ย้อนดู 5 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย สาเหตุ ผลที่ตามมา และตอนนั้นรับมือกันยังไง

ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ มากมาย แต่ละวิกฤตก็มีต้นกำเนิด สาเหตุและวิธีการรับมือแตกต่างกันไป ซึ่งการเรียนรู้เรื่องราวอดีต ช่วยให้เราสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้ วันนี้ aomMONEY จึงอยากพาเพื่อน ๆ ย้อนไปดูวิกฤตน่าสนใจ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จะมีวิกฤตไหน รับมือเช่นไร และส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจไทยบ้าง ไปดูกัน
วิกฤตราชาเงินทุน
วิกฤตนี้นับเป็นครั้งแรกของตลาดหุ้นไทย ที่ตอนนั้นพึ่งก่อตั้งได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ยังขาดกฎเกณฑ์ในการควบคุมที่ชัดเจนและครอบคลุม โดยจุดเริ่มต้นคือ บริษัทราชาเงินทุน ประกอบธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ให้กู้ เข้า IPO ในตลาดหุ้นในปี 2520 โดยมีราคาอยู่ที่ 275 บาทต่อหุ้น แต่ทะยานไปแตะที่ 2,475 บาทต่อหุ้นภายในปีเดียว โดยสาเหตุที่ราคาหุ้นขึ้นสูงขนาดนั้นมี 2 ปัจจัยได้แก่
1. ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขาขึ้นเพราะกระแสการลงทุนในสังคมไทยกำลังบูม นักลงทุนต่างเข้าถือหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์
2. การปั่นหุ้นของบริษัทราชาเงินทุนเอง ที่มีการปล่อยกู้ให้ซื้อหุ้นของบริษัทราชาเงินทุนโดยไม่สนใจคุณภาพของผู้กู้ และต่อมาก็มีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาซื้อหุ้นตัวเองโดยเฉพาะด้วย
จากการดำเนินการที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง จนทำให้นักลงทุนพากันเทขายหุ้น ต่อมารัฐบาลเข้าควบคุมและกระทรวงการคลังก็เพิกถอนใบอนุญาตในเดือนสิงหาคม 2522 ทำให้บริษัทราชาเงินทุนต้องปิดกิจการไป ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก นักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้นทุกตัวในมือเพราะขาดความเชื่อมั่น จนทำให้ดัชนีลดลงกว่า 50% (จาก 200 จุดลงมาที่ราว 100จุด) กลายเป็นวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นครั้งแรกของไทย
การรับมือเหตุการณ์นี้ หลายฝ่ายต่างเข้ามาช่วยเพื่อพยุงตลาด เช่น ตลาดหลักทรัพย์ลดอัตราส่วนวางเงินกรณีกู้ยืมในการซื้อหลักทรัพย์ (ระบบมาร์จิน (MARGIN)) เพื่อกระตุ้นตลาด, รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบประคองสถานการณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นมือช่วยบริษัทต่าง ๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หลายอย่าง เช่น
- มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 เพื่อกำหนดขอบเขตธุรกิจแต่ละประเภท
- มีแนวคิดจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก
- จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน
- ต่อมามีการเริ่ม “โครงการ 4 เมษายน 2527” เพื่อรวมบริษัทเงินทุนที่มีปัญหามาอยู่ในความดูแลของทางการ
วิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย
สงครามครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างอิรักและคูเวต โดย ‘ซัดดัม ฮุดเซน’ ผู้นำอิรักออกมากล่าวหาว่าคูเวตแอบขโมยน้ำมันของอิรักมาขายจำนวนมาก จึงพยายามเจรจาให้คูเวตแบ่งดินแดนเพื่อเป็นชดใช้ แต่คูเวตก็ไม่ยอม อิรักจึงใช้กำลังคนกว่า 100,000 นาย บุกเข้าคูเวตในวันที่ 2 สิงหาคม 2533 เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาพุ่งขึ้นไปแตะ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก สหประชาชาติต้องออกมาตรการคว่ำบาตรมากมาย สุดท้ายสหรัฐอเมริกาและอีก 28 ประเทศก็ร่วมกันใช้ยุทธวิธีทางทหารเข้าจัดการอิรักในช่วงมกราคม 2534 กระทั่ง 27 กุมภาพันธ์ 2534 กองกำลังผสมก็สามารถประกาศอิสรภาพให้คูเวตได้
ผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรงคือราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและตลาดหุ้นร่วงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่พึ่งทำสถิติใหม่โดยขึ้นไปแตะ 1,129 จุด ในวันที่ 2 สิงหาคม 2533 แต่สงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้การลงทุนของไทยลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่ 544 จุด ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2533 และต้องใช้เวลากว่า 3 ปี เพื่อทำให้ดัชนีกลับไปแตะที่ 1,129 จุด อีกครั้งในวันที่ 12 ตุลาคม 2536
วิกฤตต้มยำกุ้ง
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มีต้นตอจากประเทศไทย โดยปัจจัยของวิกฤตครั้งนี้มีหลายอย่าง เช่น
- การเติบโตแบบก้าวกระโดดมาตลอดระยะเวลา 10 ปีก่อนวิกฤต ทำให้อสังหาริมทรัพย์ราคาสูง ทั้งบ้าน ที่ดิน คอนโดฯ ประชาชนกล้าทุ่มลงทุนในธุรกิจนี้
- ธนาคารพาณิชย์กู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ต่อภายในประเทศ ซึ่งตอนนั้นดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ที่ราว ๆ 5% แต่ในไทยดอกเบี้ยอยู่ที่ 14-16% จึงเป็นช่องทางทำเงินให้สถาบันการเงิน
- ตลาดหุ้น ดัชนีพุ่งสูงขึ้นเป็นสถิติไปแตะระดับ 1,789 จุด ในต้นปี 2537 นักลงทุนใช้วิธีการลงทุนด้วยเงินกู้เพราะเชื่อว่าได้กำไรแน่ ๆ
- รัฐบาลตรึงราคาเงินบาทไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากแนวคิดที่ว่า เมื่อเศรษฐกิจดี นักลงทุนเก็บเงินบาท ทำให้แข็งค่าและราคาสินค้าของไทยจะสูง ซึ่งจะกระทบการส่งออก
จะเห็นได้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีมาก แต่ความจริงคือ เงินที่หมุนเวียนในระบบเป็นเงินกู้ที่สถาบันการเงินกู้เข้ามา ส่วนการส่งออกก็ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง เมื่อเงินจากธุรกิจไม่มี ความสามารถในการชำระหนี้ก็ลดลง จนกระทั่งปี 2539 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ขายไม่ได้ แต่การกู้เงินสร้างอสังหาริมทรัพย์ยังมีปริมาณสูง
นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองเห็นความบิดเบี้ยวพากันเทขายเงินบาททำให้ค่าเงินอ่อนลง ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามตรึงค่าเงินด้วยการกว้านซื้อเงินบาท ทำให้เงินสำรองของประเทศจาก 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงเหลือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทั่งตรึงราคาต่อไปไม่ไหว
ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อรัฐบาลออกมาประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินจากต่างประเทศจะเป็นหนี้ 2 เท่าทันที ค่าเงินพุ่งขึ้นไปสูงสุดอยู่ระดับ 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สถาบันการเงินล้มระเนระนาดจากปัญหาหนี้สิน นักลงทุนสิ้นเนื้อประดาตัว จากนั้นก็ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก
ผลกระทบต่อประเทศไทย
- ตลาดหุ้นร่วงหนัก จากจุดสูงสุด 1,789 จุด ในปี 2537 ลงมาอยู่ที่ 204 จุด ในวันที่ 4 กันยายน 2541 หายไปกว่า 88% ในระยะเวลา 4 ปี กว่าจะกลับมาอยู่ที่ 1,700 ได้ ก็เดือนมกราคม 2561 ใช้เวลา 24 ปี
- การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2540-2542 ติดลบ -2.6
- เงินเฟ้ออยู่ที่ 6-8 % ส่งผลให้ต้นทุนประกอบการสูง กิจการล้ม อัตราการว่างงานสูงโดยการแก้ไขปัญหาในครั้งนั้น รัฐบาลต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กว่า 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อพยุงเศรษฐกิจกว่า 1,138,000 ล้านบาท
วิกฤตซับไพรม์ (Sub-prime Crisis)
วิกฤตนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยไม่น้อย เพราะวิกฤตครั้งนี้ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุหลักของวิกฤตซับไพรม์คือ เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2540 ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจากการที่นโยบายและกฎหมายหลายอย่างเอื้อให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ให้สะท้อนกับความเสี่ยง รวมทั้งบริหารจัดการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (Sub-Prime Mortgage) ผิดพลาด
และฟองสบู่ก็เริ่มแตกในปี 2549 ยาวมาจนกระทั่งปี 2552 กระทบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ และมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันลดลง สร้างความปั่นป่วนกับสภาพคล่องทางการเงินจนบริษัทใหญ่หลายบริษัทในสหรัฐอเมริกาต้องล้มละลายปิดกิจการ กลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยลุกลามไปทั่วโลก
ประเทศไทยได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจผ่าน 3 ช่องทางได้แก่
1. ภาคการเงิน ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินเพียงเล็กน้อย
2. การส่งออก โดยส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของสินค้าไทย
3. ตลาดทุน เกิดปรับตัวลดลงของดัชนี โดยตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดในช่วงที่เกิดวิกฤตคือ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 อยู่ที่ 927 จุด แต่เพียง 1 ปี ก็ดิ่งลงมาเหลือเพียง 380 จุด ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 และใช้เวลากว่า 2 ปี ถึงจะกลับไปแตะ 900 จุด ในช่วงเดือนกันยายน 2553
วิกฤตโควิด-19 (COVID-19)
โควิด-19 มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2562 ที่อู่ฮั่นประเทศจีน ก่อนลุกลามไปทั่วโลก ถือว่าเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกในหลายมิติ ทั้งการใช้ชีวิต การศึกษา การเดินทาง รวมถึงเศรษฐกิจด้วย โดยวิธีการที่ทั่วโลกใช้คือการล็อกดาวน์ (Lockdown) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างต้องหยุดชะงัก
สำหรับประเทศไทย การล็อกดาวน์เข้มข้น ทำให้การท่องเที่ยวหยุดชะงัก มีบริษัทที่ขาดสภาพคล่องมากกว่า 192,046 บริษัท ธุรกิจร้านอาหาร สายการบิน โรงแรมต่างปิดตัวไปเพราะไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มฟื้นตัวช้าเพราะอิงกับรายได้จากการท่องเที่ยว, อัตราเงินเฟ้อสูง สินค้าราคาแพง ต้นทุนเพิ่มขึ้น
ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยในวิกฤตนี้โดยนับจากเดือนธันวาคม 2562 ที่เริ่มพบผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 1,589 จุด ร่วงมาอยู่ที่ 969 จุดในวันที่ 13 มีนาคม 2563 แต่อย่างไรก็ดี จากการช่วยกันแก้ปัญหาจากหลายภาคส่วนจนสามารถควบคุมได้ ตลาดหุ้นไทยก็มีแรงซื้อกลับเข้ามา และแม้จะมีการแพร่ระบาดระลอกที่ 2-3 แต่ก็ไม่ได้ลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก ก่อนจะกลับมาแตะระดับ 1,600 จุด เมื่อเดือนมีนาคม 2564
จะเห็นได้ว่าทั้งประเทศไทยและทั่วโลก ต่างเผชิญปัญหาจากวิกฤตต่าง ๆ ไม่มากก็น้อย ซึ่งการเรียนรู้จากอดีตจะสามารถช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น aomMONEY มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตคือการถือเงินสด มีเงินสำรองฉุกเฉิน วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย มีการทำประกันความเสี่ยงตามสถานการณ์ มองหาช่องทางหารายได้ หากมีการลงทุนก็ควรปรับแผนที่เหมาะ ติดตามข่าวสาร และเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่เสมอ
เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

