามมายังจะมีอีก 2 เรื่องครับ นั่นคือ “จะคิดเท่าไร” กับ “จะจ่ายยังไง” เอาละ่ ผมขอเริ่มจากคำถามแรกคือ “จะคิดเท่าไร” ก่อนละกันนะครับ

 

1. จะคิดดอกเบี้ยเท่าไรดีล่ะ? ถ้าหากเอาแบบง่ายๆสั้นตามที่เขาชอบสอนกันก็คือ ถ้าบริษัทฯไม่มีเงินกู้ให้คิดตามดอกเบี้ยเงินฝากประจำ แต่ถ้าบริษัทฯมีเงินกู้ให้คิดจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของบริษัท ซึ่งตรงนี้ใครจะท่องจำกันไว้ก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากเข้าใจ ผมขออธิบายให้ฟังด้วยคำว่า “แหล่งที่มาของเงิน” ครับ (ศัพท์นี้ผมคิดขึ้นมาเองเพื่อความเข้าใจนะครับ อย่าไปอ้างอิงล่ะครับเดี๋ยวคนฟังจะงงกันไปใหญ่ ฮ่าๆ)

 

ถ้าที่มาของเงินนั้น มาจากเงินที่บริษัทหมุนเวียนในกิจการ วิธีการคิดราคาตลาดตามกฎหมายจะตั้งคำถามว่า เอ๊ะ ..ถ้าแบบนี้ สู้เราเอาเงินที่ว่านี้ไปฝากธนาคารจะดีกว่าไหม? เพราะถ้าให้กู้ยืมฟรีๆก็ไม่ได้อะไร แบบนี้เลยเป็นเหตุผลที่มาว่า ถ้าเป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปให้คิดตามดอกเบี้ยเงินฝากประจำครับ

 

ในทางกลับกัน ถ้าหากบริษัทมีเงินกู้ยืมอยู่แล้ว การที่จะเอามาให้กรรมการใช้ฟรีๆ วิธีการคิดก็จะเปลี่ยนเป็นว่า สู้เราเอาเงินจำนวนไปจ่ายหนี้จะดีกว่าหรือเปล่า เพราะดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปก็ใช่ว่าจะคุ้ม ดังนั้นเลยเป็นที่มาว่าเงินที่ให้กรรมการกู้ยืมนั้นต้องคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ นั่นเองครับ

 

สรุปสำหรับข้อแรก ดอกเบี้ย ต้องคิดจากแหล่งที่มาของเงินครับ ว่าเงินมาจากไหน และต้องคำนวณตามระยะเวลาการกู้ยืมที่เบิกใช้ไปครับ

 

2. จะจ่ายยังไง คำถามต่อมาหลังจากที่รู้อัตราดอกเบี้ยแล้ว คำนวณได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ “ได้จ่ายกันจริงๆหรือเปล่า” ซึ่งความจริงก็บอกเราอยู่แล้วครับว่า ไม่ได้จ่ายกันจริงอยู่แล้วจ้า ดังนั้นทางเลือกต่อจากนี้จะมีอยู่ 2 ทางที่เลือกใช้กันครับ นั่นคือ

 

1) ถือเสมือนว่าจ่ายจริง โดยบันทึกรายการเข้าไปในงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเลย พอสิ้นปีทีหนึ่งก็ปรับปรุงรายการดังกล่าวเป็นรายการดอกเบี้ยค้างรับ (รับรู้เป็นรายได้ดอกเบี้ยไว้แต่ยังไม่รับชำระเงินจริง) ซึ่งรายได้จะถูกนำมาคำนวณภาษี และส่วนที่ค้างไว้ก็จะมีสภาพเหมือนลูกหนี้ดอกเบี้ยที่รอจ่ายเงินนั่นเองครับ (ถ้าตรงนี้ใครอ่านไม่รู้เรื่อง ผมสรุปให้สั้นๆว่ามันคือการบันทึกรายการเหมือนว่ามันเกิดขึ้นจริงละกันนะคัรบ)

 

ถ้าเลือกใช้วิธีนี้จะกลายเป็นว่าเราจะถูกบังคับให้รับรู้เป็นรายการที่เกิดขึ้นจริง โดยต้องมีการทำรายการจ่ายจริงและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (เมื่อมีการจ่าย) อีกทอดหนึ่งครับ 

 

2) ถือว่าเป็นการปรับปรุงรายการ โดยไม่บันทึกรายการลงในงบการเงิน และไม่ได้ปรับปรุงทางบัญชี แต่เลือกที่จะปรับปรุงในแบบแสดงรายการภาษีแทน โดยใช้กรอกในช่อง “รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้” เข้าไป (แต่ยังคงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ โดยถือว่ารายการนี้เกิดขึ้นในวันที่รับรู้รายได้ครับ)

 

rr

(กรอกตรงข้อ 10 รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้ตามประมวลรัษฏากร)

 

แต่ถ้าเลือกใช้วิธีนี้ ในทางปฎิบัติอาจจะมีปัญหาเล็กน้อย เพราะพี่ๆสรรพากรบางท่านอาจจะไม่ยินยอมให้ใช้วิธีการนี้ เนื่องจากคุ้นเคยกับข้อ 1) มากกว่า ดังนั้นต้องอธิบายหลักการตรงนี้ให้เข้าใจด้วยนะครับ 

 

และทั้งหมดนี้คือแนวคิดในการคำนวณภาษีสำหรับ “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” ที่อยากจะฝากไว้ หวังว่าคงได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปของภาษีธุรกิจโดย TAXBugnoms ครับ สำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบ

 

loan-tax-01

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save