เข้าใจทฤษฎี ‘เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์’ กรอบคิดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ Digital Wallet ที่ World Bank คาดอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

ที่มาที่ไปของ ทฤษฎี ‘เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์’
ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 เมื่อโลกกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้นำเสนอแนวคิดที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจไปตลอดกาล
แนวคิดนี้รู้จักกันในชื่อ "เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์" ได้ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมของเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิกที่เชื่อว่าตลาดจะปรับตัวเองได้โดยอัตโนมัติ
ก่อนหน้าที่แนวคิดของเคนส์จะเกิดขึ้น โลกเศรษฐศาสตร์ถูกครอบงำด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไม่ควรแทรกแซงกลไกตลาด ทฤษฎี "มือที่มองไม่เห็น" ของอดัม สมิธ (Adam Smith) เป็นหลักการสำคัญที่ชี้นำนโยบายเศรษฐกิจของหลายต่อหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 ความเชื่อมั่นในระบบตลาดเสรีได้รับการสั่นคลอนอย่างรุนแรง การว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน
ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนไร้ทางออกนี้ เคนส์ได้นำเสนอมุมมองใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมว่ารัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะถดถอย
แนวคิดหลักของเคนส์คือการให้ความสำคัญกับ "อุปสงค์มวลรวม" ในระบบเศรษฐกิจ เขาเชื่อว่าการเพิ่มอุปสงค์ผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาลและการลดภาษี พยายามกระตุ้นความต้องการซื้อ หรือ Demand จะนำไปสู่การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แนวคิดของเคนส์ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลายประเทศในยุโรปนำทฤษฎีนี้มาใช้ในการฟื้นฟูประเทศ โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างระบบสวัสดิการสังคม ในสหรัฐอเมริกา
นโยบาย "New Deal" ของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) [ชุดโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในช่วงปี 1933-1939 ] ได้ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจอเมริกันจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ไม่ได้ปราศจากข้อโต้แย้ง
นักวิจารณ์มองว่าการแทรกแซงของรัฐบาลอาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ และการพึ่งพารัฐบาลมากเกินไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ประสบกับปัญหาเงินเฟ้อสูงควบคู่ไปกับการว่างงานที่สูง แต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ หรือที่เรียกว่า "ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่มีเงินเฟ้อ" (stagflation)
นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการกำหนดระดับการแทรกแซงที่เหมาะสมของรัฐบาล และความยากในการลดการใช้จ่ายภาครัฐเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ดังที่เห็นได้ในหลายประเทศในปัจจุบัน
แม้จะมีข้อโต้แย้ง แต่อิทธิพลของเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ยังคงปรากฏชัดในโลกปัจจุบัน ในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกได้หันกลับมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ตามแนวคิดของเคนส์ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤต และล่าสุดในช่วงการระบาดของโควิด-19 เราได้เห็นการใช้นโยบายการคลังอย่างกว้างขวางเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาได้
Digital Wallet ในกรอบของ ‘เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์’
นโยบาย ‘เงินดิจิทัล 10,000 บาท’ (หรือที่เราเรียกและเห็นตามสื่อต่างๆ ว่า “Digital Wallet” นั่นแหละครับ) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับประชาชน
(สามารถดูอัปเดตล่าสุดและเงื่อนไขของนโยบายนี้ได้ในลิงก์อ้างอิงครับ)
การ ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนโดยตรง ทำให้นโยบายนี้ตกอยู่ในทฤษฎี ‘เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์’ (Keynesian Economics) ด้วยเช่นเดียวกัน
ความคาดหวังที่ว่าเงินที่ประชาชนได้รับจะถูกใช้ในการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการบริโภคในภาคเอกชน ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นและอาจนำไปสู่การเพิ่มการจ้างงานในภาคธุรกิจต่างๆ
ซึ่งตรงนี้อาจจะเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้จ่ายและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำหรือมีความไม่แน่นอน กลายเป็นผลกระทบทวีคูณ (multiplier effect) ตามทฤษฎีของเคนส์ เมื่อเงินที่แจกถูกนำไปใช้จ่ายต่อๆ กันในระบบเศรษฐกิจ
ข้อดีของนโยบายนี้คือกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว และอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีรายได้น้อย สอดคล้องกับแนวคิดของเคนส์ที่เน้นการลดความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจ (uncertainty หรือ ความไม่แน่นอนเป็นสภาวะที่เราไม่รู้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ในอนาคต เต็มไปด้วยความคลุมเครือ นักลงทุนจึงไม่กล้าลงทุนเพราะตื่นตระหนกไม่ต่างจากคนทั่วไป)
World Bank คาดว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียและความน่ากังวลเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ก็มีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในแง่ของภาระทางการคลังและผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเคนส์เองก็เตือนว่าการใช้จ่ายของรัฐต้องทำอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่านโยบายนี้อาจไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
โครงการ Digital Wallet เป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จะแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้ประชาชน 50 ล้านคน (ใช้งบประมาณ 450,000 ล้านบาท) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจ งบประมาณจะมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567-2568 (ตอนแรกมีข่าวว่าจะกู้ยืมผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่อันนี้ถูกปัดตกไป)
อย่างที่กล่าวไปว่าข้อดีของโครงการนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยคาดว่าจะเพิ่มการเติบโตของ GDP 0.5-1.6% ในช่วง 2 ปี ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ตาม มีข้อเสียที่ต้องพิจารณา เช่น เรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อนโยบายนี้ แรงกดดันด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ
World Bank ประเมินว่าต้นทุนของโครงการจะอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท หรือ 2.7% ของ GDP แต่จะช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.5-1.6% เท่านั้น ความแตกต่างนี้เกิดจากแนวคิดเรื่องตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ซึ่งวัดผลกระทบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ GDP โดยโครงการ Digital Wallet มีตัวคูณทางการคลังที่ค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 0.3-0.6 หมายความว่าทุก 1 บาทที่ใช้ในโครงการจะเพิ่ม GDP เพียง 0.3-0.6 บาทเท่านั้น
เหตุผลที่ตัวคูณทางการคลังของการแจกเงินต่ำกว่ามาตรการอื่นๆ มีหลายประการ เช่น ข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ในการใช้จ่าย การทดแทนการใช้จ่ายที่มีอยู่เดิม ปัญหาในการเข้าถึงร้านค้า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้ประชาชนเลือกออมมากกว่าใช้จ่าย
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับรายการ “The Standard Wealth” เมื่อวัน 25 กรกฎาคม 2024 ถึง 3 สาเหตุที่อาจจะทำให้นโยบาย Digital Wallet ที่อาจจะทำให้ตัวคูณทางการคลังไม่ได้สูงอย่างที่คาดหวังไว้ดังนี้ :
1. คนที่ได้รับเงินไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายตามปกติ ยกตัวอย่างเช่นปกติใช้เงิน 10,000 บาท/เดือน อยู่แล้ว พอได้เงินดิจิทัลวัลเลตมา แล้วเก็บเงินของตัวเองในธนาคาร ไม่เอาออกมาใช้ เงินส่วนนี้ก็ไม่ได้กระตุ้น GDP ของประเทศให้โตขึ้น
2. เงินไหลออกนอกประเทศอาจจะเกิดขึ้นได้ หากไปซื้อสินค้าที่มีส่วนประกอบจากสินค้านำเข้ามากเท่าไร เงินดิจิทัลวัลเลตก็ไหลออกนอกประเทศไปเยอะเท่านั้น ไม่ช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศ
3. ซื้อสินค้าเพื่อกักตุนใช้ในอนาคตเช่น ข้าวสารอาหารแห้ง เก็บไว้ใช้ในอนาคต ก็เหมือนเอาเงินในอนาคตมาใช้ ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายวันนี้ แต่ลดการใช้จ่ายในอนาคต ระยะสั้น GDP อาจจะเพิ่ม แต่แล้วก็ลดลงเพราะใช้ของที่กักตุนเอาไว้จนกว่าจะหมด
โครงการนี้มีความคล้ายคลึงกับโครงการ Korean Economic Impact Payment (KEIP) ของเกาหลีใต้ ที่แจกเงินให้ประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง COVID-19 อย่างไรก็ตาม KEIP ดำเนินการในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทำให้มีตัวคูณทางการคลังสูงกว่าที่ 0.5 เนื่องจากประชาชนมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินที่ได้รับมากกว่าที่จะออมเงิน ในขณะที่โครงการ Digital Wallet ของไทยอาจมีตัวคูณทางการคลังต่ำกว่าเนื่องจากไม่ได้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนอาจมีแนวโน้มที่จะออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย ทำให้ตัวคูณทางการคลังของโครงการนี้อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
World Bank แนะนำว่ารัฐบาลควรพิจารณาทางเลือก วัตถุประสงค์ และข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่า Digital Wallet ไม่สามารถสนับสนุนการเติบโตและความยั่งยืนในระยะยาวได้ ในขณะที่การลงทุนภาครัฐสามารถส่งผลต่อการเติบโตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงต้นทุนเสียโอกาสเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุดแล้ว
อย่างที่เราเห็นข่าวล่าสุด รัฐบาลก็ยังคงตัดสินใจดำเนินนโยบายนี้ต่อไป เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ไม่เพียงแต่เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการปฏิวัติแนวคิดที่ท้าทายวิธีคิดเดิมๆ เกี่ยวกับบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย
แม้ว่าจะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้วิจารณ์ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแนวคิดของเคนส์ได้ช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าของนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลก และยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนก็รวมไปถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ Digital Wallet ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย
ในยุคที่โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ การทำความเข้าใจกับรากฐานและข้อถกเถียงเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์จึงยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
เราก็ได้แต่หวังว่านโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นจะสร้าง ‘พายุหมุนทางเศรษฐกิจ’ เหมือนที่รัฐบาลคาดหวังได้จริงๆ แม้ยังมีความไม่แน่นอนและความท้าทายที่มากมายเต็มไปหมดก็ตาม
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

