บทเรียนจากหนังสือ “Die With Zero” วางแผนลาโลกแบบ ‘ตายที่ 0’ ในธนาคารโดยไม่ไร้ชีวิตชีวา ใช้และส่งต่อความมั่งคั่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในการวางแผนการเงินที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิตก็คือ “การส่งมอบความมั่งคั่ง” (Wealth Transfer) ต่อให้คนรุ่นหลังที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น ๆ เพราะเป็นการจัดสรรและส่งมอบสิ่งที่เราสะสมและเก็บรักษามาตลอดชีวิตให้กับครอบครัวหรือสังคม หลังเราจากโลกนี้ไป
Wealth Transfer อธิบายง่ายๆ ก็คือ “การวางแผนมรดก” ผ่านการทำพินัยกรรม ส่งมอบกองทุน ทำประกันชีวิตหรือการบริจาคเพื่อการกุศลที่เราตั้งใจไว้ว่าทรัพย์สินของเราจะถูกสืบทอดไปตามเจตนารมณ์ บทความนี้เราจะพูดถึงอีกด้านหนึ่งของการส่งต่อความมั่งคั่งที่ไม่ใช่แค่การจัดการมรดก แต่คือการวางแผนประสบการณ์ชีวิตและการใช้เงินให้คุ้มค่าที่เราหามาได้
ตัวอย่างการวางแผนการถ่ายโอนความมั่งคั่งหนึ่งที่เราอาจเคยได้ยินมาบ้างคือการวางแผนถ่ายโอนความมั่งคั่งของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) นักลงทุนที่ได้รับการยอมรับและได้ชื่อว่าเป็นเบอร์ต้น ๆ ในเรื่องของการวางแผนทางการเงิน บัฟเฟตต์มีแนวคิดว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไปแล้ว เงินส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของเขาควรกลับคืนสู่สังคม เขาตั้งใจว่าจะบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปโดยให้ทายาททั้ง 3 ของเขาดูแล
"ผมมักคิดว่าตัวเองสามารถคิดนอกกรอบได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเมื่อตัวเองตายและถูกฝังอยู่ในหลุมลึกหกฟุตไปแล้วจะทำแบบนั้นได้และทำได้ดีไปกว่าสามคนที่ผมเชื่อใจที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย" วอร์เรนกล่าว
จากตรงนี้หลายคนคงมองออกว่าวอร์เรนได้วางแผนการเงินของเขามาถึงวาระสุดท้ายแล้ว
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีมรดกหลงเหลือให้คนรุ่นหลังขนาดนั้น แต่อยากลองวางแผนการใช้เงินจนถึงวาระสุดท้าย ลองอ่านแนวคิดนี้จากหนังสือ “Die with Zero”
แม้ว่าหนังสือจะมีชื่อว่า ‘ตายที่ 0’ (Die With Zero) แต่ความจริงคือ คุณยังคงมีเงินในบัญชี เพียงแค่ผู้เขียนแนะนำให้ใช้มันให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
“Die with Zero” เป็นหนังสือที่เขียนโดย บิล เพอร์กินส์ (Bill Perkins) ประธานของ BrisaMax และปัจจุบันเป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการใช้เงินทั้งหมดในชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อไม่ให้เหลือเงินสะสมมากเกินไปหลังจากคุณตาย
หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกว่าคุณว่าคุณไม่จำเป็นต้องใกล้ตายหรือเกษียณเพื่อใช้เงินของคุณกับอะไรสักอย่าง เช่น ถ้าคุณมีลูกและต้องการส่งมอบเงินให้ลูกคุณก็ควรให้เขาทันทีในช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่ใช่รอให้ถึงวันสุดท้ายของชีวิต หรืออยากทำกิจกรรมอะไรก็หาโอกาสไปทำได้เลยหากวางแผนเรื่องการเงินและทุกอย่างไว้แล้วโดยไม่ต้องรอเกษียณ
ถ้าคุณคิดว่าแนวคิดนี้เข้าท่า นี่คือสรุปข้อคิด 9 ข้อจาก Die with Zero เพราะแน่นอนว่ามีเงินเหลือก่อนตายก็ดีกว่าเงินขาด แต่เงินจะไม่มีค่าสำหรับคุณเลยเมื่อคุณตายจากโลกนี้ไป
1. ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด เพราะชีวิตของคุณคือผลรวมของประสบการณ์
เมื่อมีชีวิตอยู่คุณควรใช้ชีวิตให้ได้ประสบการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกดี โดยการลงทุนในประสบการณ์ที่มีค่า เพื่อให้ได้ "ผลตอบแทนจากความทรงจำที่มีค่า”
2. เริ่มลงทุนกับประสบการณ์ให้เร็วที่สุด เพราะร่างกายและสุขภาพของคุณเสื่อมไวกว่าอัตราเงินเฟ้อ
3. ตั้งเป้าหมายให้ในวันสุดท้ายเหลือเงินแค่ศูนย์เหรียญ หากคุณไม่ต้องการเปลืองพลังงานชีวิต คุณควรตั้งเป้าที่จะใช้เงินทั้งหมดของคุณก่อนที่คุณจะตาย (ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้) เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพลังงานที่คุณใช้ทำงานเพื่อหาเงินนั้นหลายครั้งคนที่ออมมักจะออมมากเกินไปจนสายเกินไปในชีวิต
4.ใช้เครื่องมือทางการเงินทุกรูปแบบเพื่อไม่ให้เหลือเงินศูนย์เหรียญก่อนตาย
ในการลงทุนหากคุณมีความอดทนต่อความเสี่ยงต่ำเกินไป นั่นหมายความว่าคุณจะไม่ยอมรับแม้แต่โอกาสเล็กๆ น้อยๆ ที่จะใช้ชีวิตยืนยาวกว่าเงินของคุณ คุณควรเริ่มคิดให้มากขึ้นว่าคุณใช้เวลาที่มีจำกัด พลังงานในชีวิตของคุณก็จำกัดเพราะฉะนั้นเมื่อต้องหาเงิน คุณควรมองหาทางที่จะทำให้เงินของคุณเติบโตขึ้นอย่างคุ้มค่า
5. ให้เงินกับลูกหรือการกุศลในช่วงเวลาที่เงินของคุณจะมีประโยชน์กับผู้รับมากที่สุด
6. หาสมดุลให้ชีวิตโดยไม่ปล่อยชีวิตผ่านไปเฉย ๆ
7. วาดเส้นเวลาชีวิตของคุณจากนี้ไปจนถึงหลุมศพ แบ่งชีวิตออกเป็นช่วงๆ ห้าหรือสิบปี แต่ละช่วงเวลา เช่น ตั้งแต่อายุ 30 ถึง 40 ปี หรือตั้งแต่ 70 ถึง 75 ปี จากนั้นลองนึกถึงประสบการณ์สำคัญๆ ของคุณ กิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่คุณอยากทำในช่วงชีวิตนั้น ๆ ของคุณ
8. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดการเพิ่มทรัพย์สินและเริ่มใช้เงินให้เพื่อความสนุกสนานและประสบการณ์ที่ดีที่สุด
9. ยอมรับความเสี่ยงในช่วงเวลาที่มีจะสูญเสียน้อยที่สุด เพื่อให้มีโอกาสในการทำสิ่งที่จะเพิ่มประสิทธิผลสูงสุด
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าแนวคิดจากหนังสือเล่มนี้ขัดใจไม่น้อย เพราะเราคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการหาเงินให้มากที่สุดในช่วงที่ยังทำได้ เมื่อจากโลกนี้ไปก็ส่งต่อเงินก้อนใหญ่นั้นให้กับลูกหลานหรือคนที่เรารัก
แนวคิดแบบที่เราคุ้นเคยนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ด้วยแนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ คนเป็นโสดกันมากขึ้น หรือบางคนแต่งงานแต่ก็เลือกที่จะไม่มีลูก แนวคิดของเพอร์กินส์ไม่ใช่การใช้เงินแบบสุดโต่ง ใช้เงินทุกบาทที่หามาได้ ยอมติดหนี้เพื่อหาประสบการณ์โดยไม่มีการวางแผนการเงินเพื่อยามเกษียณ ไม่ใช่แบบนั้นเลย แต่เป็นการตั้งคำถามว่าเราจะใช้เงินที่หามาได้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดยังไงก่อนจะจากโลกนี้ไป
อย่าลืมว่าเงินเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ![]()
“จัดการใช้จ่ายให้หมาะสมที่สุด ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป
— ทรัพย์ หุ้น ทุน ศิลป์ โดยลงทุนศาสตร์
เก็บด้วย ออมด้วย ลงทุนด้วย แต่ก็ใช้ด้วย
ไม่มีใครมีชีวิตอยู่นิรันดร
อย่ามัวแต่กลัววิกฤตที่จะมาในวันพรุ่งนี้
จนทำลายโอกาสที่จะมีความสุขในวันนี้เสียหมด”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

