“คนตาย (ต้องไม่) ขายคนเป็น” เปิดทางเลือกเตรียมเงินอย่างไรให้พร้อม เมื่อจากไปจะได้ไม่เป็นปัญหาให้ลูกหลาน

หากถามถึงงานอะไรที่คนไทยโดยเฉพาะต่างจังหวัดให้ความสำคัญมากที่สุด คำตอบ คือ “งานศพ” เหตุผลก็อาจเพราะเป็นการให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์และแสดงออกถึงความกตัญญูของลูกหลาน เป็นหน้าตาของครอบครัว ประกอบกับงานศพของคนไทยและคนจีนมักมีพิธีกรรมหลายอย่าง มีการสวดหลายคืน และของตกแต่งงานศพมากมาย ทำให้งานศพจึงเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมทางการเงินที่ดีพอ งานศพก็จะเป็นงาน “คนตายขายคนเป็น”
เตรียมเงินอย่างไรให้พร้อม ยามเราจากไปจะได้ไม่เป็นปัญหาให้ลูกหลาน
เงื่อนไขสำคัญสำหรับเงินทุนสำหรับงานศพมี 2 ข้อ คือ
1. จำนวนเงิน
ต้องเตรียมหรือมีไว้ให้มากเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น
2. สภาพคล่อง
เงินทุนสำหรับงานศพต้องถอนได้ทันที มีสภาพคล่องสูง เพราะความตายเกิดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า เหมือนสุภาษิตทิเบตที่บอกว่า “พรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่รู้อะไรมาถึงก่อน” จะใช้เงินเก็บของผู้วายชนม์ก็ไม่ได้ เพราะทายาทจะใช้ได้ต้องรอคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 - 6 เดือน
เราจะเตรียมเงินอย่างไรให้มากพอ และถอนใช้ได้เร็วพอ
กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์
เดิมกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ได้รับความนิยมแพร่หลายในชนบทไทย โดยเป็นการรวบรวมเงินของสมาชิกเข้ากองทุนกลาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพของสมาชิก รูปแบบสมาชิกภาพเป็นไปในเชิงบังคับทุกคนในหมู่บ้านที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิก และต้องชำระค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ตามจำนวนที่กำหนดเมื่อมีสมาชิกรายหนึ่งรายใดในหมู่บ้านเสียชีวิต
ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 งานฌาปนกิจสงเคราะห์ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในส่วนราชการ องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และกลุ่มประชนทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย อย่างเช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จัดตั้งโดย ธ.ก.ส สำหรับลูกค้าเงินกู้ และเงินฝาก เป็นต้น
โดยเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ถือเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นทรัพย์มรดก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545) ทายาทสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
กองทุนประกันสังคม
ผลิตภัณฑ์การเงินที่หลายคนมีสิทธิ แต่ไม่รู้ว่ามี กรณีที่ผู้ประกันตน ม.33 หรือ ม.39 ถึงแก่ชีวิต โดยไม่ใช่เหตุที่มาจากการทำงาน และได้มีการจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนที่เสียชีวิต สิทธิที่จะได้รับมี ดังนี้
1. เงินค่าทำศพ
เป็นเงินที่ทางประกันสังคมจ่ายเพื่อช่วยเหลือการจัดการศพของผู้ประกันตน เป็นจำนวน 50,000 บาท ให้กับผู้จัดการศพ ผู้จัดการศพคือ บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ แต่หากผู้ประกันตนจะไม่ได้ระบุไว้ จะดำเนินการจ่ายให้กับผู้ที่จัดการศพจริง โดยต้องมีเอกสารระบุจากสถานที่จัดการศพ ทั้งนี้ ต้องได้จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 1 ใน 6 เดือนก่อนเดือนที่เสียชีวิต ซึ่งอาจเป็นบุคคลต่างๆ ดังต่อไปนี้
• บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพ และได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
• สามี ภรรยา บิดา มารดา หรือบุตร ของผู้ประกันตน ซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพของผู้ประกันตน
• บุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
2. เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตน ม.33 หรือ ม.39 ถึงแก่ความตาย
เป็นเงินที่สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนได้ทำหนังสือระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ แต่หากผู้ประกันตนไม่ได้ทำหนังสือระบุชื่อใครไว้ สำนักงานประกันสังคมจะนำเงินสงเคราะห์นั้นมาเฉลี่ยจ่ายให้กับสามีหรือภรรยา บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ในจำนวนเท่าๆ กัน
เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายนั้นจะจ่ายตามจำนวนและระยะเวลา ที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบไว้ก่อนถึงแก่ความตาย ดังนี้
• (1) หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน หรือ 3 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน
• (2) หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ 120 เดือนขึ้นไป หรือ 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือนขึ้นไป
ตัวอย่างเช่น
กรณีที่ 1 หากผู้ประกันตน ม.33 มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 บาท จ่ายเงินสมทบให้ประกันสังคมแล้ว 40 เดือน หากเสียชีวิต ทายาทจะได้รับประโยชน์ ดังนี้
1. ผู้จัดการศพจะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท
2. ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คือ 15,000 บาท (ฐานค่าจ้างสูงสุด คือ 15,000 บาท แม้ค่าจ้างเฉลี่ยจะอยู่ที่ 40,000 บาทก็ตาม) สะสม 4 เดือน เป็นเงิน 30,000 บาท (มาจากฐานค่าจ้าง 15,000 บาท x 50% x 4 เดือน)
ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับ 9,600 บาท มาจากฐานค่าจ้าง 4800 บาท x 50% *4 = 9,600 บาท
กรณีที่ 2 หากผู้ประกันตน ม.33 มีเงินเดือนเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้ายอยู่ที่ 40,000 บาท จ่ายเงินสมทบให้ประกันสังคมแล้ว 120 เดือน หากเสียชีวิต ทายาทจะได้รับประโยชน์ ดังนี้
• ผู้จัดการศพจะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท
• ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คือ 15,000 บาท (ฐานค่าจ้างสูงสุด คือ 15,000 บาท แม้ค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือนจะอยู่ที่ 40,000 บาทก็ตาม) สะสม 12 เดือน เป็นเงิน 90,000 บาท (มาจากฐานค่าจ้าง 15,000 บาท x 50% x 12 เดือน)
ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับ 28,800 บาท มาจากฐานค่าจ้าง 4,800 บาท x 50% *12 = 28,800 บาท
หากเอกสารครบถ้วนตามจำนวนผู้รับสิทธิ หลังจากเรื่องได้รับการอนุมัติแล้วประมาณ 5 - 7 วันทำการ ประกันสังคมจะโอนเงินเข้าบัญชี และเงินสงเคราะห์ที่ได้รับจากประกันสังคมกรณีเสียชีวิตไม่เป็นมรดกของ ผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตาย ดังนั้นผู้มีสิทธิสามารถติดต่อประกันสังคมเพื่อขอรับเงินเพื่อมาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ประกันชีวิต
เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ตอบโจทย์เงินฌาปนกิจได้ดี โดยเฉพาะประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองสูง เช่น ประกันชีวิตแบบคุ้มครองตลอดชีพที่เน้นการคุ้มครองระยะยาว โดยเราต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปี 20 ปี แต่ให้การคุ้มครองเราตลอดชีพ หรือจนถึงอายุ 80 ปี 90 ปี หรือ 99 ปี เป็นต้น ถ้าครบสัญญาแล้ว ผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่ ก็จะได้รับเงินคืนมากน้อยตามที่กำหนดในแต่ละกรมธรรม์
หรือประกันชีวิตแบบกำหนดระยะเวลา คนที่จะได้ผลประโยชน์ คือ ผู้รับประโยชน์ที่ระบุในกรมธรรม์ ซึ่งจะได้ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเท่านั้น ถ้าครบกำหนดสัญญาแล้ว ผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่ ผู้เอาประกันจะไม่ได้รับเงินอะไรเลย ทำนอง “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ”
หรือหากอยากเพิ่มเงินฌาปนกิจด้วยประกัน ก็มีประกันชีวิตควบการลงทุน เช่น Unit Linked และ Universal Life ที่นอกจากจะมีส่วนความคุ้มครองที่ผู้เอาประกันสามารถเลือกทุนประกันเพื่อการันตีเงินทุนฌาปนกิจแล้ว ยังมีส่วนการลงทุนที่ให้โอกาสของมูลค่าเงินที่สูงขึ้นจากการลงทุน สิ่งที่ต่างกัน คือ ประกันชีวิตแบบ Universal Life จะมีการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ โอกาสได้รับผลตอบแทนสูงก็ลดน้อยลง ส่วนประกันชีวิตแบบ Unit Linked โอกาสได้รับผลตอบแทนสูงมีมากกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่ส่วนการลงทุนจะขาดทุนเช่นกัน
สินไหมกรณีเสียชีวิตจากประกันชีวิต เกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันชีวิตถึงแก่กรรม จึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย (ฎีกาที่ 4714/2542) ดังนั้นผู้รับประโยชน์สามารถติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอรับสินไหมเพื่อมาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยบริษัทประกันจะพิจารณาจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้ภายใน 15 วัน นับจากวันที่บริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน
เขียนโดย: สาธิต บวรสันติสุทธิ์, นักวางแผนการเงิน CFP
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

