เงื่อนไขที่ต้องทราบ! รวม 12 ศัพท์ประกันเข้าใจศัพท์ให้ลึกซึ้ง พร้อมเทคนิคเลือกประกันที่เหมาะกับคุณ

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาทวิตเตอร์ซัดกันนัวเลยฮะ! โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือเรื่องประกันชีวิตและประกันสุขภาพ หลายคนในทวิตเตอร์ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวและของคนใกล้ชิดเกี่ยวกับกระบวนการรักษา การใช้สิทธิ์สวัสดิการ และการใช้ประกัน
เมื่อเห็นข้อมูลเหล่านี้ aomMONEY เลยอยากมาร่วมแชร์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ต้องทราบ รวมถึงการทำความเข้าใจ 12 ศัพท์ประกันที่หลายคนมักจะสับสัน พร้อมเคล็ดลับการเลือกประกันที่ตอบโจทย์คุณมากที่สุดมาฝาก
ทำประกันเพื่ออะไร?
ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนล้วนเผชิญความเสี่ยงมากมาย ตั้งแต่ความเสี่ยงเล็ก ๆ ไปจนถึงความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น น้ำท่วม รถเสีย หรืออุบัติเหตุ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ หากไม่มีประกัน เราจะต้องรับภาระความเสี่ยงทั้งหมดเอง ดังนั้น การทำประกันจึงเป็นวิธีที่มาช่วยถ่ายโอนความเสี่ยง เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น บริษัทประกันจะเข้ามารับความเสี่ยงแทน
ประกันภัยตามหลักสากลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. ประกันภัยบุคคล (Insurance of the person)
2. การประกันภัยทรัพย์สิน (Property Insurance)
3. การประกันภัยเกี่ยวกับความรับผิดตามกฎหมาย (Liability Insurance)
วันนี้เราจะมาพูดถึงประกันภัยบุคคลในหมวดของ “ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ”
ประกันชีวิต vs ประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร?
คุณฟ้า ญาดา กาญจนิศากร เคยอธิบายว่า "ประกันชีวิต" เปรียบเสมือน "ไม้เสียบลูกชิ้น" ส่วน "ประกันสุขภาพ" คือ "ลูกชิ้น" ซึ่งหมายความว่า ประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก ขณะที่ประกันสุขภาพเป็นสัญญาเพิ่มเติม
หากต้องการทำประกันสุขภาพ ต้องเริ่มจากการทำประกันชีวิตก่อน ถึงจะแนบประกันสุขภาพซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมเข้าไปได้ ดังนั้น ถึงเราจะอยากวางแผนประกันสุขภาพอย่างเดียว ก็ต้องเริ่มต้นจากการทำความรู้จักประกันชีวิตก่อนอยู่ดี เพราะประกันชีวิตที่เราเลือก อาจส่งผลต่อเงื่อนไขในการวางแผนประกันสุขภาพในลำดับต่อไป
ประกันสุขภาพที่ไม่ต้องพ่วงประกันชีวิตมีไหม?
คำตอบคือ มี ประกันสุขภาพเดี่ยวที่ไม่ต้องพ่วงประกันชีวิต มักจะเป็นกรมธรรม์ที่ต่ออายุกันปีต่อปี หากมีการเคลมบ่อยในปีนั้น ๆ ปีต่อไป บริษัทประกันอาจขึ้นเบี้ยประกันหรือไม่ต่อสัญญา ข้อดีคือ เบี้ยประกันแบบนี้ถูกกว่า แต่ข้อเสียคือ ไม่มีสัญญาหลักทำให้ความคุ้มครองอาจไม่ต่อเนื่องทุกปี ประกันแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุ้มครองระยะสั้น ไม่เหมาะสำหรับการวางแผนระยะยาว
หากต้องการความคุ้มครองประกันสุขภาพที่ต่อเนื่องยาวนาน ก็ควรเลือกซื้อประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองต่อเนื่องเป็นพื้นฐาน
12 ศัพท์ประกัน ที่เขาพูดกันมีอะไรบ้าง
1. ผู้ป่วยใน (IPD หรือ In-Patient Department)
หมายถึง การรักษาแบบต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน
2. ผู้ป่วยนอก (OPD : Out-Patient Department)
หมายถึง การรักษาแบบผู้ป่วยนอก เช่น เราป่วยแล้ว ไปที่โรงพยาบาล หมอให้เข้ารับการรักษาโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล พบหมอ รับยา กลับบ้าน
3. ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (ECIR)
คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่าย หรือจ่ายและจบสัญญาเลยในกรณีที่เราเจอโรคร้ายแรงตามที่เราทำประกันไว้
4. ประกันอุบัติเหตุ (PA : Personal Accident Insurance)
คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาในกรณีที่เราบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
5. ประกันชดเชยรายได้ (HB : Hospitalization Cash Benefit)
คือ แผนประกันสุขภาพที่จะจ่ายเงินให้เราในกรณีที่เราต้องนอนโรงพยาบาลตามแพทย์สั่ง ไม่ว่าจะด้วยการรักษาโรคหรืออุบัติเหตุ
6. เบี้ยประกันสุขภาพ (Health Insurance Premium)
ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้บริษัทประกันเป็นรายปีหรือรายเดือน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามแผนประกันที่เลือก
7. ทุนประกัน (Sum Assured)
คือ จำนวนเงินที่เราจะได้รับตามเงื่อนไขความคุ้มครอง เช่น ซื้อประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (มะเร็ง) เบี้ยประกันสุขภาพปีละ 2,500 บาท เพื่อรับความคุ้มครอง 500,000 บาท
8. เงินเอาประกัน (Sum insured)
คือจำนวนเงินสูงสุดที่บริษัทประกันต้องจ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ตามกรมธรรม์
9. วันคุ้มครอง (Effective dates)
วันที่เริ่มต้นความคุ้มครองตามสัญญาประกัน สามารถระบุให้เริ่มวันใดก็ได้ตามที่ตกลงกัน เช่น อาจให้เริ่มหลังจากประกันฉบับเก่าหมดอายุ ดังนั้นเราจะนับวันคุ้มครองเป็นวันที่เริ่มได้รับความคุ้มครองจากประกัน ไม่ใช่วันที่ออกเล่มกรมธรรม์
10. ระยะเวลารอคอยประกัน (Waiting Period)
ประกันสุขภาพส่วนใหญ่ไม่ใช่ทำวันนี้แล้วใช้ได้เลย โดยทั่วไปจะต้องมีระยะเวลารอคอยประกันที่ประกันยังไม่คุ้มครองทันทีหลังทำสัญญา มักอยู่ระหว่าง 30-120 วัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน
11. ผู้เอาประกันภัย (Insured) และ ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiary)
ผู้เอาประกันภัย (Insured) หมายถึง “ชื่อผู้เอาประกัน” คือ คนที่ได้รับประโยชน์จากกรณีที่เราเจ็บป่วยตามสัญญา เช่น นาย A ทำประกันสุขภาพอุบัติเหตุ เมื่อเข้าสถานพยาบาลนาย A จะได้รับผลประโยชน์ในด้านค่ารักษาต่าง ๆ ตามที่ระบุในสัญญา
แต่ถ้านาย A เกิดเสียชีวิตขึ้นมา ก็จะมีเงินก้อนหนึ่งตามสัญญามอบให้กับผู้ที่มีชีวิตอยู่ข้างหลังที่เราระบุชื่อไว้ตอนทำประกัน เรียกว่า “ผู้รับผลประโยชน์”
12. เงินปันผลประกันชีวิต (Whole life insurance dividend)
คือ เงินที่เราจะได้รับจากผลประกอบการของการลงทุนที่บริษัทประกันทำ ก็คือเมื่อเราทำประกัน บริษัทประกันก็เขาก็จะเอาเงินของเราไปลงทุน จากนั้นผลกำไรที่ได้จากการลงทุนมาแบ่งให้เรา จะได้มากหรือได้น้อยขึ้นอยู่กับผลกำไรจากการลงทุน หรือตามที่บริษัทประกันระบุไว้ในกรมธรรม์
เงื่อนที่ต้องทราบและวิธีตัดสินใจ ในเลือกซื้อประกันสุขภาพ
1. วิเคราะห์ตัวเองก่อนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง
การเลือกประกันภัยให้เหมาะสมกับตัวเองก็เหมือนกับการ ‘ตัดสูท’ ที่แต่คนก็จะมีสรีระที่ต่างกัน การทำประกันก็เป็นเช่นกัน แต่ละคนจะมีความเสี่ยง ความต้องการและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป การทำประกันจึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำๆ ตามคนอื่นไปได้
สิ่งสำคัญที่สุดเลย คือ เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเรามีความเสี่ยงที่อะไรบ้าง เช่น ความเสี่ยงด้านโรคกรรมพันธ์ ความเสี่ยงจากการใช้ชีวิต ความเสี่ยงจากอาชีพ เป็นต้น เพื่อเราจะได้มาจัดสรรเงินที่เรามีอยู่ว่าควรแบ่งซื้อประกันสุขภาพประเภทไหนบ้าง
2. อย่าทำประกันในวงเงินที่สูงเกินไป
ควรเลือกเบี้ยประกันที่สอดคล้องกับรายได้ หรือเลือกใช้สูตร 10-15% ของรายได้ทั้งปี แต่อย่าทำประกันที่เกินกำลังทรัพย์ ควรเริ่มจากที่จำเป็นก่อน และขยายความคุ้มครองเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น
3. ซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม หากที่ทำงานไม่ได้มีสวัสดิการที่ครบถ้วน
หลังจากที่เราวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้ว เราก็มาดูกันต่อว่าเรามีสิทธิการรักษาพยาบาลอะไรบ้างที่ใช้ได้รับ เช่น ประกันสังคม บัตรทอง หรือใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อเราจะได้ดูต่อว่าสิทธิที่เรามีอยู่ครอบคลุมค่ารักษาอะไรบ้าง ครอบคลุมเท่าไร คิดว่าเพียงพอต่อการรักษาพยาบาลของเราไหม เพราะบางคนมีข้อจำกัน เช่น ต้องเข้ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน หรือไม่สะดวกห้องรวมต้องเป็นห้องพิเศษเท่านั้น ข้อจำกัดพวกนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลย ทำให้เราจะเลือกประกันตามใครไม่ได้
4. ต้องแจ้ง
แถลงข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราให้ตรงตามความเป็นจริง มิฉะนั้นบริษัทประกันอาจถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ
5. อย่าปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุ
โดยปกติแล้วจะมีช่วงผ่อนผันอยู่ 30 วันหลังจากครบอายุในแต่ละปี หากเกินช่วง 30 วันและผู้เอาประกันเสียชีวิต จะไม่ได้รับความคุ้มครองเลย และจะได้คืนเฉพาะส่วนที่ควรได้เมื่อเวนคืนกรมธรรม์เท่านั้น
6. บริษัทประกันจะไม่จ่ายเงินหากผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญา
7. หากหยุดชำระเบี้ย
สามารถเลือกรักษาสิทธิ์ได้ 3 แบบ
- เลือกรับมูลค่าเวนคืนเป็นเงินสดได้และความคุ้มครองสิ้นสุดลง
- เลือก “มูลค่าใช้เงินสำเร็จ” ก็คือขอความคุ้มครองตามระยะเวลากรมธรรม์เดิมต่อไปได้ แต่จำนวนเงินประกันจะลดลง
- เลือก “กรมธรรม์ขยายเวลา” ซึ่งจะกลับกับการเลือกมูลค่าใช้เงินสำเร็จ คือ วงเงินคุ้มครองไว้ให้เท่าเดิม แต่ระยะเวลาจะลดลง
8. ถ้าไม่ชำระเบี้ยตามระยะเวลาผ่อนผัน และกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดเกิดขึ้น
บริษัทจะทำการกู้เงินจากมูลค่าเวนคืน นำมาชำระเบี้ยประกันโดยอัตโนมัติและคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากดอกเบี้ยในกรมธรรม์ โดยกรมธรรม์จะมีผลบังคับจนกว่ามูลค่าเงินสดจะไม่พอจ่ายเบี้ยประกันและดอกเบี้ย
9. เมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบโดยเร็วที่สุดหรือภายใน 14 วัน
โดยหลักเกณฑ์และการพิจารณาการจ่ายสินไหมจะเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
10. เงินเอาประกันควรครอบคลุมภาระที่ต้องใช้เมื่อเกิดเหตุ
สรุป
การเลือกประกันที่เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องของการคุ้มครอง แต่คือการวางแผนชีวิตที่ช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือแม้แต่การวางแผนสำหรับความคุ้มครองเฉพาะทาง ทุกคนควรพิจารณาความต้องการและความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของตัวเอง รวมถึงเงื่อนไขทางการเงินที่สามารถรับไหว
หวังว่าข้อมูลและเทคนิคที่เราได้รวบรวมมาจะช่วยให้ทุกคนมีความมั่นใจในการเลือกประกัน และสามารถปรึกษาตัวแทนประกันได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้น
*ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ผู้ขอเอาประกันควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครอง รวมทั้งข้อยกเว้นไม่คุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันภัย และเงื่อนไขที่มีในกรมธรรม์ ก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง
“ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง” ทำประกันสุขภาพไม่ได้ มีทางเลือกอะไรบ้าง?
โพสต์นี้เลย https://www.facebook.com/share/p/g3GiSWYtNSPLQ2BN/
=========================
อย่าพลาดโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณให้ดีขึ้น!
เตรียมพบกับ Make Rich Expo มหกรรมการลงทุนแห่งชาติ ที่จะพาคุณก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุนที่ทันสมัยและเข้าใจง่ายกว่าที่เคย! ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดลงทุน หรือผู้ที่มีประสบการณ์ เรามีทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
เข้าร่วมงานฟรี!!
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ ที่ https://bit.ly/4cKxqet
แล้วพบกันวันที่ 2 - 3 November 2024 เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้า Siam Paragon
=========================
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

