LGBT และการเปิดกว้างของสังคม สู่สิทธิต่างๆในชีวิตคู่ แม้ยังไม่เท่าเทียมคู่สมรสชายหญิง แต่กำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในเดือนมิถุนายนของทุกๆปี จะเป็นช่วงเวลาที่ชาว LGBT ได้จัดงาน Pride Month เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางเพศ ความเป็นตัวตนของตัวเอง ซึ่งการจัดงานเริ่มต้นหลังจากเหตุการณ์จลาจลที่หน้าบาร์ Stonewall Inn ที่ New York ในปี 1969
อย่างไรก็ตามกว่าโลกเราจะยอมรับ LGBT ได้นั้น ก็มีการต่อสู้กันมาอย่างยาวนานพอสมควร
แม้ปัจจุบันประเทศทางตะวันตกและในทวีปอเมริกานั้นจะมีความก้าวหน้าในการให้สิทธิทางกฎหมายให้กับชาว LGBT มากกว่าพื้นที่ในฝั่งเอเชีย แต่ถ้าหากศึกษาประวัติศาสตร์จะเห็นว่าเดิมทีสังคมตะวันตกกีดกันความหลากหลายทางเพศ จากการออกกฎหมายต่างๆ และมีการส่งต่อแนวคิดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกในยุคล่าอาณานิคม การให้สิทธิต่างๆกับชาว LGBT นั้น พึ่งเกิดมาไม่ถึง 100 ปีนี่เอง
ตัวอย่างกฎหมายในอดีต
ในช่วงยุคกลางของประเทศอังกฤษ การใช้กฎหมายต่างๆมีความสอดคล้องกับบทบัญญัติทางศาสนา ในปี 1533 สมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 มีการออกกฎหมาย Buggery Act 1533 โดยระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายด้วยกันนั้นจะต้องระวางโทษประหารชีวิต นอกจากนี้กฎหมายยังระบุถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปกติของมนุษย์ เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ อีกด้วย
กฎหมายฉบับนี้อยู่กับสังคมอังกฤษมากว่า 300 ปี โดยผู้กระทำความผิด 2 คนสุดท้ายที่ได้รับโทษประหารชีวิตนั้นคือ James Pratt และ John Smith ด้วยการแขวนคอ และต่อมามีการ Offences Against the Person Act 1861 ที่ลดโทษประหารชีวิต เปลี่ยนเป็นการจำคุกตลอดชีวิตหรือใช้แรงงานหนักไม่เกิน 10 ปีแทน
ในยุคที่อังกฤษเรืองอำนาจได้มีการนำกฎหมายเหล่านี้ไปวางรากฐานให้รัฐอาณานิคมต่างๆ โดยเฉพาะกฎหมายอาญาที่ใช้กันในอินเดียในปี 1860 โดยมีการระบุในมาตรา 377 ที่ระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาตินั้นมีความผิด
กฎหมายนี้ถูกใช้ใน อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และบรูไนในสมัยนั้น ซึ่งในปัจจุบันหลายๆประเทศก็ได้มีความพยายามในการแก้ไขกฎหมายข้อนี้เพื่อให้สิทธิกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ต่อมาในปี 1855 ได้มีการออกกฎหมายแก้ไข นำโดย Henry Labouchere ที่เรียกว่า The Labouchere Amendment ซึ่งได้กำหนดว่า ความอนาจารระหว่างผู้ชายนั้นมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือใช้แรงงานหนัก
แต่กฎหมายฉบับนี้ก็สามารถตีความได้หลายแบบ แค่คนที่มีความใกล้ชิดกันก็สามารถมีความผิดได้ ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงใช้ในการลงโทษผู้ชายที่มีความใกล้ชิดกัน แต่ไม่สามารถหาหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศได้
หนึ่งในคดีที่โด่งดังในสมัยนั้นคือ Oscar Wilde นักเขียนผู้โด่งดังในสมัยนั้น ถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่สนิท อันไปสู่การพิจารณาโทษจำคุก 2 ปี
เมื่อยุคสมัยผ่านไป รัฐบาลอังกฤษได้มีการพิจารณากฎหมายฉบับใหม่ คือ The Sexual Offences Act 1967 ซึ่งระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันนั้นสามารถทำได้โดยไม่มีความผิด กรณีที่บุคคลๆนั้นอายุเกิน 21 ปี ซึ่งภายหลังได้มีการกำหนดอายุที่ลดลง
การแก้ไขกฎหมายของอังกฤษนั้นเกิดก่อนเหตุการณ์จลาจลที่ Stonewall Inn ในสหรัฐอเมริกาถึง 2 ปี ซึ่งเหตุการณ์จลาจลดังกล่าวนั้น ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องสิทธิของชาว LGBT กันมากยิ่งขึ้น และกระแสสังคมโลกก็เริ่มปรับเปลี่ยนและมองว่าการมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องผิด มีการผลักดันในการแก้ไขกฎหมายในหลายๆประเทศในเวลาถัดมา และในปัจจุบันนั้นเรากำลังมาถึงยุคในการให้สิทธิต่างๆของชาว LGBT ให้เทียบเท่ากับคู่รักทั่วไป
LGBT และ ประโยชน์ในการรับรองสิทธิทางกฎหมาย
ประเทศไทยนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างในเรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็น Safe Zone ของชาว LGBT ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ชาว LGBT ทั่วโลกนิยมมาท่องเที่ยว
แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ยังอยู่ในช่วงที่มีการถกเถียงเพื่อพิจารณาสิทธิต่างๆของชาว LGBT ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเป็นคู่ชีวิตระหว่างเพศเดียวกัน ตลอดจนการให้สิทธิในการสมรสเท่าเทียม
ปัญหาคลาสสิกที่คู่รักชาว LGBT อาจจะพบเจอนั้นคือเรื่องของทรัพย์สินและมรดก
โดยทั่วไปแล้วในกรณีที่ชายหญิงได้มีการสมรสกัน ก็ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมได้ทันที ตัวอย่างเช่นหากฝ่ายชายได้จากไปก่อน ฝ่ายหญิงก็จะเป็นผู้ที่มีสิทธิในการได้รับมรดก
แต่หากเป็นชาว LGBT ที่เป็นชายรักชายหรือหญิงรักหญิง มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากไปก่อน ทรัพย์สินต่างๆจะตกไปอยู่กับทายาทโดยธรรม เช่น บิดา มารดาของฝ่ายผู้เสียชีวิต และอีกฝ่ายจะไม่ได้รับทรัพย์สินใดๆ ยกเว้นจะมีการเขียนพินัยกรรมเอาไว้ล่วงหน้า
ซึ่งปัญหานี้ทำให้คู่รักชาว LGBT ที่ก่อสร้างสร้างฐานะด้วยกันมาจะไม่มีสิทธิใดๆในฐานะคู่สมรส
ยิ่งไปกว่านั้นหากฝ่ายที่เสียชีวิตนั้นเป็นผู้ที่หารายได้หลักเข้าบ้าน เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ใช้สอยร่วมกัน ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการใช้ชีวิตของอีกฝ่ายได้ เพราะไม่มีสิทธิในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม
อย่างไรก็ตามเราจะเห็นได้ว่าหลายองค์กรมีการปรับตัวในการสนับสนุนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประกันชีวิตที่อนุญาตให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำประกันชีวิตไขว้กันเพื่อเป็นหลักประกันของกันและกัน
รวมไปถึงธนาคารหลายๆแห่งที่มีความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้และออกผลิตภัณฑ์สนับสนุนให้ชาว LGBT สามารถกู้ร่วมและผ่อนบ้านร่วมกันได้ ซึ่งเดิมทีผู้ที่สามารถกู้ร่วมได้จะต้องเป็นคู่สมรสชายหญิง หรือคนที่เป็นเครือญาติกันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าในการผลักดันและสนับสนุนสิทธิต่างๆของชาว LGBT มากขึ้น
แม้ตอนนี้สิทธิต่างๆอาจจะยังไม่ได้เท่าเทียมคู่สมรสชายหญิงทั่วไปและอาจจะต้องใช้เวลาในการถกเถียงและพิจารณาจากทุกภาคส่วน แต่เชื่อได้ว่าอนาคตของชาว LGBT ในสังคมไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
ไม่ว่าเราจะเป็นชาว LGBT หรือไม่ แต่การสนับสนุนต่างๆนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานที่จะเกิดมาในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่มีใครทราบหรอกว่าเราจะมีลูกหลานเป็นชาว LGBT หรือไม่ แต่เขาจะได้รับประโยชน์จากสิทธิต่างๆที่คนในรุ่นเราผลักดันและร่วมกันสร้างให้ได้เช่นกัน
เขียนและเรียบเรียงโดย : ต้าร์-กวิน สุวรรณตระกูล
เจ้าของเพจ Tarkawin : https://www.facebook.com/me.tarkawin
ปล. สำหรับใครที่ติดตามงานเขียนของคุณต้าร์ ตอนนี้นอกจากเพจแล้วคุณต้าร์ยังมีหนังสือสอนเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศชื่อว่า "ลงทุนรวยในตลาดหุ้นต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก" ที่เพิ่งวางขายด้วยนะครับ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

