“ภาษีฯ อินฟลูอินเซอร์” เมื่อรายได้มาจากหลายช่องทาง เสียภาษีเงินได้อย่างไรไม่ให้โดนย้อนหลัง

“ภาษีฯ อินฟลูอินเซอร์” เมื่อรายได้มาจากหลายช่องทาง เสียภาษีเงินได้อย่างไรไม่ให้โดนย้อนหลัง

ในยุคดิจิทัล "อินฟลูเอนเซอร์" ถือเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าเพศใด หรือช่วงวัยไหนก็สามารถผันตัวสู่อาชีพนี้ได้ และหลายคนสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลจากช่องทางรีวิวสินค้า โปรโมทแบรนด์ หรือสร้างคอนเทนต์ต่างๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่งความสำเร็จชั่วข้ามคืน อาจทำให้เกิดอาการหลงลืมเรื่องภาษีไปได้

ความจริงแล้วอินฟลูเอนเซอร์ก็มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับอาชีพอื่นทั่วไป ดังนั้น จึงควรวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาการโดนภาษีย้อนหลังในอนาคต

▶ ทำความรู้จักรายได้และเงินได้แต่ละประเภทที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องเสียภาษี

???? 1. เงินได้ประเภท 40 ( 1 )

▪ สำหรับคนที่ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน มียอดเงินเข้าบัญชีทุกเดือนจากการเป็นพนักงานประจำของบริษัท

???? 2. เงินได้ประเภท 40 ( 2 )

▪ รายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า
▪ การรับจ้างโปรโมทสินค้า หรือ โปรโมทแบรนด์ให้กับผู้อื่น
▪ การรับจ้างทำคอนเทนท์ให้กับแบรนด์หรือบริษัทต่างๆ
▪ รายได้จากการทำ Affiliate Marketing
▪ ค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำสินค้า โดยการโปรโมตสินค้าผ่านลิงก์
▪ รายได้จากการออกอีเวนต์ / โชว์ตัว / พรีเซนเตอร์

???? 3. เงินได้ประเภท 40 ( 8 )

▪ รายได้จากการขายสินค้าแบรนด์ของตัวเอง
▪ รายได้จากการรับสินค้าราคาส่งจากร้านอื่นมาขายปลีกในร้านตัวเอง
▪ รายได้จากของขวัญที่ได้รับจากการไลฟ์สด
▪ รายได้จากการรับโดเนทในแพลตฟอร์มต่างๆ
▪ รายได้จากการรับค่าสมาชิก Youtube Subscription
▪ รายได้จากการเปิดรับบริจาคเงินค่าสนับสนุนการทำคอนเทนต์จากผู้ติดตาม
▪ รายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณา : รายได้จาก Google AdSense, Youtube AdSense
▪ รายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้าที่มีการลงทุนทางด้านเครื่องมือเครื่องใช้/มีลูกจ้าง/มีสำนักงาน มีค่าใช้จ่ายมาก
▪ รายได้จากการออกอีเวนต์/โชว์ตัว/พรีเซ็นเตอร์ ที่มีการลงทุนทางด้านเครื่องมือเครื่องใช้/มีลูกจ้าง/มีสำนักงาน มีค่าใช้จ่ายมาก

▶ ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของอินฟลูเอนเซอร์

ลองคำนวณ 2 วิธีดังนี้ แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน จากนั้นให้เสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า

✅ วิธีที่ 1 : คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ

1. เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

2. นำ เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา = ภาษีที่ต้องเสียในวิธีที่ 1

✅ วิธีที่ 2 คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน

1. เงินได้พึงประเมิน x 0.5% = ภาษีที่ต้องเสียในวิธีที่ 2

*วิธีที่ 2 ใช้คำนวณเงินได้ประเภทที่ 2-8 ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป
*กรณีคำนวณตามวิธีที่ 2 แล้วมีภาษีชำระไม่เกิน 5,000 บาทจะได้รับยกเว้นภาษีจากการคำนวณตามวิธีที่ 2 แต่ยังต้องเสียภาษีตามวิธีที่ 1

▶ การบริหารภาษีเงินได้สไตล์อินฟลูเอนเซอร์

สิ่งที่จำเป็นต้องรู้และต้องทำสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นบุคคลธรรมดา

▪ 1. เลขประจำตัวประชาชน = เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย

▪ 2. จัดทำรายงานกระแสเงินสดและเก็บหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับรายได้ - รายจ่ายในการทำธุรกิจให้ดี

▪ 3. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง คือ ภ.ง.ด. 94 และ ภ.ง.ด.90 ณ สรรพากรพื้นที่สาขา หรือยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์ www.rd.go.th

▪ 4. เมื่อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ให้ยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ยอดขายเกินหรือมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด

▶ การยื่นภาษีของอินฟลูเอนเซอร์ยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง

✅ ครั้งที่ 1 : ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94
กำหนดยื่น 1 ก.ค. – 30 ก.ย. ของปีนั้น ๆ
นำเงินได้ที่ไม่ใช่เงินได้ประเภท 40(1) และ (2) เดือน ม.ค. - มิ.ย. ของปีนั้นมาคำนวณภาษี

✅ ครั้งที่ 2 : ภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90)
กำหนดยื่น 1 ม.ค.- 31 ม.ค. ของปีถัดไป
นำเงินได้ทุกประเภท เดือน ม.ค.-ธ.ค. ของปีนั้นมารวมคำนวณภาษี และนำภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.94 มาเครดิตภาษีได้

▶ วิธีวางแผนเตรียมรับมือเรื่องภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์

▪ จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด และจัดทำรายงานกระแสเงินสดรับ-จ่ายสำหรับธุรกิจ
▪ แยกบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวออกจากกัน
▪ เก็บใบเสร็จรับเงิน /ใบกำกับภาษี / หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายได้-รายจ่ายอย่างครบถ้วน
▪ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับค่าลดหย่อนภาษี
▪ ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

การศึกษาข้อมูลเตรียมพร้อมรับมือเรื่องภาษี จะช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง ป้องกันปัญหาที่อาจตามมา และยังช่วยให้ประหยัดภาษีได้อีกด้วย ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของรายได้ ประเภทของภาษี วิธีการเสียภาษี และอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องให้ดี ที่สำคัญอย่าลืมเก็บเอกสารแสดงหลักฐานเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างครบถ้วน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี สัญญาจ้างงาน เป็นต้น และยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้ครบถ้วน ตรงต่อเวลาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ หากกรณีมีประเภทของรายได้หลายช่องทางและมีความซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อขอคำแนะนำและวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับตนเอง

ที่มา https://www.rd.go.th/.../SMEs/infographic/SME_lv1_5.pdf

เขียนโดย: โดย จิรพัชร์ เจริญวงษ์พิบูล ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save