เพราะ “ตัวเรา” คือ “สินทรัพย์” ที่มีค่ามากที่สุด การลงทุนเพื่อสุขภาพ 3 เรื่อง รู้ไว้! ก่อนที่จะทำงานเพื่อหาเงินจ่ายค่าหมอ

โจทย์รอบนี้ผมชวนทุกคนคิดและหาคำตอบไปด้วยกันนะครับ คราวก่อนเคยชวนคุยเรื่องสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคง” จากกรณีที่ชอบมีคนไปตั้งกระทู้ในพันทิปดอทคอม ว่า ”ถ้าอายุเท่านี้ มีเงินเก็บเท่านี้ มากพอไหมครับ/คะ”
เวลาพูดถึงความมั่นคงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ “ตัวเราเอง”นี่ล่ะครับ อันนี้ไม่ได้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน แต่ใครจะดูแลเราได้ดีกว่าตัวเราเอง
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ทำงานหาเงินแทบตาย สุดท้ายเอาไปให้หมอหมด” เหมือนว่าการที่เราทำงานหักโหมโดยไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ แล้วพอล้มป่วยหนักๆที เงินที่เก็บมาหายหมด
ผมมีเพื่อนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ระดับค่าตัวหกหลัก ที่วันหนึ่งล้มป่วยพราะเส้นเลือดในสมองแตก ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป และเซลส์ยาที่ขับรถต่างจังหวัดทำยอดแบบอดหลับอดนอน แต่สุดท้ายขับรถชนต้นไม้จนต้องพิการมาแล้ว
ดังนั้น สภาพร่างกายและสังขารนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เมื่อเราเรียนจบทำงานใหม่ๆ เรายังมีเรี่ยวแรงดี ทำงานแบบ “เช้าไม่กลัว กลัวไม่เช้า” แต่พออายุ 30 ร่างกายเราเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วมาก ผมอยากเล่าถึงเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพที่เหมือนเป็น “การลงทุน” ระยะยาวให้กับชีวิต เผื่อที่จะนำไปปรับใช้กันครับ
1. ตรวจร่างกายประจำปี
การลงทุนขั้นพื้นฐานที่รู้แล้วแก้ไขได้ไว หลายคนชอบเล่นมุกกันว่า “ถ้าเราไม่ไปตรวจก็ดี เพราะจะได้ไม่รู้ว่าเราป่วย” แต่ว่าชีวิตจริงมันไม่ตลกแบบนั้น เพราะบางโรคบางอาการเมื่ออายุมากขึ้นเสี่ยงก็มากขึ้นตาม ยิ่งไปเจอในระยะที่ลุกลาม การรักษามีค่าใช้จ่ายและเวลาที่สูงกว่าอีกด้วย
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจจะตรวจแบบทั่วไป เป็นเพียงการค้นหาโรคที่อาจแฝงอยู่โดยยังไม่ปรากฎอาการผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น
แต่พออายุ 35 ขึ้นไปอยากให้ตรวจแบบละเอียดเช่น การแสกนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือตรวจภายในสำหรับผู้หญิง ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทเป็นต้น
2. การออกกำลังกาย
แน่นอนว่านี่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่จำเป็น คนอายุ 30 ขึ้นไปควรจะออกกำลังกายอย่างน้อย ต่อเนื่อง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3-4 วันต่อสัปดาห์ โดยเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น โยคะ การวิ่ง หรือการออกกำลังกายในฟิตเนส อย่างตัวผมเองเลือกวิธีการออกกำลังกายในฟิตเนสเนื่องจากมีปัญหาเรื่องหัวเข่า
การออกกำลังกายก็ยังแบ่งประเภทเป็นการ cardio ที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและกระตุ้นระบบหัวใจ และweight training ที่เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
สำหรับมนุษย์ออฟฟิศการออกกำลังกายสามารถลดความเครียดจากงานได้ ผมเลือกฟิตเนสที่ให้บริการจนถึงดึก เพราะจะได้ไม่มีข้ออ้างในการไม่ไปฟิตเนสหรือสภาพอากาศไม่อำนวย ค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 1,300 บาท หรือถ้ามีเวลาไปสวนสาธารณะก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ก็จะปิดไวหน่อย
3. การทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ
ตอนผมทำงานใหม่ๆผมค่อนข้างมีอคติกับการทำประกันเนื่องจากคิดว่าไม่จำเป็น แต่เมื่อประสบเหตุกับคนใกล้ตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น ผมเริ่มมองความไม่แน่นอนของชีวิตมากขึ้น
ประกันอุบัติเหตุผมซื้อเป็นรายปีตั้งแต่ อายุ 25 ปีเป็นต้นมา เพราะราคาไม่แพงประมาณไม่เกิน 2พันบาทต่อปีพอเฉลี่ยก็ประมาณเดือนละ 200 บาท มีโอกาสเคยใช้ตอนประสบุบัติเหตุทางถนน รอบนั้นถ้าไม่เบิกผมอาจจะโดนค่ารักษาไป 60,000 บาท เรียกว่าจ่ายจนถึงปัจจุบันก็ยังคุ้มกับที่เคยเบิกไปในรอบนั้น
ส่วนประกันสุขภาพนั้นราคาค่อนข้างสูง ใช้การบริหารความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัย อาจจะประเมินว่าเรามีความเสี่ยงอะไร แล้วเราไหวที่เท่าไหร่เดี๋ยวนี้ประกันมี tailor made ให้เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุด้วย อย่างผมมีพันธุกรรมที่บ้านเป็นโรคเบาหวาน ก็ต้องรักษาสุขภาพควบคู่ไปกับการหาทางบาลานซ์ความเสี่ยง
ท้ายที่สุดคือ เราจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะความมั่นคงนั้นวัดกันที่เวลาคุณผ่านวิกฤตนั้นๆคุณจะเหลืออะไรติดไม้ติดมือบ้าง
คอลัมน์: มีสลึงพึงบรรจบ โดย Mr.Priceless
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

