ในชีวิตคู่บางทีการเงินก็วุ่นวาย : เมื่อ 50/50 อาจจะเป็นไปไม่ได้ จัดการเงินยังไงในความสัมพันธ์

ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคู่ที่ตัดสินใจจดทะเบียนแต่งงานหรือในความสัมพันธ์แบบจริงจังที่ตัดสินใจอยู่อาศัยด้วยกัน เรื่องเงินเป็นประเด็นหนึ่งที่หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดคุยปรึกษากันอยู่เสมอ อาจจะเป็นเรื่องการออมเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่าง กลยุทธ์การลงทุนสำหรับตัวเอง (สำหรับลูก) และแน่นอนประเด็นที่สำคัญสุดๆ อย่างจะบริหารจัดการเงินด้วยกันยังไงดี?
สำหรับคนที่มีคู่คงทราบดีว่าชีวิตบางครั้งก็ยุ่งเหยิงพอประมาณอยู่แล้ว พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยยิ่งเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นต่างฝ่ายต่างเกื้อหนุนกัน แบ่งรับแบ่งสู้ เอาใจลงกันคนละ 50/50 ยังพอได้ (อาจจะเอียงบ้างเล็กน้อยแต่ก็คงไม่มาก) แต่สำหรับเรื่องเงินคงไม่ได้เป็นอย่างนั้นซะทีเดียว
เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญเลยคือความจริงใจ ซื่อสัตย์ และพูดคุยกันอย่างเปิดอกเรื่องรายรับรายจ่าย วางแผนที่เหมาะสำหรับคุณทั้งคู่เพื่อจะหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกันเรื่องเงินซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเหตุผลหนึ่งเลย
ในการศึกษาชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Kansas State University พบว่าการทะเลาะกันเรื่องการเงินคือสัญญาณบ่งบอกที่ดีมากๆ อย่างหนึ่งว่าคู่รักที่แต่งงานกันจะเลิกรากันรึเปล่า เหตุผลเพราะการทะเลาะกันเรื่องนี้มักเต็มไปด้วยอารมณ์ ใช้เวลานานในการพูดคุยและฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับมาเหมือนแต่ก่อน
Experian บริษัทผู้ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลระดับโลกจากประเทศไอร์แลนด์บอกว่าประมาณ 1/5 (19%) ของคู่รักวัย 18-35 ปีนั้นจบความสัมพันธ์ลงเพราะปัญหาเรื่องเงิน บริษัทให้คำปรึกษาด้านกฎหมายอย่าง Jimenez Law Firm รายงานว่า 20-40% ของการหย่าร้างมาจากเรื่องเงิน
ตัวเลขสถิติจากแต่ละแหล่งก็คงแตกต่างกันออกไป แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องเงินคือประเด็นที่ละเอียดอ่อนและการมีปากเสียงกันเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นได้บ่อยมากๆ
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำงานร่วมมือเป็นทีมเดียวกัน มองเป้าหมายเดียวกันก่อน พูดคุยกัน หาทางออกสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
ควรมีบัญชีร่วมหรือบัญชีแยก? ลองทั้งสองแบบเลย
ในครอบครัวที่มีรายได้สองทาง วิธีที่ง่ายที่สุดเลยคือมีบัญชีร่วมอันหนึ่งที่เอาไว้ใช้จ่ายสำหรับรายจ่ายที่ต้องจัดการร่วมกัน และแต่ละคนก็มีบัญชีแยกเป็นของตัวเองอีกอันหนึ่งสำหรับใช้จ่ายของตัวเอง
การวางโครงสร้างไว้แบบนี้จะช่วยให้ทั้งคู่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายกลาง (น้ำ, ไฟ, ค่าเช่าบ้าน, ค่าเทอมลูก ฯลฯ) ในขณะเดียวกันก็มีอิสระในการใช้เงินของตัวเองอยู่
"คู่สมรสที่มีความสุขที่สุดบางคู่ที่ฉันเคยเห็น คือคู่ที่แยกเงินของตัวเองตลอดช่วงการแต่งงาน" เอมิลี แซนเดอร์ส (Emily Sanders) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ United Capital Financial Advisers ในแอตแลนตากล่าว "มันช่วยลดปัญหาเรื่องอำนาจและการควบคุมที่มักเกี่ยวข้องกับการใช้เงินของเรา"
บัญชีร่วมต้องอาศัยความโปร่งใส ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แซนเดอร์สยังแนะนำให้เพิ่มชื่อของทั้งคู่ในสัญญาเช่าอะพาร์ตเมนต์หรือโฉนดบ้าน สิ่งนี้จะเพิ่มความเท่าเทียมในความสัมพันธ์และหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดแบบ "บ้านของเขา" หรือ "อะพาร์ตเมนต์ของเธอ" ตอนนี้มันเป็นของคุณทั้งคู่แล้ว ทั้งความสุขและความรับผิดชอบ
แล้วถ้าฝ่ายหนึ่งหาเงินได้มากกว่าหล่ะ?
เป็นเรื่องปกติที่คู่สมรสจะมีรายได้ไม่เท่ากัน และรายได้นี้อาจแตกต่างกันมากน้อยต่างกันไป การแบ่งค่าใช้จ่ายแบบ 50/50 จึงอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะความยุติธรรมไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเท่าเทียมเสมอไป
วิธีหนึ่งที่อาจจะลองเอาไปปรับใช้คือ ‘การแบ่งค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนรายได้’
ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องจ่ายร่วมกัน เช่น:
* ค่าที่อยู่อาศัย
* ค่าภาษี
* ค่าประกัน
* ค่าสาธารณูปโภค
จากนั้นคำนวณสัดส่วนตามรายได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 60,000 บาท และคู่ของคุณมีรายได้ 40,000 บาท คุณควรรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 60% และคู่ของคุณ 40% ถ้าค่าเช่าบ้านเดือนละ 10,000 บาท คุณจะจ่าย 6,000 บาท และคู่ของคุณจ่าย 4,000 บาท
วิธีที่สะดวกที่สุดคือการตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีส่วนตัวของแต่ละคนเข้าบัญชีร่วม ตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ และควรตรวจสอบรายการเดินบัญชีและค่าใช้จ่ายทุกเดือน เนื่องจากค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ค่า Netflix, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่ารายเดือน iCloud ที่อาจปรับขึ้น หรือค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นแต่ละคนควรมีเงินสำรองในบัญชีส่วนตัวไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกินคาดการณ์ตรงนี้ด้วย
ใครจ่ายค่าอะไรบ้าง?
ที่จริงแล้วเรื่องนี้เริ่มจากการแยกแยะระหว่างค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน และภาระหนี้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ต้องแบ่งกันจ่ายอย่างชัดเจน ได้แก่ ค่าผ่อนบ้าน ค่าไฟ และค่าแก๊ส แต่สำหรับหนี้ส่วนตัวอื่นๆ เช่น:
- หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
- ค่าผ่อนรถที่ซื้อก่อนแต่งงาน
- ยอดค้างชำระบัตรเครดิต
- ฯลฯ
ทีนี้ก็ลองมาดูว่าจะจัดการยังไงกันบ้าง
1. ช่วยผ่อนหนี้โดยตรง - หากคู่ของคุณมีภาระหนี้จำนวนมาก คุณอาจเสนอที่จะช่วยจ่ายบางส่วน
2. การปรับสัดส่วนค่าใช้จ่าย - อาจรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อให้คู่ของคุณมีเงินเหลือไปจัดการกับหนี้สินของตนเอง
3. การแบ่งประเภทค่าใช้จ่าย - หากคู่ของคุณต้องการจัดการหนี้ด้วยตนเอง คุณอาจรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกินข้าวนอกบ้านหรือกิจกรรมนันทนาการต่างๆ แทน
สิ่งสำคัญคือการพูดคุยและตกลงกันอย่างเปิดเผย เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับทั้งคู่ในการจัดการภาระทางการเงินร่วมกัน
เงินเพื่ออนาคต/ลงทุน/ความรับผิดชอบ
แม้แต่ละคนอาจมีเป้าหมายและความสนใจที่แตกต่างกัน แต่ควรมีเป้าหมายการออมบางอย่างที่วางแผนร่วมกัน ทั้งเป้าหมายระยะสั้น เช่น การวางแผนท่องเที่ยวในปีหน้า และเป้าหมายระยะยาว เช่น การซื้อบ้าน การที่ทั้งคู่รับรู้และเห็นพ้องกับแผนเหล่านี้จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
ความแตกต่างในรูปแบบการลงทุนเป็นเรื่องปกติ คนหนึ่งอาจชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ในขณะที่อีกคนอาจพอใจกับบัญชีเงินฝากที่มีความเสี่ยงต่ำ การปรึกษาที่ปรึกษาด้านการลงทุนอาจช่วยให้หาจุดลงตัวได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญคือทั้งคู่ควร:
- ทราบว่าเงินถูกนำไปลงทุนที่ไหนบ้าง
- ติดตามผลการลงทุน
- มีแผนการเกษียณร่วมกัน
สุดท้ายการจัดการการเงินไม่ใช่แค่การแบ่งค่าใช้จ่าย แต่รวมถึงการแบ่งหน้าที่ในการดูแลการเงินอย่างเท่าเทียมด้วย แม้โดยทั่วไปมักมีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการหลัก แต่ทั้งคู่ควรมีการนั่งคุยกันเรื่องการเงินอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายไตรมาส เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่รับรู้สถานะทางการเงินอย่างชัดเจน
ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอยู่แล้ว อย่าให้การเงินมาทำให้มันซับซ้อนมากขึ้นไปอีก จัดการเรื่องการเงินให้อยู่หมัดตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่กลับมาแว้งกัดความสัมพันธ์ของเราทีหลังได้
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

