“สู้จนรวย ไม่ก็ สู้จนตาย” เส้นทางหายนะ ฝ่ากระสุนและวิธีแก้หนี้พันล้านสู่ความมั่งคั่งของ ‘50 Cent’

ปี 2000 ที่นิวยอร์ก ชายคนหนึ่งแต่งเพลงแรป (Rap) แฉเรื่องเจ้าพ่อ เลยถูกยิง 9 นัดใกล้บ้านยายของเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขา ‘ขายยา’ มาตั้งแต่แม่จากไปในวัยเด็ก แต่รอดมาได้และเบนเข็มไปทำงานเพลงและธุรกิจจน Forbes ประกาศว่าเขารวยหลายพันล้าน แต่ปีเดียวกันนั้น เขากลับยื่นขอล้มละลาย (อ้าว)
วันนี้ aomMONEY ขอพาไปดูชีวิตสุดโลดโผนราวกับภาพยนตร์พล็อตเยี่ยม ของแรปเปอร์นามว่า ‘50 Cent’ ที่มักสร้างเรื่อง เฉียดตาย ล้มละลาย และกลับมาร่ำรวยได้ด้วยแผนการเงินที่แยบยล
เส้นทางสายทมิฬ
‘เคอร์ติส แจ็คสัน’ (Curtis Jackson) คือชื่อจริงของแรปเปอร์นามกระฉ่อนโลกอย่าง ‘50 Cent’ เขาเกิดในปี 1975 หลังจากลืมตาดูโลกได้เพียง 8 ปี แม่ก็เสียชีวิต โดยเชื่อว่าถูกฆาตกรรมจากการข้องเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด
ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับยาย และเคอร์ติสในวัย 12 ปี ก็กลายเป็นเด็กส่งยาในละแวกบ้าน “ผมคงไปขอรองเท้า ‘แอร์ จอร์แดน’ (Air Jordan) จากยายของผมไม่ได้” เขาเล่าย้อนวัยเด็ก
ไม่นานเคอร์ติสก็กลายเป็นราชาค้ายาในละแวกนั้น เคยหาเงินได้มากถึงเดือนละ 150,000 ดอลลาร์ (4,900,000 บาท) แต่ก็โดนจับในวัย 19 ปี ซึ่งตอนนั้นเขามีความสามารถในการแรป และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘50 Cent’ หลังออกจากคุก
9 Bullet
ในปี 1996 แรปเปอร์หนุ่มได้มีโอกาสรู้จักกับ ‘Jam Master Jay’ สมาชิกวง ‘Run-DMC Jay’ และมีโอกาสทำอัลบั้มกับ ‘Columbia Records’ แต่ก็ไม่ได้ออกจำหน่ายจากปัญหาหลายอย่าง
กระทั่งปี 2000 เขาโดนกระหน่ำยิงถึง 9 นัดอาการปางตาย ต้องรักษาตัวอยู่นานถึง 13 วัน และต้องกายภาพบำบัดอีก 6 สัปดาห์ถึงจะกลับมาขยับเขยื้อนร่างกายได้
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้เขาพูดและแรปได้ไม่เหมือนเดิมจนถูกให้ออกจากค่ายเพลง โดยสาเหตุการถูกลอบยิงเชื่อว่ามาจากการที่เขาแต่งเพลงแฉพ่อค้ายาในละแวกเดียวกัน
หลังจากอาการเริ่มดีขึ้น 50 Cent ก็ทำเพลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2002 เขาแต่งเพลง ‘Wanksta’ แล้วไปเข้าหูแรปเปอร์นามว่า ‘Eminem’ ทำให้ 50 Cent ได้เข้าไปอยู่ในค่าย ‘Shady Records’ และทำอัลบั้ม ‘Get Rich or Die Tryin' ร่วมกับค่าย ‘Aftermath Entertainment’ ของ ‘Dr. Dre’ และโด่งดังจนทำยอดขายกว่า 9 ล้านชุดทั่วโลก
โดยเอกลักษณ์เพลงของ 50 Cent นั้น จะเกี่ยวกับ อาชญากรรม ยาเสพติด และเซ็กส์ รวมถึงมีเพลงอย่าง "U Not Like Me" ที่เขาแต่งโจมตี ‘P. Diddy’ อยู่ด้วย
Get Rich
หลังจากโด่งดัง 50 Cent ก็ไม่รอช้าที่จะหาโอกาสสร้างรายได้ให้ตัวเอง เริ่มทำธุรกิจอีกหลายอย่างเพื่อต่อยอดความสำเร็จของตัวเอง
เริ่มจากปี 2003 เขาก่อตั้งค่ายเพลงของตัวเองทที่ชื่อว่า ‘G-Unit Records’ ออกอัลบั้ม "Beg for Mercy" กับกลุ่มเพื่อนๆ ทำยอดขายในอเมริกาได้ถึง 2.7 ล้านชุด
นอกจากนั้น ยังร่วมกับ ‘มาร์ค เอคโค’ (Mark Ecko) ก่อตั้ง ‘G-Unit Clothing Company’ แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้ชื่นชอบดนตรีฮิปฮอป
ปี 2004 ‘บริษัท Glacéau’ ว่าจ้างให้ 50 Cent เป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มให้ผลิตภัณฑ์ ‘Vitamin Water’ และโปรโมตเครื่องดื่มรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "Formula 50" แต่แทนที่จะรับเป็นค่าจ้าง เขาเลือกเป็นหุ้นของบริษัท และเมื่อเครื่องดื่มได้รับความนิยมมากจน Glacéau ถูก ‘Coca-Cola’ เข้าซื้อกิจการในปี 2007 ทำให้เขาได้รับส่วนแบ่งกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (3,245 ล้านบาท) หลังหักภาษีจากดีลครั้งนี้
ปี 2009 ได้ร่วมกับ ‘แรนเดล เอ็มเมตต์’ (Randall Emmett) ก่อตั้ง ‘Cheetah Vision’ บริษัทผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ ที่ช่วยปูทางสู่การเป็นนักแสดงและได้กำกับภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ 50 Cent เข้าไปก่อตั้งหรือร่วมลงทุน เช่น
เขาก่อตั้ง SMS Audio เป็นบริษัทผลิตฟัง และอุปกรณ์เสียงคุณภาพสูงสำหรับคนทั่วไปในปี 2011
ร่วมลงทุนกับ ‘FRIGO RevolutionWear’ แบรนด์ชุดชั้นในสุดหรู
บุกตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยการร่วมทุนกับ ‘Effen Vodka’ แบรนด์วอดก้า (Vodka) ระดับพรีเมียมของเนเธอร์แลนด์ในปี 2014
ก่อตั้ง ‘SMS Promotions’ ซึ่งเป็นบริษัทโปรโมตกีฬามวย ในปี 2015 เป็นต้น
ด้วยความโด่งดังและการทำธุรกิจมากมาย ในปี 2015 นิตยสาร ‘Forbes’ ประกาศว่า 50 Cent เป็นศิลปินฮิปฮอปที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 4 ด้วยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 155 ล้านดอลลาร์ ( 5,030 ล้านบาท)
แต่ 2 เดือนให้หลัง Forbes ประกาศว่าเขายื่นฟ้องต่อศาล ขอล้มละลาย?
Chapter 11
กรกฎาคม 2015 แรปเปอร์ชื่อดังยื่นล้มละลายตาม “Chapter 11” ซึ่งเป็นบทบัญญัติในกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้บริษัทหรือบุคคลที่ประสบปัญหาทางการเงินสามารถยื่นขอล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สินของตนเองได้ โดยไม่ต้องปิดกิจการหรือขายทรัพย์สินทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ 50 Cent มีปัญหาการฟ้องร้องหลายคดี ที่ส่งผลให้เขาต้องจ่ายค่าปรับหลายล้านดอลลาร์ เช่น
คดีหูฟังของ ‘Sleek Audio’ (2014)
50 Cent ถูกฟ้องร้องโดยบริษัท ‘Sleek Audio’ เกี่ยวกับการละเมิดสัญญาและการใช้ข้อมูลลับทางการค้าในการพัฒนาหูฟังแบรนด์ SMS Audio ของเขาเอง โดยศาลตัดสินให้ต้องจ่ายค่าเสียหายกว่า 17 ล้านดอลลาร์ (550 ล้านบาท)
คดีเผยแพร่วิดีโอลับ (2015)
ศาลมีคำสั่งให้เขาจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวน 7 ล้านดอลลาร์ (230 ล้านบาท) ให้กับ ‘ลาสโตเนีย ลาวิสตัน’ (Lastonia Leviston) จากการที่ 50 Cent โดนกล่าวหาว่าเผยแพร่วิดีโอเปลือยจนทำให้ชื่อเสียงของเธอเสียหาย
นอกจากการจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาลแล้ว บางธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองของเขากลับไม่สามารถทำกำไร และมีรายงานว่า เขามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงถึง 108,000 ดอลลาร์ (3,500,000 บาท) และต้องดูแลคฤหาสน์ที่ซื้อต่อจาก ‘ไมค์ ไทสัน’ (Mike Tyson) อีกเดือนละประมาณ 67,000 ดอลลาร์ (2,170,000 บาท)
โดยรวมหนี้ทั้งหมดของ 50 Cent คือ 32.5 ล้านดอลลาร์ (1,050 ล้านบาท) ในขณะที่เขามีทรัพย์สินเพียง 24.8 ล้านดอลลาร์ (804 ล้านบาท) เท่านั้น และเพื่อให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ เขาจึงยื่นขอล้มละลายตาม Chapter 11 อย่างที่กล่าวไป
Die Tryin
กุมภาพันธ์ 2017 หรือเกือบ 2 ปีต่อมา 50 Cent ก็พ้นจากภาวะล้มละลาย โดยปัจจัยที่ทำให้เขาใช้หนี้ได้อย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากการยื่นฟ้องล้มละลายตาม Chapter 11 ซึ่งอนุญาตให้ลูกหนี้สามารถเจรจากับเจ้าหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยหลังยื่นล้มละลาย ศาลมีคำสั่งให้เขาจ่ายหนี้ลดลงมาเหลือ 23.4 ล้านดอลลาร์ (760 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 5 ปี
เคอร์ติสทำการชำระเงินครั้งแรกไปแล้ว 7.4 ล้านดอลลาร์ (240 ล้านบาท) และจ่ายเงินเพิ่มอีก 1.3 ล้านดอลลาร์ (42 ล้านบาท) ในเดือนธันวาคมปี 2016 ต่อมาเขาได้เงินจากการฟ้องร้องบริษัทกฎหมายที่ทำให้เขาแพ้คดีหูฟังอีกประมาณ 14.5 ล้านดอลลาร์ (470 ล้านบาท) และนำมาจัดการหนี้ที่เหลือทันที
หลังจากพ้นสภาพล้มละลาย 50 Cent ก็กลับมามีชีวิตที่รุ่งโรจน์อีกครั้ง โดยธุรกิจที่ชุบชีวิตเขาในตอนนั้นคือการเป็นผู้อำนวยการสร้างซีรีส์เรื่อง ‘Power’ ที่ออกฉายตั้งแต่ปี 2014 ที่ได้รับความนิยมจนมีภาคออกมาอีกหลายภาค จนมีข้อตกลงกับ ‘Starz’ และ ‘ABC’ ที่ให้เขาผลิตรายการและซีรีส์ สร้างรายได้ให้เขาอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในการลงทุนที่พลิกชีวิตอีกอย่างของเขาคือ ‘บิตคอยน์’ (Bitcoin) โดย 50 Cent ยอมรับการชำระเงินเป็น Bitcoin ตอนออกอัลบั้ม "Animal Ambition" ตั้งแต่ปี 2014 รวมกว่า 700 BTC คิดเป็น 460,000 ดอลลาร์ (15,000,000 บาท) ในตอนนั้น และเมื่อบิตคอยน์ราคาพุ่งขึ้นมา มีการคาดการณ์ว่า 50 Cent น่าจะมีบิตคอยน์มูลค่ารวมกว่า 8,000,000 ดอลลาร์ (260 ล้านบาท) ในตอนนี้
นอกจากนี้ยังลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติมเรื่อยมา เช่น การเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ‘Le Chemin du Roi’ ที่ผลิตแชมเปญหรู และก่อตั้ง ‘Branson Cognac’ แบรนด์คอนญัค (บรั่นดีที่ผลิตจากไวน์องุ่นในเขต ‘คอนญัค’ (Cognac)ของฝรั่งเศส) ในปี 2018 เป็นต้น ทำให้ปัจจุบัน 50 Cent มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 40 ล้านดอลลาร์ (1,300 ล้านบาท)
บทเรียนแก้หนี้สไตล์ 50 Cent
จากชีวิตของ 50 Cent ที่พลิกฟื้นตัวจากภาวะล้มละลาย มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาหนี้สินและการสร้างโอกาสใหม่ๆ จนสามารถกลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1. การใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการวางแผนแก้ปัญหาหนี้
50 Cent ใช้ Chapter 11 ตามกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สินแทนที่จะต้องขายทรัพย์สินทั้งหมดหรือปิดกิจการ เขาสามารถเจรจากับเจ้าหนี้และเสนอแผนฟื้นฟูที่ช่วยให้จ่ายหนี้ลดลงด้วย นอกจากนี้ เขายังฟ้องร้องบริษัทกฎหมายที่ทำให้เขาแพ้คดีหูฟัง Sleek Audio ซึ่งช่วยให้เขามีเงินมาจ่ายหนี้ได้รวดเร็วขึ้น
2. การสร้างรายได้และเปิดรับโอกาสใหม่อยู่เสมอ
แม้ว่าจะอยู่ในภาวะล้มละลาย แต่ 50 Cent ยังคงสร้างรายได้จากงานบันเทิงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเป็นผู้อำนวยการสร้างซีรีส์ "Power" ที่ประสบความสำเร็จสูงมากจนมีการสร้างภาคต่อ พร้อมกับมีการรับชำระเงินเป็น Bitcoin ตั้งแต่ปี 2014 ทำให้เขามีทรัพย์สินมูลค่าสูงขึ้นเมื่อราคาของเงินดิจิทัลสูงขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการเปิดรับโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ
3. การมองหาโอกาสในการทำธุรกิจและกระจายความเสี่ยง
เขาไม่พึ่งพารายได้จากดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่สร้างรายได้จากหลากหลายแหล่งเพิ่มเติมโดยตลอด เช่น การผลิตซีรีส์ การลงทุนในเครื่องดื่ม ซึ่งช่วยสร้างรายได้จากหลายทิศทาง และเป็นการลดความเสี่ยงด้วย ทำให้เขากลับมามีความมั่นคงทางการเงินหลังจากพ้นจากการล้มละลายได้อย่างรวดเร็ว
50 Cent
จะเห็นได้ว่าชีวิตของเคอร์ติสนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย เกือบตายตั้งแต่เริ่ม ก่อนจะรุ่งสุด แล้วร่วงลงก็ถึงขั้นล้มละลาย แต่สุดท้ายด้วยความที่เป็นคนที่มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ และมีการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในกิจการที่หลากหลาย จึงทำให้เขากลับมาสู่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ได้อย่างที่เห็นนั่นเอง
ทิ้งท้ายด้วยที่มาของชื่อ ‘50 Cent’ ที่เขาเลือกใช้ หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่า เขานำชื่อนี้มาจากอาชญากรชื่อดังยุค 80’s อย่าง ‘Kelvin Martin’ ที่มีฉายาว่า "50 Cent" เพราะชีวิตของทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันอยู่ ตั้งแต่พื้นที่ที่เติบโตขึ้นมาอย่างควีนส์ ไปจนถึงปัญหาเรื่องยาเสพติด และการถูกยิง (มาร์ตินถูกยิงจนเสียชีวิต)
แต่อีกความหมายที่เคอร์ติสเล่าว่าทำไมเขาเลือกชื่อนี้คือการเลือกเส้นทางใหม่ของตัวเอง สร้างความเปลี่ยนแปลง และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
"ผมเป็นเหมือน 50 Cent นั่นเอง ที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอด"
ซึ่งเป็นสะท้อนถึงการเริ่มต้นชีวิตที่ยากลำบากแต่ก็ผงาดขึ้นมาสู่ความมั่งได้
เรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา
=========================
อย่าพลาดโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณให้ดีขึ้น!
เตรียมพบกับ Make Rich Expo มหกรรมการลงทุนแห่งชาติ ที่จะพาคุณก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุนที่ทันสมัยและเข้าใจง่ายกว่าที่เคย! ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดลงทุน หรือผู้ที่มีประสบการณ์ เรามีทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
เข้าร่วมงานฟรี!!
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ ที่ https://bit.ly/4cKxqet
แล้วพบกันวันที่ 2 - 3 November 2024 เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้า Siam Paragon
=========================
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

