3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!!
เมื่อมีปัญหาแบบนี้ ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นจากบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี? อีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อปรับทัศนคติให้เข้าใจครับว่า “กำไร” และ “ขาดทุน” ที่บันทึกตัวเลขทางบัญชีนั้น มันมีความแตกต่างกับกำไรและขาดทุนทางภาษีอย่างไรบ้าง และถ้ามีโอกาสผมจะเขียนบทความใหม่ให้อ่านกันเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งคร้าบบ :D
ถ้าใครเคยอ่านบทความนี้ หรืออ่านจบแล้ว ผมเชื่อว่าคงจะพอเข้าใจถึงความแตกต่างในเรื่อง กำไรหรือขาดทุนทางบัญชี ต้องถูกปรับปรุงให้เป็นกำไรหรือขาดทุนทางภาษีเสียก่อนถึงจะนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ปัญหาคือมันจะมีรายจ่ายตัวหนึ่งที่มักจะต้องปรับปรุงอยู่เสมอ นั่นคือ “รายจ่ายต้องห้าม” หรือ “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” ซึ่งเป็นรายการที่ทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ และเราต้องบวกกลับไปในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีทุกครั้งทุกคราวไป
เพราะฉะนั้น บทความในตอนนี้ ผมจะลงรายละเอียดไปที่หลักเกณฑ์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ให้เจ้าของธุรกิจ หรือคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจกฎหมายภาษี ใช้เป็นหลักการกลั่นกรองค่าใช้จ่ายตัวเองเสียก่อนครับว่า จะสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนทางภาษีได้หรือไม่ ?
เพราะถ้าหากเราไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ ต่อให้เรานำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาเป็นค่าใช้จ่ายก็สามารถเป็นได้เพียงแค่ค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น แต่ไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้แน่ๆ เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีขั้นตอนที่ว่านี้มีอะไรบ้าง
1. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีหลักฐานในการจ่ายเงิน “จริง” ขั้นตอนแรกเป็นขั้นตอนสั้นๆง่ายๆ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากครับ เพราะหากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ว่าได้มีการจ่ายออกไป และต่อให้เราจ่ายออกไปจริงๆ ก็ตาม อย่างไร ก็ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ได้อย่างแน่นอนครับ
ดังนั้นสิ่งสำคัญของเจ้าของกิจการทั้งหลาย คือ การจัดเก็บเอกสารที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหลักฐานการจ่ายต่างๆแต่ละใบนั้น ต้องมีอยู่จริง และครบถ้วนตามจำนวน เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าใช้จ่ายทางภาษีได้นั่นเองครับ
ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมร้านไป แต่ไม่มีเอกสารกลับมา ถึงแม้ว่าทางบัญชีจะลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ทางภาษีแล้วจะมองว่าการไม่มีหลักฐานนั้น ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ จึงต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรเพื่อภาษีครับ
2. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีความเกี่ยวข้องกับกิจการ “จริง” สำหรับขั้นตอนนี้ เป็นการเพิ่มเติมเสริมจากขั้นตอนแรกครับ นั่นคือ ต่อให้มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อยู่ดีครับ ถึงแม้จะจ่ายจริง มีหลักฐานครบ แต่ถ้าโดนพี่สรรพากรตรวจเจอแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าจบแน่ครับ
ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms คนเดิม ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้านตัวเอง (ส่วนตัว) ไปและได้รับใบเสร็จกลับมาครบถ้วนก็ตาม แบบนี้ต่อให้มีหลักฐานยังไงก็ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ ก็เพราะว่ามันเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทนั่นเองครับ
3. ทุก “รายจ่าย” ต้องไม่ผิดตามที่กฎหมายกำหนด “จริงๆนะ” สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้ ขอบอกเลยว่าค่อนข้างยาก เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายครับ ซึ่งในขั้นตอนที่ 1 และ 2 นั้น เราย่อมสามารถใช้วิจารณญาณส่วนตัวในการตัดสินได้ แต่ข้อนี้บอกเลยครับว่า ต่อให้จ่ายจริง หลักฐานครบ เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นจนจบกับกิจการก็ตาม แต่ถ้าหากกฎหมายไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย นั่นแปลว่ายังไงก็ไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ครับ
เป็นไงบ้างครับ กับ 3 ขั้นตอนชวนคิดให้เราพิจารณาเรื่องการเลือกใช้ค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีสำหรับธุรกิจ ผมบอกเลยครับว่าจริงๆแล้วหลักการในแต่ละข้อนั้น มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกมากมาย แต่วันนี้คงต้องขอพักกันไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ตอนต่อๆไป ผมจะมาอธิบายเพิ่มเติมเงื่อนไขแต่ละข้อที่สำคัญๆ ให้ฟังกันต่อไปคร้าบบ สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ :D
You might also like

โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี เช็ก (ตัวเอง) ให้ดีว่าลดหย่อน...
เวลาพูดถึงคำว่า “ลดภาษี” สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดถึงก่อน คือ ค่าลดหย่อน เพราะถือเป็นตัวช่วย...
ออก “ใบกำกับภาษี” อย่างไร ไม่ให้มีปัญหาก...
ข้อแรก : ใบกำกับภาษี ต้องออกโดยผู้มีสิทธิออกเท่านั้น!! สำหรับข้อแรก ผมขอปูพื้นเบาๆกับเร...
ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกั...
ถ้าหากลองสังเกตรายจ่ายในทุกๆวันของเราดู เรามักจะเห็นคำว่า "ใบกำกับภาษี" อยู่ในกระดาษที...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
