เติมเต็มชีวิต ไม่ใช่แค่เติมเงินในบัญชีบทเรียนจาก แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ พระเอกหนังที่ปฏิเสธเงิน 500 ล้านบาท

แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ (Matthew McConaughey) มีชื่อจริงว่า Matthew David McConaughey เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1969 ที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่เมืองออสติน เริ่มแสดงหนังเรื่องแรกในภาพยนตร์เรื่อง Dazed and Confused (1993)
ต่อมาแม็คคอนาเฮย์ เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดฮอลลีวูดมากขึ้นจากการที่ได้แสดงในภาพยนตร์โรแมนติก - คอมเมดี้ที่ประสบความสำเร็จหลายเรื่อง ทั้ง The Wedding Planner (2001) ที่ได้แสดงคู่กับ เจนนิเฟอต์ โลเปซ และ How to Lose a Guy in 10 Days (2003) แสดงคู่กับ เคท ฮัดสัน และ Two for the Money (2005) ที่เขาแสดงร่วมกับ อัล ปาชิโน
นอกจากจะโด่งดังจากการแสดงหนังแล้ว เขายังได้รับเลือกให้เป็น “Sexiest Man Alive” โดยนิตยสาร People ในปี 2005 อีกด้วย
พระเอกหนังที่รับทุกโอกาส สู่พระเอกที่ปฎิเสธหนังค่าตัวร้อยล้าน
ในช่วงปี 2000 ต้นๆ เราจะได้เห็นแม็คคอนาเฮย์ในบทบาทพระเอกหนังโรแมนติกคอมเมดี้หลายเรื่อง เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ไว้ว่า การรับเล่นหนังแนวนี้เป็นหนึ่งใน “กลยุทธ์ชีวิต” เพื่อสร้างเส้นทางสู่การเป็นนักแสดงแถวหน้าด้วยเหตุผลที่ว่าหนังแนวนี้สร้างรายได้มากพอที่จะสะสมความมั่งคั่ง และในอนาคตถ้าเขาอยากรับบทอะไรเขาก็จะสามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าตัว
ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จในสายอาชีพก็นำมาซึ่งโอกาสอีกมากมาย เขาเริ่มทำธุรกิจบันเทิงของตัวเอง ทั้งค่ายเพลง ค่ายหนัง งานการกุศล งานนักแสดง และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สุดท้ายพออยากจะทำไปซะทุกอย่าง เขาพบว่าชีวิตและงานทุกด้านที่ออกมาเขาทำได้แค่พอผ่านไปได้ เพียงเท่านั้น
แม็คคอนาเฮย์ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้บนพอดแคสต์กับ ไรอัน ฮอลิเดย์ (Ryan Holiday) นักเขียนชื่อดัง ว่า ทุกเช้าในปี 2008 เขารู้สึกเหมือนตัวเองต้องตื่นขึ้นมาจัดการกับกองไฟ 8 กองบนโต๊ะทำงานทุกเช้า
“ทุกเช้าบนโต๊ะเปรียบเหมือนมีกองไฟ 8 กองอยู่ตลอดเวลา” แม้กองไฟที่ว่าไม่ใช่กองไฟจริงๆ แต่เป็นกองไฟที่เปรียบเปรยถึงงานต่างๆ ที่เขาต้องจัดการดูแลทุกวัน
และนั่นก็ทำให้เขาย้อนถามตัวเองว่า… ทำไมเขาถึงไม่อยากแม้แต่จะรับสายจากออฟฟิศของตัวเอง?
คำถามนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แม็คคอนาเฮย์ตัดสินใจลดภาระในชีวิต และเลือกเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น เขาตัดสินใจปิดธุรกิจค่ายเพลง ค่ายหนัง และโปรเจกต์อื่นๆ ที่เคยหว่านไว้เพียงเพื่อความสำเร็จทางชื่อเสียงและเงินทอง
และตัดสินใจเลือกโฟกัสเพียง 3 สิ่ง นั่นคือ ครอบครัว งานการกุศล และการแสดง
แม็คคอนาเฮย์ ยอมรับว่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างล้นมือมากจนเกินไปประหนึ่งเหมือนเรียนหลายวิชาพร้อมกันในโรงเรียน “พอตัด 5 วิชาออก แล้วกลับมาโฟกัสแค่ 3 วิชา ผมถึงเริ่มได้เกรด A บ้าง”
หลังจากที่รับทุกโอกาสที่เข้ามาและเริ่มตัดมันออก วันนั้นก็มาถึง วันที่เขาต้องเลือกระหว่างหนังสองเรื่องอย่าง “Magnum, P.I.” (นำกลับมาทำซ้ำ) ที่เสนอค่าตัวถึง 15 ล้านเหรียญ (525 ล้านบาท) กับบทบาทของคาวบอยในเรื่อง “Dallas Buyers Club” ที่ได้เงินเพียง 200,000 เหรียญ (7 ล้านบาท)
เขาปฏิเสธบทร้อยล้าน เพื่อไปเล่นบทตัวละครรายได้หลักล้านที่เขาสนใจมากกว่าแบบแทบจะไม่ต้องคิดมาก และบทบาทที่เขาเลือกเองก็ทำให้เขาคว้าตำแหน่งนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำในปี 2014 ได้ในที่สุด ![]()
ความสำเร็จสามารถนำไปสู่การทำเงินได้มาก แต่เขากลับบอกว่าทั้งสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน
ปัจจุบัน แม็คคอนาเฮย์ ในวัย 55 ปี ได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจในพอดแคสต์ Modern Wisdom เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง ‘เงินและความสำเร็จ’ เขามองว่าความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไปมักวัดกันที่เงินและชื่อเสียง โดยคนที่มีมากกว่ามักจะถูกมองว่าเป็นผู้ชนะ อย่างไรก็ตาม สำหรับเขาแล้ว “กำไร” ที่แท้จริง คือสิ่งที่มอบคุณค่ากลับมาสู่ชีวิต มากกว่าเพียงตัวเลขในบัญชีธนาคาร
“ผมรักเงินนะ เห็นด้วยเต็มที่ แต่ผมก็ได้เห็นคนจำนวนมากที่ไล่ตามหาเงินเพื่อเติมเต็มความสำเร็จและตัวตน แต่กลับไม่ได้กำไรอะไรเลยในชีวิตจริง” เขากล่าวเสริมว่า คนเหล่านั้นมักใช้ชีวิตด้วยความสับสน ไม่มีความสัมพันธ์หรือเป้าหมายชัดเจน
“พวกเขาสับสน หลงทาง ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มีจุดมุ่งหมาย เพียงแค่ไล่ตามเงิน พวกเขาเก่งในเรื่องนี้นะ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเก่งอะไร เพียงแค่เป็นนักต่อรองที่ดีและตัดสินใจถูกต้อง”
สรุป เรื่องราวของแม็คคอนาเฮย์สอนให้เราเข้าใจว่า ชีวิตไม่ได้มีเป้าหมายแค่การหาเงินอย่างเดียว แต่คือการหาเงินเพื่อไปให้ถึงจุดที่มั่นคงพอ แล้วเริ่มมองหาสิ่งที่เติมเต็มชีวิตอย่างแท้จริงจากภายใน เขาเลือกที่จะปล่อยวางสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ แม้จะให้รายได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการเลิกแสดงหนังโรแมนติกคอมเมดี้ การปิดบริษัทบันเทิง หรือแม้แต่การปฏิเสธข้อเสนอมูลค่ามหาศาล ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าความสุขที่แท้จริง ไม่ได้มาจากเงินที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่มาจากการใช้ชีวิตในแบบที่ตอบโจทย์หัวใจตัวเองมากที่สุด
“ผมสนุกกับงานพวกนั้น รายได้ก็ดี แต่ไม่แน่ใจว่าผมอยากทำอีกหรือเปล่า ผมตัดสินใจหยุดรอ และต้องอดทน มีข้อเสนอพร้อมเช็คเงินก้อนโตเข้ามา แต่ผมปฏิเสธไป เพราะอยากหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นจริง ๆ” เขากล่าวถึงการเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของเขามากกว่าแค่เงิน
และเมื่อมีคนถามเขาเกี่ยวกับเรื่องเงิน เขาก็ตอบได้อย่างมั่นใจว่าเขาไม่เสียใจเลยที่ไม่มีเงินมากกว่านี้ในธนาคาร
“ถ้าถามผมว่า ผมจะมีความสุขน้อยลงไหมถ้ามีเงินเพียง 1/50 ของที่ผมมีตอนนี้? ผมตอบได้เลยว่า ไม่มีทางที่จะมีความสุขน้อยลง เพราะเงินไม่ใช่คำตอบของคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไป”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

