สรุป 11 บทเรียนทางการเงินจากหนังสือเศรษฐีชี้ทางรวย – The Richest Man in Babylon ถุงทองคำหนักๆ หรือแผ่นดินเหนียวแกะสลักด้วยถ้อยคำแห่งปัญญา เราจะเลือกอะไร?

สรุป 11 บทเรียนทางการเงินจากหนังสือเศรษฐีชี้ทางรวย – The Richest Man in Babylon ถุงทองคำหนักๆ หรือแผ่นดินเหนียวแกะสลักด้วยถ้อยคำแห่งปัญญา เราจะเลือกอะไร?

ถุงทองคำหนักๆ หรือแผ่นดินเหนียวแกะสลักด้วยถ้อยคำแห่งปัญญา เราจะเลือกอะไร?

???? & ????

คำถามอันปราดเปรื่องนี้มีที่มาจากหนังสือที่ชื่อ "เศรษฐีชี้ทางรวย - The Richest Man in Babylon" ที่เขียน โดย จอร์จ เอส. คลาสัน (George S. Clason)

มีหลายเรื่องราวเหลือเกินที่สอนให้เรารู้ว่า แม้ว่าเงินอาจทำให้เราหลุดพ้นจากปัญหาในระยะสั้น แต่ความรู้เป็นพื้นฐานที่ทำให้เราเติบโตและพัฒนาตนเองในระยะยาว

นี่คือสรุปสาระทางการเงินสำคัญจากหนังสือ The Richest Man in Babylon หนังสือยอดนิยมสุดคลาสสิกตลอดกาลที่มีผู้อ่านทั่วโลก

???? หนังสือเล่มนี้พิเศษยังไง?

หนังสือเล่มนี้ นับเป็นหนึ่งในหนังสือการเงินส่วนบุคคลคลาสสิกที่นำเสนอหลักการการเงินที่เหนือกาลเวลา ผ่านการเล่าเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในบาบิโลนโบราณในสมัยที่ท้องถนนแห่งบาบิโลนเต็มไปด้วยมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะเป็นนิทานสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออม การลงทุน และการจัดการเงินอย่างชาญฉลาด แม้หนังสือเล่มนี้จะเขียนมาเกือบ 100 ปี แต่เนื้อหาการเงินในเล่มนี้ถือว่า ‘เหนือกาลเวลา’ และปรับใช้ได้จริง จนถึงปัจจุบัน

???? 1. เงินคือสื่อกลางอันเรียบง่ายที่มนุษย์ใช้วัดค่าความสำเร็จทางโลก

แม้ว่าสุขภาพและความสัมพันธ์จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจะได้มาซึ่งเวลาและอิสรภาพ เราจำเป็นต้องใช้ ‘เงิน’ การจะทำให้เป้าหมายและความทะเยอทะยานบรรลุผลท่านต้องอาศัยเงินทอง และมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

???? 2. เพื่อจะดึงดูดเงิน เราต้องทำงาน อย่างมีความเชี่ยวชาญและสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นได้

เงินคือรางวัลที่รับจากการสร้างคุณค่า หลักของการทำงานคือคุณต้องมีความเชี่ยวชาญและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้

???? 3. เก็บออมเงินให้ได้อย่างน้อย 1 ใน 10 ของรายได้

ในฉากหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ มหาเศรษฐีได้แนะนำให้ทุกคนเก็บออมเงิน 1 ใน 10 ของรายได้อย่างสม่ำเสมอ แน่นอนว่าเรื่องนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ และอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “รายได้ของเราไม่เท่ากันจะเก็บเงินให้เหมือนกันได้ยังไง”

แน่นอนว่าเรามีรายได้ไม่เท่ากันและมีภาระที่แตกต่างกัน แต่หากท่านลองสังเกตดูสิ่งหนี่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความยากจน “การเก็บเงินคือการสร้างนิสัยมากกว่าการเพิ่มเงิน” การออม ไม่ใช่เรื่องของจำนวนตัวเลขแต่เป็นเรื่องของการสร้างวินัย

“ความมั่งคั่งก็เหมือนต้นไม้ ที่เริ่มจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ เงินก้อนแรกที่คุณเก็บออมได้เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตเป็นต้นไม้แห่งความมั่งคั่งของคุณ”

???? 4. อย่าให้จิตใจเราหลอกให้ใช้เงินเพิ่มขึ้น จงควบคุมค่าใช้จ่ายมิฉะนั้นเราจะถูกควบคุมเสียเอง

การควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางครั้งจิตใจของเราสามารถหลอกลวงให้เรารู้สึกว่าเราต้องใช้เงินมากขึ้น เพื่อให้รู้สึกพอใจหรือเติมเต็มความต้องการชั่วคราว หากเราไม่ระมัดระวังและไม่ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด เราอาจพบว่าตัวเองตกอยู่ในวงจรของการใช้จ่ายเกินความจำเป็น

และควรใช้เงินให้น้อยกว่ารายได้เสมอ ในหนังสือได้ยกตัวอย่าง ชายคนหนึ่งที่ชื่อ Dabasir เขาเริ่มสร้างความมั่งคั่งได้ด้วย การประหยัดและหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

???? 5. ลงทุนกับตัวเองก่อนเสมอ

หนังสือเล่มนี้เน้นถึงความสำคัญของการลงทุนในตัวเอง โดยชี้ให้เห็นว่า ‘ต้นทุนที่แท้จริงคือตัวเราเอง’ การพัฒนาตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย แต่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ เมื่อเราเพิ่มคุณค่าให้กับเวลาของเรา เราจะได้รับผลตอบแทนในรูปของรายได้ที่เพิ่มขึ้น ความรู้ที่เราสะสมจะนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จในชีวิต การลงทุนที่ดีที่สุดจึงคือการพัฒนาตัวเองให้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

???? 6. เราควรล้อมรอบตัวเองด้วยคนที่เราต้องการเป็นให้มากขึ้น

เราเป็นผลผลิตจากสภาพแวดล้อม ดังนั้นการอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความสามารถ ย่อมหมายถึงการที่อยู่ใกล้กับเป้าหมาย คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุดจะมีอิทธิพลต่ออารมณ์ การมองโลกและความคาดหวัง ถ้ารู้สึกทุกข์กับชีวิต ไม่เคารพตัวเอง ไม่กล้าฝัน ลองดูว่าเราใช้เวลาอยู่กับใคร เพราะนั่นคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตัวเรา

???? 7. ต้องมีวิสัยทัศน์ในการใช้เงิน ทำงานให้เรา

อย่าทำงานหนักเพียงเพื่อเงิน แต่ทำงานหนักอย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อให้เงินทำงานแทนคุณ ในช่วงวัยหนุ่มสาว เราต่างเอาเวลาและกำลังแลกกับเงิน แต่วันหนึ่งเราจะแก่ลงและไม่สามารถทำอย่างนั้นได้

ดังนั้นเราจึงควรมองหาวิธีการใช้เงินมาทำงานแทนเรา หนังสือเล่มนี้บอกว่า อย่าทำงานหนักเพื่อเงิน แต่จงทำงานหนักอย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อให้เงินทำงานแทนเราในวันใดวันหนึ่ง

หนึ่งในตัวอย่าง ที่หนังสือเล่มนี้แนะนำให้เรามาจากชายที่อยู่ Bansir ที่ได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและสามารถสร้างรายได้จากค่าเช่า

???? 8. อย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่มีความรู้เด็ดขาด

ถ้าเราไม่เข้าใจทรัพย์สินที่เราลงทุนก็ไม่ต่างอะไรกับการพนัน ก่อนจะลงทุนใด ๆ เราควรศึกษาหาความรู้ก่อน ถ้าหากคุณไม่มีความรู้ในสิ่งที่คุณลงทุน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูมีผลตอบแทนดีขนาดไหนก็ตามแต่ ไม่นานคุณจะสูญเสียเงินนั้นไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจำเป็นมากที่จะต้องหาความรู้ก่อนที่จะไปลงทุนในทรัพย์สินใด ๆ

???? 9. ลงทุนในที่อยู่อาศัยของเรา เพื่อให้เรามีความสุขและมีพลังงานในการคิด

การมีบ้านที่อยู่แล้วสบายใจ ครอบครัวและตัวเราเองจะปลอดภัยและรู้สึกมั่นคง แม้จะไม่ใช่บ้านที่ราคาแพงแต่การได้อาศัยในที่ที่เรามีความสุข เพื่อที่เราจะได้มีความสุขกับที่อยู่อาศัยของตัวเอง เพื่อที่เราจะได้มีพลังงานในการสร้างสรรค์ชีวิตที่ดี หนังสือเล่มนี้ได้เขียนเอาไว้ว่า ไม่มีครอบครัวใดจะมีความสุขได้เต็มที่ หากพวกเขาไม่มีพื้นที่สะอาดสะอ้านให้ลูกๆได้วิ่งเล่นและไม่มีพื้นที่ให้ภรรยาได้ปลูกดอกไม้ ดังนั้นเราต้องลงทุนกับที่อยู่ที่ทำให้เราสบายใจ

???? 10. เลือกที่ปรึกษาอย่างชาญฉลาด

ถ้าเราต้องการเดินเรือเราก็จะไปหานักดาราศาสตร์ เพื่อหาเส้นทางที่ถูกต้อง แต่หากแยากมั่งคั่งเราก็จะไปปรึกษากับผู้ที่มีประสบการณ์ ไม่ใช่คนที่เอาแต่บ่น ด่าโชคชะตาไปวันๆ

โดยเฉพาะเรื่องการเงิน อย่ารับคำแนะนำทางการเงินจากคนที่ยากจนและไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ทุกครั้งที่รับคำแนะนำจากใคร ลองถามตัวเองว่าเราเชื่อคนนี้ได้ไหม และคนนี้มีประสบการณ์มากกว่าเราหรือเปล่า

“จงรับฟังคำแนะนําจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการจัดการทองคําที่ทํากําไร ให้ปัญญาของพวกเขาปกป้องสมบัติของคุณจากการลงทุนที่ไม่ปลอดภัย”

???? 11. หนี้สินคือสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็นทาส

ในหนังสือเล่มนี้คนที่ไม่สามารถจัดการหนี้สินหรือยอมแพ้ต่อปัญหา มักจบลงด้วยการกลายเป็นทาส ถ้าเราเอาแต่ทำงานหนักเพื่อจะใช้หนี้ เราย่อมไม่สามารถไปสู่ความมั่งคั่งได้ ถ้าเราต้องการความมั่งคั่งเราต้องหาวิธี ‘สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่สร้างหนี้เพิ่มขึ้น’ เพราะเมื่อเราใช้ชีวิตแบบเงินเดือนต่อเงินเดือน นั่นหมายความว่าเรากำลังทําให้คนอื่นรวยและถอยห่างความร่ำรวยของตัวเองออกมาเรื่อย ๆ

หากเราเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย และปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่พยายามใช้หนี้ นั่นหมายความว่าเรากำลังตกอยู่ในวงจรของการเป็นทาส มีคำกล่าวในหนังสือว่า “No man can respect himself who does not repay honest debts.” การชำระหนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเคารพต่อตัวเอง

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save