“อายุหลังเกษียณที่เพิ่มขึ้น” สะท้อนโอกาสเจ็บป่วยที่นานขึ้น เปิดทางเลือกการทำประกันชีวิตที่เหมาะสมกับคนวัยเกษียณ

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อปี 2562 พบว่า ปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.4 เดือนต่อปี และคาดว่าเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2559 จะมีอายุยืนถึง 100 ปี
หากเป็นอย่างนั้นจริง เรามามองที่สัดส่วนชีวิต “วัยเรียน : วัยทำงาน :วัยเกษียณ” ปัจจุบันจะอยู่ที่ 20:40:20 คือ เรียนหนังสือ 20 ปี ทำงาน 40 ปี เกษียณ 20 ปี มีอายุขัยประมาณ 80 ปี ก็จะเปลี่ยนเป็น 20:40:40 เรียนหนังสือ 20 ปี ทำงาน 40 ปีเหมือนเดิม แต่ส่วนของชีวิตที่เพิ่มขึ้นคือวัยเกษียณจะเพิ่มจาก 20 ปีเป็น 40 ปี เพราะมีอายุขัยประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 100 ปี
หมายความว่า เราจะมีชีวิตในช่วงที่เราไม่มีรายได้ แต่กลับมีปัญหาสุขภาพในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้นถึงเท่าตัว การป้องกันปัญหาไว้ก่อนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การวางแผนการเงิน เก็บออมเงินแต่เนิ่นๆ เพื่อให้มีเงินก้อนมากพอสำหรับใช้ในยามเกษียณ ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารที่ดี ออกกำลังกาย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสุขภาพใจที่ดี ฯลฯ แต่แม้ว่าเราจะดูแลป้องกันสุขภาพกายอย่างไร ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสัจธรรมที่หนี้ไม่พ้น เราจะแก้ไขความเสียหายที่จะเกิดอย่างไรดี เมื่อความแก่ ความเจ็บ และความตายมาถึง ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบริหารความเสี่ยงของชีวิตในยามที่เราเกษียณ ก็คือ “ประกัน”
ประกันที่เหมาะสมสำหรับวัยเกษียณ
ประกันสุขภาพ จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนไทยที่อายุตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไปมีเพียง 9% เท่านั้นที่ไม่มีโรค
ดังนั้น ประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่จากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 9%ต่อปี (เท่ากับค่ารักษาพยาบาลจะแพงขึ้น 2 เท่าทุก 8 ปี) และปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงเพิ่มขึ้นทุกปีตามความเสื่อมของร่างกาย แปลว่า ณ ช่วงเวลาเกษียณ คนสูงอายุจะเจอค่ารักษาที่แพงที่สุดในชีวิตไม่ว่าจะมาจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ และการรักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การต้องรับการรักษาในห้อง ICU หรือ CCU เป็นต้น
เมื่อความเสี่ยงที่ต้องรับการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงมีสูง เบี้ยประกันสุขภาพในคนสูงอายุจึงมักมีอัตราที่สูงมากขึ้นทุกปี ดังนั้น ประกันสุขภาพแบบที่มีความรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) คือ ผู้เอาประกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกตามกำหนดในกรมธรรม์ ส่วนเกินบริษัทประกันรับผิดชอบ เช่น ค่ารักษาทั้งหมด 100,000 บาท ผู้เอาประกันรับผิดชอบส่วนแรก คือ 20,000 บาท ส่วนที่เกิน 20,000 คือ 80,000 บาท บริษัทประกันรับผิดชอบ ประกันสุขภาพแบบนี้ก็ช่วยลดเบี้ยที่ต้องจ่าย และยังช่วยจำกัดค่าใช้จ่ายเมื่อยามเราเจ็บป่วยได้
1. ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง
นายแพทย์ ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ กล่าวเมื่อปี 2561 “ประเทศไทยมีผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นราว 5 % ทุกปี โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเฉลี่ยปีละ 8 หมื่นคน และพบคนไข้รายใหม่ประมาณ 1.5 แสนคนต่อปี จากสถิติคนไทยถ้ามีชีวิตอยู่ถึง 75 ปี จะพบว่า...
ทุก 1 ใน 7 คนป่วยโรคมะเร็ง และเสียชีวิตอยู่ที่ 1 ใน 10 คน
ทุก 1 ใน 6 คนของเพศชาย จะป่วยโรคมะเร็ง โอกาสเสียชีวิต 1 ใน 8 คน
ทุก 1 ใน 8 คนของเพศหญิง จะป่วยโรคมะเร็ง โอกาสเสียชีวิต 1 ใน 12 คน
เมื่อคนสูงอายุมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมากขนาดนี้ แถมค่ารักษาพยาบาลโรคมะเร็งยังแพงมากอีกด้วย ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
2. ประกันอุบัติเหตุ
จากสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตจากการ “พลัดตกหกล้ม” สูงถึงปีละ1,600 คน ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ รองจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน โดย 1 ใน 3 พบว่ามักอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ และปัญหาที่พบบ่อยของผู้สูงอายุที่ได้รับอุบัติเหตุดังกล่าว คือ กระดูกสะโพกแตกหัก หรืออุบัติเหตุทางสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีอัตราการความพิการและอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงมาก สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุปี 2564 พบว่า “ปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ เป็นหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อย เนื่องจากความเสื่อมถอยของร่างกายตามวัย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงและทรงตัวได้ไม่ดีพอ จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เสี่ยงต่อการหกล้ม 28 - 35% ส่วนในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป เสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้นเป็น 32 - 42% และยังพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากการหกล้มสูงเป็นอันดับ 2 เฉลี่ย 3 คนต่อวัน รองจากการเสียชีวิต จากอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย”
3. ประกันควบการลงทุน
แม้เราจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบที่มีความรับผิดชอบส่วนแรก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านรายได้ อาจทำให้จำเป็นที่เราต้องลดขนาดของความคุ้มครอง เช่น ลดค่าห้อง ลดค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินนั้นไว้เอง การเลือกซื้อประกันควบการลงทุนที่เราสามารถบริหารขนาดของการลงทุนให้เติบโตชนะเงินเฟ้อ เพื่อเป็นเงินสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสำรองค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินด้วยตนเอง (self-insurance) อีกวิธีหนึ่ง
เขียนโดย: สาธิต บวรสันติสุทธิ์, นักวางแผนการเงิน CFP
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

