อยากออมเงินมากขึ้น แต่ยังหาเงินเพิ่มขึ้นไม่ได้ ลองดู 4 วิธีประหยัดเงินโดยไม่ใจร้ายกับตัวเองมากจนเกินไป

วิธีเพิ่มเงินในบัญชีมีอยู่ 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
1. หาเงินให้มากขึ้น
2. ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้
ทางแรกฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายนัก ทำงานหนักขึ้น พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น หรือหางานใหม่ที่ได้เงินเยอะขึ้น ลงทุน ทำธุรกิจอะไรก็ตาม ซึ่งบางทีปัจจัยหรือผลลัพธ์อาจจะไม่ได้ออกมาเป็นอย่างที่หวัง หรืออาจจะเหนือการควบคุมของคุณซะด้วยซ้ำ
ทางที่สองฟังดูยาก แต่ที่จริงทำได้ง่ายกว่าข้อแรกเพราะเงินที่คุณมีจะใช้ยังไง ก็ขึ้นอยู่ในการตัดสินใจและควบคุมของคุณ (เป็นส่วนใหญ่) แต่หลายคนก็ทำไม่ได้
การออมเงินและการลงทุนก็เหมือนการดูแลสุขภาพครับ ตึงมากไป ประหยัดทุกบาทเข้าขั้นขี้เหนียวและทำให้ต้องเองรู้สึก ‘อดอยาก’ หรือ ‘ลำบาก’ พอวันหนึ่งทนไม่ได้ขึ้นมา สุดท้ายพอทนไม่ไหว สติขาด ทีนี้จ่ายหนักกว่าเดิมอีก อันตรายเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำในการใช้เงินให้น้อยลงไม่ใช่ตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความสุขออกทั้งหมด แต่เป็นการหาวิธีที่เราจะออมมากขึ้น จ่ายน้อยลง โดยไม่ต้องใจร้ายกับตัวเองมากเกินไปซะมากกว่า
ทำยังไงได้บ้าง? เดี๋ยวมาลองแชร์เผื่อเป็นไอเดียกันครับ
1. ทำให้การทานอาหารที่บ้านเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
สำหรับคนที่มีเงินการไปทานข้าวนอกบ้านบ่อยๆ อาจจะถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่มีฐานะปานกลางทั่วไป การไปทานข้าวนอกบ้านบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากในแต่ละเดือน (ยิ่งถ้าไม่มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายยิ่งควบคุมได้ยากมากๆ) ทำบ่อยๆ จะกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปด้วย
การกินข้าวนอกบ้านไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ ทำได้ตามความเหมาะสมและกำลังทรัพย์ แต่เรื่องนี้ต้องระวังเพราะก็มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต (The Pennsylvania State University) ที่พบว่าคนที่ไปทานข้าวข้างนอกบ่อยๆ มักเผชิญปัญหากับการควบคุมการใช้จ่ายเงินค่าอาหารรายเดือน เพราะจำนวนเงินที่ใช้ในแต่ละอาทิตย์จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว
“สิ่งที่เราเห็นเป็นประจำตลอดการศึกษาชิ้นนี้ก็คือคนที่เข้าร่วมการทดลองรายงานงบที่ใช้สำหรับทานข้าวนอกบ้านในครั้งที่สองมักสูงกว่าครั้งแรกอยู่เสมอ สิ่งนี้บอกกับเราว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองจะจ่ายน้อยลง แต่พอเวลาผ่านไปพวกเขากลับจ่ายเพิ่มขึ้นและพยายามหาเหตุผลมารองรับการใช้เงินที่มากขึ้นตรงนี้ด้วย”
การหาเหตุผลมารองรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้แหละที่ในระยะยาวจะทำให้สถานะการเงินมีปัญหา เพราะเมื่อกลายเป็นนิสัย ไม่ว่าใช้จ่ายกับอะไร ตอนนี้ก็หาเหตุผลมารองรับได้เสมอ
สิ่งที่ทำได้คือการวางแผนล่วงหน้าเรื่องการทำอาหารที่บ้าน ถ้าไม่เคยทำมาก่อนก็ลองเมนูที่ตัวเองชอบ เปิดดูทางยูทูบว่าทำยังไง จดวัตถุดิบที่ต้องไปซื้อ ทำแล้วเก็บไว้ทานมื้อต่อๆ ไปก็ได้ อย่าลืมชวนคนในบ้านมาช่วยกันทำด้วยก็ได้
เริ่มเล็กๆ อาจจะสองสามวันต่ออาทิตย์ แล้วค่อยๆ ขยับให้มากขึ้น วางแผนเมนูที่อยากลองทำไว้ล่วงหน้าก่อนจะไปซื้อของ ทานนอกบ้านให้น้อยลง อาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้ง แทนที่จะทานนอกบ้านทุกวัน แบบนี้ก็จะช่วยประหยัดเงินได้ไม่น้อยเลยครับ
2. หากิจกรรมที่ทำให้มีความสุขโดยไม่เสียเงิน (หรือเสียเงินน้อย)
สาเหตุที่ทำให้เรามีความสุขเวลากดสั่งซื้อของออนไลน์เพราะสมองหลั่งสารโดพามีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจ มักถูกเรียกว่าสาร "รู้สึกดี" ทำให้มีความสุขและยกระดับอารมณ์ได้
แค่เราเห็นหรือคิดถึงของที่เราอยากจะซื้อโดพามีนก็เริ่มทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เวลาเราเบื่อๆ รู้สึกแย่ เครียด กังวล แล้วจะตกเป็นเหยื่อของการซื้อของด้วยอารมณ์อยู่บ่อยๆ
ทำบ่อยๆ เข้ากลายเป็นเสพติดการชอปปิงไปโดยไม่รู้ตัวได้เลย รู้สึกแย่เมื่อไหร่ หยิบมือถือขึ้นมากดซื้อของทันที แบบนี้อันตรายมากๆ ครับ
แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี? สิ่งที่เราทำได้คือการทำกิจกรรมที่สร้างโดพามีนแบบไม่เสียเงิน (หรือเสียเงินน้อย) แทนครับ
โดพามีนมาจากการออกกำลังกาย ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอนหลับให้เพียงพอและงานอดิเรก (ยกเว้นชอปปิงเป็นงานอดิเรกไม่ได้นะครับ) ลองไปเดินออกกำลังกายที่ยิม วิ่งในหมู่บ้าน วาดภาพ อ่านหนังสือ ทำอาหาร ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะกับเพื่อนหรือครอบครัว ไปเล่นเกมบ้านเพื่อน ฯลฯ
อย่างงานอดิเรกของผมที่ชอบมากๆ คืออ่านหนังสือ เวลาอยากกระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีนก็เดินไปที่ชั้นหนังสือในบ้าน เลือกหยิบมาสักเล่มหนึ่ง แล้วไปหามุมเงียบๆ ในบ้านอ่านสัก 30-40 นาที แค่นี้ก็โอเคแล้ว หรือวันไหนที่รู้ว่างานจะหนักหน่อย จะรีบตื่นแต่เช้ามาวิ่งก่อนสัก 30 นาที จะทำให้พร้อมรับมือกับปัญหาในวันนั้นได้ดียิ่งขึ้น
แน่นอนครับอย่าลืมนอนหลับให้เพียงพอด้วย งดเล่นหน้าจอสัก 30 นาทีก่อนนอน เปลี่ยนไปลองจดบันทึกหรืออ่านหนังสือแทนจะช่วยให้หลับสบายขึ้นด้วยครับ
ถ้าเข้าใจตรงนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อกระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีนอยู่ตลอด ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีต่อเงินกระเป๋าเราด้วยเช่นกันครับ
3. รู้ทันเทคนิคการขายของธุรกิจ
เวลาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ เรามักเห็นสินค้าชิ้นเล็กๆ ที่วางไว้บริเวณเคาน์เตอร์คิดเงิน เพื่อให้เราหยิบง่ายแล้วจ่ายเงินเลย มันคือกลยุทธ์อันชาญฉลาด เพราะส่วนใหญ่คนมักจะรู้สึกว่ามันเป็นของเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่บาท ก็หยิบซื้อได้ง่าย
“อัปไซต์ไหมครับ?” “ถ้าซื้อครบ xxx บาท เดี๋ยวทางเรามีของแถมพิเศษให้ด้วย” “ตอนนี้ทางเรามีโปรโมชันซื้อ 3 แถม 1 รับเพิ่มไหมครับ?” ฯลฯ
ทุกคนเคยเจอเทคนิคการขายอะไรพวกนี้กันมาเยอะแล้ว สิ่งที่ต้องทำคืออย่าตกเป็นเหยื่อการตลาดแบบนี้เพียงเพราะคิดว่า “มันคุ้มกว่า” หรือ “เพิ่มอีกหน่อยเดียวเอง” เพราะเงินที่จ่ายเพิ่มไปนั้นรวมๆ กันแล้วบางครั้งก็ไม่ได้น้อยเลย
เพราะฉะนั้นท่องเอาไว้เสมอว่าถ้าถูกร้านใช้เทคนิคการขายแบบ ‘upsell’ ชวนให้ซื้อหรือเสียเงินเพิ่มแล้วเราไม่ได้วางแผนว่าจะซื้อหรือจ่ายเพิ่มตรงนั้นมาก่อนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใช้เงินเท่าที่เราวางแผนเอาไว้จะดีกว่า
นอกจากจะประหยัดเงินได้มากขึ้นแล้วยังเป็นการสร้างนิสัยการใช้เงินสำหรับสิ่งที่เราวางแผนเอาไว้ก่อนแล้วด้วย ซึ่งเป็นนิสัยที่จะช่วยให้เราไม่ใช้จ่ายเกินตัวในอนาคต
4. มองโลกตามความเป็นจริงและอย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
ไม่แปลกครับที่จะอยากร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีมีเงินร้อยล้านพันล้านในบัญชี
คุณอาจจะทำได้ในอนาคต แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่ถึงตรงนั้น
บางคนอาจจะบอกว่าจะทำงานหนัก หาเงินให้มากที่สุด ประหยัดเงินทุกบาทเพื่อจะเกษียณก่อนวัย 30 ปี เพื่อจะได้ใช้ชีวิตเป็นอิสระ อาจจะมีคนทำได้ แต่เรื่องจริงคือไม่ใช่ทุกคนจะทำได้
ในเรื่องการเงินสิ่งที่สำคัญมากพอๆ กับเรื่องความรู้การเก็บออม ลงทุน หรือสร้างสินทรัพย์ คือการมองโลกตามความเป็นจริงว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงไหนแล้วกำลังจะไปที่ไหน
การบอกว่าภายในสองปีห้าปีจะเป็นมหาเศรษฐี พูดได้ครับ แต่โอกาสเกิดได้ยาก
ความสำเร็จไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความพยายามแล้ว บางทีก็มีโชคและความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บางทีเราเริ่มลงในตลาดขาลง หุ้นแดงเถือกอยู่หลายปีก่อนจะค่อยๆ กลับมาดีขึ้น บางคนมีไอเดียธุรกิจที่ยอดเยี่ยมแต่ดันตัดสินใจพลาดไปเจอพาร์ตเนอร์ห่วยแตก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บางครั้งก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเช่นกัน
ลองถามตัวเองครับว่า ‘ตอนนี้เราหาเงินได้เท่าไหร่? เป้าหมายในชีวิตของเราต่อจากนี้คืออะไร? วิถีชีวิตแบบไหนที่รายได้ตอนนี้มอบให้กับเราได้?”
ความฝันเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้เราพัฒนาและมีเป้าหมายในชีวิต แต่ความเพ้อฝันว่าจะต้องมีชีวิตอย่างที่ต้องการในตอนนี้ที่ยังเป็นไปไม่ได้นั้นรังแต่ฉุดให้เรารู้สึกแย่ลงไปซะมากกว่า เราต้องเข้าใจและมองโลกตามความเป็นจริงจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การวิ่งไล่ตามเทรนด์หรือเปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีมากกว่านั้นไม่มีวันจบสิ้น เหมือนอย่างที่ มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่าการเพดานการเปรียบเทียบทางสังคมนั้นสูงมากจนไม่มีใครเคยทำได้ เป็นสงครามที่ไม่มีวันชนะเลย
วิธีเดียวที่จะชนะได้ก็คือการไม่ลงไปแข่งตั้งแต่แรก ยอมรับว่า ‘คุณอาจมีพอแล้ว แม้ว่ามันอาจจะมีน้อยกว่าคนอื่นๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวคุณก็ตาม”
ถ้าเราแยกออกว่าสิ่งที่เราจำเป็นคืออะไร สิ่งที่เราอยากได้คืออะไร และความพอของเราคือตรงไหน เราก็สามารถตั้งธงเป้าหมายการเงิน สร้างกลยุทธ์แบบมองโลกตามความเป็นจริงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้เช่นเดียวกัน
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

