5 เคล็ดลับคำนวณภาษีสิ้นปี ฉบับมนุษย์เงินเดือนเดินดิน
สวัสดีครับ สำหรับบทความวันนี้ @TAXBugnoms จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดสำหรับคนที่ถามมาว่า เราจะวางแผนภาษีไปทำไม ยิ่งเห็นหนังสือเล่มใหม่ของผมที่ชื่อว่า “รวยด้วยภาษีใครๆก็ทำได้” ก็ยิ่งสงสัยกันไปใหญ่ว่า เรื่องราวชวนให้มึนเมาอย่างภาษีจะทำให้เรารวยได้ยังไงกันล่ะเนี่ยยย (นี่มันภาษีหรือเหล้ากันแน่ครับ - -")
แฮร่.. เนื่องจาก “ภาษี” คือ “สิ่งที่เราต้องจ่าย” ให้กับรัฐใช่ไหมล่ะครับ และถ้าเราย้อนไปดูสมการออมเงินแล้วเราก็จะรู้ว่า สมการออมเงินมาจาก “รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย” หรือง่ายๆคือการออมก่อนใช้นั่นเอง
ทีนี้ถ้าเราอยากให้เงินออมเพิ่ม มันก็มีอยู่ 2 วิธี นั่นคือ การเพิ่มรายได้ หรือ การลดค่าใช้จ่าย นั่นเองครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆไม่เคยรู้ตัวเลยว่าต้องจ่าย แถมถูกหักไปทันทีที่เรามีรายได้ และนั่นก็คือ “ภาษี” นั่นเองครับ
สรุปสั้นๆว่า ถ้าเราลดภาษีได้ ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง ดังนั้น “โอกาส” ที่เงินออมจะเพิ่มขึ้นมันก็จะตามมาอย่างแน่นอน (อย่าเอาไปใช้อย่างอื่นนะครับ TwT) และวันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า 5 เคล็ดลับคำนวณภาษีสิ้นปีสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆนั้น มีอะไรบ้าง.. ตามมาเลยครับ!!
1. ความเข้าใจผิดเรื่องการยื่นแบบแสดงรายการภาษี :
เรื่องแรกที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้นั่นก็คือการยื่นภาษีกับการชำระภาษี แน่นอนว่าเราเคยได้ยินกันมาว่า ถ้ามีรายได้ต่ำกว่า 150,000 บาทไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เพราะว่าเราทุกคนมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อมีรายได้ต่ำกว่านี้ต่างหากครับ
สำหรับการการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมายนั้น ถ้าเรามีรายได้จากเงินเดือนเกินกว่า 50,000 บาทต่อปี ถือว่ามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการครับ แต่ถ้าเป็นรายได้ประเภทอื่นคือ 30,000 บาทต่อปี
และนี่คือข้อแรกที่อยากแนะนำให้ทุกคนอย่าลืมยื่นแบบแสดงรายการกันครับ เพราะต่อให้วันนี้ไม่เสียภาษี แต่วันหน้าเราอาจจะเสียภาษี แล้วทีนี้อาจจะมีปัญหาและโดนตรวจสอบย้อนหลังกันได้คร้าบบบ
2. วิธีการคำนวณภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน :
เรื่องต่อมา คือ วิธีการคำนวณภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนครับ โดยปกติแล้ววิธีการคำนวณภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้นจะคำนวณโดย
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา = [(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
3. ค่าใช้จ่ายคือตัวเจ้าปัญหา :
ทีนี้ปัญหาของมนุษย์เงินเดือนนั้นคือเรื่องของค่าใช้จ่ายครับ เพราะกฎหมายกำหนดให้มนุษย์เงินเดือนสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 40% เป็นจำนวนสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งแปลว่า ถ้าเรามีรายได้สูงแค่ไหนก็ตาม เราสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดคือ 60,000 บาทเท่านั้นเอง (หรือ 5,000 บาทต่อเดือน)
หรือมองอีกมุมได้ว่า... ถ้าเรามีรายได้เกินกว่า 150,000 บาทต่อปี แบบนี้ปัญหาชีวิตเกิดแน่นอนครับ เช่น ถ้าหากเราเกิดร่ำรวยมีการมีงานทำแล้วมีรายได้หนึ่งล้านบาทต่อปีแต่ดันหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 60,000 บาท แปลว่า... เหลือเงินที่ต้องเสียภาษีอีกเพียบเลยล่ะสิทีนี้...
4. ค่าลดหย่อนคืออัศวินขี่ม้าขาว :
เมื่อเป็นแบบนี้ กฎหมายภาษีหรือประมวลรัษฏากรจึงให้โอกาสเราเพิ่มเติมจากการหักค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ถ้ามีคู่สมรสที่ไม่มีรายได้เราก็เอามาหักได้อีก 30,000 บาทครับ หรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืมบ้าน 100,000 บาท รวมถึงค่าลดหย่อนอื่นๆอีกมากมายให้เลือกสรร
แต่ตัวที่ @TAXBugnoms อยากจะแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคนก็คือ “ค่าลดหย่อนที่เป็นการออม” ตามหลักการ “5 วิธีเปลี่ยนภาษีเป็นเงินออม” ดังนี้ครับ
เริ่มต้นที่การออมภาคบังคับ คือ “ประกันสังคม” กับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อยากแนะนำให้ใช้สองตัวนี้ให้เต็มก่อนตามสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด คือ ประกันสังคม 9,000 บาทต่อปี และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในอัตราส่วนที่นายจ้างให้สิทธิ์เราเลือกใช้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน โดยจำนวนสูงสุดที่หักได้คือ 500,000 บาท
ต่อมา เรามาหยุดความเสี่ยงด้วย “ประกันชีวิต” สำหรับคนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ทั้งประกันชีวิตแบบธรรมดา คือ 100,000 บาทต่อปีและประกันชีวิตแบบบำนาญที่ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ จำนวนสูงสุด 200,000 บาท
หลังจากนั้นมาถึงตัวที่เหลืออีก 2 ตัว หรือ พระเอกตัวจริงของงานเลยครับ @TAXBugnoms กล้าบอกเลยว่าถ้าหากเลือกลงทุนดีๆ และลงทุนถูกวิธีรับรองได้ว่า เราทุกคนนั้น “รวยไว” และ “มีเงินใช้หลังเกษียณอีกต่างหาก”
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และถือไว้เกินกว่า 5 ปีปฎิทิน
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งตัวที่ไม่ได้เน้นลงทุนแค่ในหุ้น แต่มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเกือบทุกประเภท โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของรายได้และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทเช่นเดียวกัน และต้องซื้อทุกปีติดต่อกัน โดยซื้อขั้นต่ำปีละ 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาท และต้องถือเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีและอายุของผู้ถือนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้ครับ (เรียกว่าเป็นกองทุนเพื่อวางแผนเกษียณจริงๆเลย)
สำหรับวิธีการลงทุนง่ายๆ ขอแนะนำสั้นๆ 2 หลักการสำหรับ LTF และ RMF ที่มีปัญหากันเสมอ นั่นคือ 2 อย่าครับ “อย่าซื้อเกิน” และ “อย่าขายก่อน” เพราะถ้าหากซื้อเกิน หรือ ขายก่อนเมื่อไร มีปัญหาเรื่องภาษีแน่นอนครับ ผมแนะนำให้ท่องสโลแกนไว้เลยว่า “ทำถูกกฎ ลดปัญหาภาษี มีเงินออมเพิ่ม ไม่เชิญพี่สรรพากรมาที่บ้าน”
5. การจ่ายภาษี
You might also like

โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี เช็ก (ตัวเอง) ให้ดีว่าลดหย่อน...
เวลาพูดถึงคำว่า “ลดภาษี” สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดถึงก่อน คือ ค่าลดหย่อน เพราะถือเป็นตัวช่วย...

3 เหตุผลดี ๆ ที่ควรซื้อประกันออมทรัพย์ แฮปปี้มีเงินใช้
สำหรับคนที่วางแผนลดหย่อนภาษีประจำปี เชื่อว่าหนึ่งในตัวเลือกลดหย่อนภาษียอดฮิต คือ การทำป...
5 เทคนิค ขอคืนภาษีปี 2560 ให้ไวแบบสุดๆ
สวัสดีปีใหม่ 2560 กับบทความแรกจริงๆของปี (ไม่นับรวมที่ค้างมาจากปีก่อน) ของ TAXBugnoms ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
