ย้อนเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 54 เศรษฐกิจไทยเสียหาย 1.44 ล้านล้านบาท ทั้งปีขยายตัวได้เพียง 0.1% บทเรียนครั้งนั้นคืออะไร และไทยฟื้นฟูเศรษฐกิจมาได้ยังไง?

ประเทศไทยเคยประสบมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ภัยพิบัติครั้งนั้น ยาวนานถึง 6 เดือน ตั้งแต่ ปลายเดือนกรกฎาคมไปถึง 16 มกราคม ปี 2555 ต้องการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินมากถึง 65 จังหวัด จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ![]()
กรุงเทพมหานครที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของประเทศก็ไม่รอด จังหวัดใกล้เคียงและพื้นที่ปริมณฑล ถูกน้ำท่วมหนักในรอบ 70 ปี ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ระบุว่า น้ำท่วมปี 2554 ทำให้ไทยประสบปัญหาน้ำท่วมขัง 5.59 ล้านไร่ สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล
น้ำท่วมในปีนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ทั้งปริมาณน้ำที่ทะลักเข้ามา และปริมาณเงินตราที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่
- ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 มีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ($45 billion)
- ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สศช. ระบุว่าน้ำท่วมปี 2554 ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 0.1% และในไตรมาสที่ 4 ติดลบหนักสุด เกิดการหดตัวร้อยละ 9.0
- ช่วงที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมปี 54 ภายในเวลา 2 เดือน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงถึง 24.5% และใช้เวลากว่า 5 เดือนถึงฟื้นกลับมาได้
- การใช้จ่ายภาคครัวเรือน หดตัวร้อยละ 3.0 โดยยอดจำหน่ายสินค้าคงทนลดลงมากถึงร้อยละ 21.8 และความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอยู่ที่ระดับ 62.3 เทียบกับ 73.5 ในไตรมาสก่อนน้ำท่วม
- นิคมอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วม 7 แห่ง 838 โรงงาน คิดเป็นสัดส่วน 17% ของการผลิตอุตสาหกรรมทั้งประเทศ
- การผลิตรถยนต์ลดลง 300,000-350,0000 คัน มูลค่าความเสียหาย 240,000 ล้านบาท
- พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนักกว่า 11.20 ล้านไร่ มีทั้งบ่อปลา บ่อกุ้ง บ่อหอย 231,919 ไร่ ฟาร์มปศุสัตว์เสียหาย 13.41 ล้านตัว
- โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย เช่น ถนนเสียหาย 13,961 สาย ส่วนท่อระบายน้ำเสียหาย 777 แห่ง ฝาย 982 แห่ง ทำนบ 142 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 724 แห่ง
- บริษัทประกันขาดทุนจากเคลมประกันความเสียหายมูลค่ามหาศาล
- สนามบินดอนเมืองกลายเป็นสนามบินน้ำ ต้องปิดสนามบินชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 54
- ประชาชนในพื้นที่ฉุกเฉินถูกตัดขาดจากการคมนาคม การติดต่อสื่อสาร บางพื้นที่ขาดแคลนอาหาร ทรัพย์สินเสียหาย มีผู้เสียชีวิต 657 ราย บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลังและเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง
สาเหตุของเหตุการณ์น้ำท่วม ปี 2554
- ในปี 2554 ประเทศไทยหน้าฝนมาไวกว่าปกติเป็นปี ‘ลานีญา’ ที่ปริมาณฝนเยอะ ฝนมาเร็ว และฝนหยุดตกช้า โดยมีปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าปกติ 24% ปี มากที่สุดในรอบ 61 นับจากปี 2494
- จากการค้นคว้าข้อมูล เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เกิดจากการสะสมน้ำในเขื่อน ตั้งแต่ช่วงมิถุนายน พ.ศ.2554 หลังพายุโซนร้อนไห่หม่า และ นกเตน เข้ามาในไทย พายุสองลูกแรกนี้ทำให้น้ำในเขื่อนเต็มไปแล้วกว่า 70-80% เนื่องจากมีการกักเก็บน้ำไว้ในสมัยรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปี 53 น้ำแล้ง)
- ช่วงเดือนสิงหาคม เกิดร่องมรสุมพาดผ่านเกือบตลอดทั้งเดือน ส่งผลให้มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ (ข้อมูลจาก Hydro Informatics Institute) ตามหลักการแล้วช่วงนั้นต้องมีการระบายน้ำจากเขื่อน แต่รัฐบาลใหม่ยังไม่มีอำนาจสั่งการจนกว่าจะแถลงนโยบายในวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ถึงตอนนั้นฝนที่ตกลงมาก็ทำให้น้ำในเขื่อนหลักเต็มหมด
- (ข้อมูลจาก Hydro Informatics Institute) ในเดือนกันยายน - ตุลาคม 2554 ไทยเจอพายุเข้ามาอีก 3 ลูก คือพายุไต้ฝุ่น “เนสาด” ที่ส่งผลกระทบกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและด้านตะวันออกของภาคเหนือ และพายุ “ไห่ถาง” ต่อด้วยพายุไต้ฝุ่น “นาลแก” ทำให้มีฝนมากในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก และเริ่มมีน้ำท่วมในบางที่
- (ข้อมูลจากคมชัดลึก) ในที่สุดน้ำจากเขื่อนก็ระบายไม่ทัน ฝนก็ตกลงมาไม่หยุด ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2554 น้ำก็เอ่อท่วมและไหลลงมาเรื่อยๆ ถึงจังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี บริเวณถนนรังสิต อำเภอธัญบุรี อำเภอคลองหลวงไหล ลงสู่อำเภอลำลูกกา
- 20 ตุลาคม 2554 น้ำเหนือไหลบ่าเข้าครองเปรมประชากร ท่วมถนนรังสิต ปทุมธานี มาถึงเขตหลักสี่ดอนเมืองและประชาชื่น
- 22 ตุลาคม 2554 คันดินกั้นน้ำแยกบางกระบือแตก น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาท่วมถนนสามเสนกรุงเทพฯ
- พอน้ำมาถึงกรุงเทพฯแล้ว ด้วยผังเมืองและภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ ที่เป็นเหมือนรูปกรวย ทำให้น้ำที่ไหลมาจากทุกทิศทางมารวมกันอยู่ในพื้นที่ต่ำ
- การระบายน้ำก็เป็นไปได้ยาก แม้จะมีการกั้นน้ำในบางจุด แต่น้ำก็ยังสามารถไหลไปท่วมในพื้นที่อื่นที่ไม่มีการป้องกันได้
- ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯในขณะนั้นก็มีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมหาศาลที่มาจากหลายทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า “มหาอุทกภัย 54”
บทเรียนครั้งนั้นคืออะไร
1. หน่วยงานต้องมีระบบประสานงานกันอย่างทันท่วงที
ทวิดา กมลเวชช (ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ) และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ออกมาให้สัมภาษณ์สารคดีย้อนรอยเหตุการณ์ “น(า)ทีวิปโยค : 10 ปีมหาอุทกภัย” ว่าในขณะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำงานร่วมกัน
“น้ำฟ้า (น้ำฝนหรือลูกเห็บ) ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งดูแล ถ้าน้ำตรงนั้นกระทบพื้นก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ถ้าน้ำไหลแล้วก็ต้องถามด้วยว่าไหลไปที่ไหน ไหลในแม่น้ำก็หน่วยหนึ่ง วิธีการที่ต่างคนต่างทำ แยกกันทำ ไม่ได้วิเคราะห์ร่วมกัน” - ทวิดา กมลเวชช
“ผังเมืองก็มีกฏหมายตัวหนึ่ง คมนาคมก็กฏหมายอีกตัวหนึ่ง ทำให้การแก้ปัญหาในวันนั้นไม่ synchronize (เป็นจังหวะเดียวกัน)”
- ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
2. หน่วยงานต้องมีการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ
ตอนเกิดเหตุการณ์นี้แรกๆ หลายหน่วยงานยังชะล่าใจ และไม่เคยเตรียมพร้อมกับการเกิดวิกฤตที่ใหญ่ขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ภาคสนามไม่ได้ถูกฝึกฝนและอุปกรณ์ที่จำเป็นชำรุดเสียหาย รวมไปถึงไม่เคยขุดลอกคลอง
หลังเกิดเหตุการณ์ต้องมาจัดงบประมาณใหม่และคิดแผนกันใหม่ (รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำใหม่ที่ใช้งบประมาณถึง 350,000 ล้านบาท แต่ถูกระงับไปในภายหลัง)
การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากมหาอุทกภัย
ในปี 2555 หลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ การชดเชยภัยพิบัติ และการป้องกันตลิ่ง ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
มีการจัดสรรงบประมาณกลางสำหรับเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาความเสียหายจากอุทกภัยรวมกันมากกว่า 120,000 ล้านบาท
- เช่น ชะลอการชำระค่าสาธารณูปโภคจนกว่าสถานประกอบการจะสามารถกลับมาประกอบการได้ตามปกติ
- มอบหมายศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพิจารณาช่วยเหลือการเคลื่อนย้าย เครื่องจักร อุปกรณ์ และสินค้าในคลังสินค้า ออกจากพื้นที่อุทกภัย
- มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการป้องกันมิจฉาชีพที่มาโจรกรรมสินค้า และทรัพย์สินมีค่าภายในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะในนิคม - เขตประกอบการ
- ให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาติดตามการจ่ายสินไหมทดแทน และแก้ไขข้อระหว่างโรงงานกับบริษัทประกันภัย
- สรรหาช่างเทคนิคและช่างฝีมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเข้าซ่อมแซม และฟื้นฟูเครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับ ความเสียหายจากอุทกภัย
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ ทุกประเภทที่นำเข้ามาเพื่อนทดแทน - ซ่อมแซมเครื่องจักรที่เสียหายสำหรับโรงงานทุกประเภทที่ประสบอุทกภัย
- ฟื้นฟูสถานประกอบการที่เป็น SMEs และ OTOP ในพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ
ผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนโยบายรถคันแรก ทำให้ตอนท้าย GDP ของประเทศไทยในปี 2555 เติบโตขึ้นกว่า 7.2%
หุ้นกลุ่มฯ ที่ทำผลตอบแทนได้ดี ตอนเกิดวิกฤติน้ำท่วมปี 54
จากการศึกษาข้อมูลในอดีตช่วงหลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ของ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) พบว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าตลาด (outperform) ดังนี้
- 1. หุ้นกลุ่มการแพทย์ หุ้นในกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากความต้องการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับโรคที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำท่วม เช่น BCH (Bangkok Chain Hospital), BDMS (Bangkok Dusit Medical Services)
- 2. หุ้นกลุ่มสื่อสาร หุ้นในกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต
- 3. หุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีความต้องการสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น เช่น CPALL (CP All), CPAXT (CP Axtra), BJC (Berli Jucker), TU (Thai Union), OSP (Osotspa)
- 4. กลุ่มซ่อมแซมบ้านเรือนและสถานที่ เช่น DOHOME (Do Home), GLOBAL (Siam Global House), TASCO (Tipco Asphalt), SCGD (SCG Decor PCL) และ DRT (กระเบื้องตราเพชร)
ส่วนกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่กว่าตลาด (Underperform) คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี, ยานยนต์, ขนส่ง, สินค้าเกษตร
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

