ทำไมเราชอบ ‘ขายหมู’ และ ‘ติดดอย’? บทเรียนการลงทุนจากหนังสือ ‘ความลับเรื่องเงินที่แม่อยากบอกลูกก่อนตาย’

ทำไมเราชอบ ‘ขายหมู’ และ ‘ติดดอย’? บทเรียนการลงทุนจากหนังสือ ‘ความลับเรื่องเงินที่แม่อยากบอกลูกก่อนตาย’

คำถาม : หากเดือนที่ผ่านมาใช้เงินไปเยอะมากและมีบิลบัตรเครดิตที่ต้องจ่ายอีกเพียบในเดือนนี้ ถ้าต้องเลือกขายหุ้นตัวหนึ่งเพื่อเอามาจ่ายบิล เราจะเลือกตัวไหน ระหว่าง

A : หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่กำไร 200,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินต้น
B : หุ้นชีวภาพที่ขาดทุนอยู่ 150,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินต้น

หยุดคิดกันสักนิดก่อนนะครับ แล้วค่อยไปกันต่อ

‘พัคโซยอน’ (Park So Yeon) ซึ่งเป็นทั้งคุณแม่และมืออาชีพที่ทำงานในตลาดหลักทรัพย์มากกว่า 20 ปี ถามคำถามคล้ายกันนี้ไว้ในหนังสือ 'ความลับเรื่องเงินที่แม่อยากบอกลูกก่อนตาย'

เธออธิบายว่า

“โดยสามัญสำนึกแล้ว การเก็บหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้กำไรและขายหุ้นชีวภาพที่ขาดทุนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรามักจะขายหุ้นที่ได้กำไรและยังคงถือหุ้นที่ขาดทุนต่อไป เพราะทันทีที่ขายหุ้น B นั้นแปลว่าเราเสียเงินจริงๆไปแล้ว เราจึงกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงมันเมื่อเราอยากหลีกเลี่ยงความสูญเสียนี้ เราจะเลือกเทขายหุ้นตัวเขียวและถือหุ้นตัวแดงต่อไป จิตวิทยาข้อนี้เรียกว่า "การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (Disposition Effect)"”

มีข้อมูลที่น่าสนใจสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเมื่อ เทอร์เรนซ์ โอเดียน ศาสตราจารย์ที่โรงเรียนธุรกิจได้ทำการดึงข้อมูลบัญชี 10,000 บัญชีจากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งและตรวจสอบบันทึกการซื้อขายในช่วง 6 ปี สิ่งที่เขาพบคือนักลงทุนขายหุ้นที่ขาดทุนเพียง 10% เท่านั้น

พูดอีกอย่างคือหุ้นขาดทุน 10 ตัว มีเพียงตัวเดียวที่ถูกขาย ส่วนที่เหลืออีก 9 ตัวที่เหลือเก็บเอาไว้ รอราคาหุ้นให้ปรับสูงขึ้นสักวันหนึ่ง

จริงอยู่ว่าหากเรารอ...หุ้นก็อาจจะเด้งกลับขึ้นมาก็ได้

ปัญหาอยู่ที่ว่าเวลามันอาจจะไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองเดือน บางทีดอยเป็นปีหรือหลายปี แล้วพอมันเด้งขึ้นมา พัคโซยอนบอกว่าคนส่วนใหญ่ก็จะขายทันทีเมื่อกลับมาเท่าทุน ‘เพราะกลัวว่าราคาจะตกฮวบลงไปอีกทั้งที่อุตส่าห์รอคอยมาตั้งนาน’

ผ่านความลำบากมาทุกรูปแบบ อดทนถือมายาวๆ จิตใจห่อเหี่ยว แล้ววันหนึ่งราคาฟื้นมาเท่าทุนหรือกำไรนิดหน่อย...ก็รีบขาย

แล้วเกิดอะไรขึ้น? เชื่อว่าหลายคนก็คงพอเดาได้

ขายปุ๊บ...ราคาพุ่งต่อ ขายหมูกันไป

แล้วเราต้องทำยังไง? พัคโซยอนบอกว่า มี 3 วิธี ที่จะเอาชนะจิตวิทยาข้อนี้ได้

1. อย่าลืม Margin of Safety

“ผู้เชี่ยวชาญคิดตรงกันว่าไม่ว่าหุ้นจะดีแค่ไหน การซื้อหุ้นในราคาถูกนั้นสำคัญมาก” เหตุผลก็เพราะว่า “ยิ่งหุ้นแพงเท่าไร การควบคุมจิตใจก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น” พัคโซยอนอธิบาย

นี่คือแนวคิด Margin of Safety มีรากฐานที่มาจากปรัชญาการลงทุนของ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับการตัดสินใจของเรา

เปรียบเสมือนวิศวกรที่ออกแบบสะพาน ไม่ใช่แค่รับน้ำหนักได้แค่พอดีกับที่คำนวณไว้ แต่เผื่อความแข็งแรงไว้หลายเท่า เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการตัดสินใจ

เกรแฮมนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน โดยสอนว่าเราควรซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอสมควร เพื่อสร้างเกราะป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เหมือนกับที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ศิษย์เอกของเกรแฮมเคยพูดเอาไว้ว่า "กฎข้อที่ 1 คือ อย่าขาดทุน กฎข้อที่ 2 คือ อย่าลืมกฎข้อที่ 1" นี่ไม่ใช่การสอนให้กลัว แต่เป็นการเตือนให้เราระมัดระวังและรักษา Margin of Safety ไว้เสมอ ไม่ว่าจะในการลงทุนหรือการใช้ชีวิต

2. ไม่ควรซื้อหุ้นที่คนรอบข้างบอก

“ถ้ามีใครก็ตามมาบอกว่าหุ้นตัวนั้นดี ก็มีโอกาสสูงที่หุ้นจะแพงเกินไปแล้ว” พัคโซยอนอธิบาย

กล่าวคือ แทนที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก โอกาสที่จะซื้อหุ้นแพงก็จะเพิ่มขึ้นแล้วสุดท้ายก็มีโอกาสขาดทุนมากขึ้น

ดังนั้นถ้ามีหุ้นที่อยากซื้อ พัคโซยอนแนะนำให้ศึกษาสัก 1-2 เดือนก่อนแล้วทยอยซื้อ

รวมกับซื้อหุ้นในราคาถูก (ตามข้อแรก) ก็สามารถป้องกันโอกาสการติดดอยและทุกข์หนักจากการซื้อหุ้นราคาแพงที่คนอื่นบอกว่าดีได้ด้วย

3. กำหนดจุดหยุดการขาดทุนล่วงหน้า

มีความเชื่อผิดๆ อย่างหนึ่งในการลงทุนที่บอกว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” ซึ่งไม่ถูกต้อง

การยกธงขาวถูกที่ถูกเวลาถือเป็นจุดตัดสินที่สำคัญในการทำสงครามพอๆ กับการตัดสินใจว่าจะเข้ารบเมื่อไหร่ที่ไหน จะรอดผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไปได้ไหม หรือเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณพ่ายแพ้ในสนามลงทุนไปตลอดกาล

ในหนังสือ '36 กลยุทธ์ธุรกิจการค้า ตำราพิชัยสงครามฉบับธุรกิจ' บทสุดท้ายมีชื่อว่า “หนี คือยอดกลยุทธ์” โดยบอกว่า “ถอยหนีมิใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันเป็นจุดหมุนเปลี่ยนเพื่อช่วงชิงชัยชนะ”

ความเชื่อผิดๆ ข้อนี้ทำให้ทุ่มต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ถ้าหยุดตัดขาดทุน (Cut Loss) ตอนนี้ที่แผลยังเล็กความเสียหายก็จะน้อยกว่า

มีคำกล่าวหนึ่งที่ช่วยเตือนใจเราได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่งของโลกที่บอกว่า

“ถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในหลุม จงหยุดขุดต่อ”

อย่ายึดติดกับแนวคิด “ไม่ขายไม่ขาดทุน” เมื่อรู้ว่าพลาด รีบแก้ไขก่อนจะแก้ไขไม่ได้กันดีกว่า

พัคโซยอนบอกว่าจากรายงานความมั่งคั่งของเกาหลีใต้ ปี 2022 โดยสถาบันวิจัยการเงินฮานาพบว่าคนรวยที่มีสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 1 พันล้านวอน ตั้งจุดหยุดการขาดทุนไว้ที่ 15%

สิ่งสำคัญคือเราต้องเทขายหุ้นทันทีเมื่อราคาตกลง 15% โดยไม่ตั้งคำถามหรือซักไซ้ไล่เลียง เมื่อรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าตัวเองจะถูกครอบงำด้วยจิตวิทยาการเงินและจะขาดทุนมากยิ่งขึ้น เราควรกำหนดจุดหยุดขาดทุนของตัวเองก่อนลงทุน

อีกด้านหนึ่งก็จริงเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ใช่การลงทุนระยะยาว อย่าลืมตั้งเกณฑ์สำหรับการขายทำกำไรเช่นเดียวกันว่าจะขายออกเมื่อไหร่ หรือจะแบ่งขายเป็นส่วนๆ แล้วถือไปก็ต้องวางกลยุทธ์ทิ้งเอาไว้ด้วย

[อ้างอิง] : หนังสือ 'ความลับเรื่องเงินที่แม่อยากบอกลูกก่อนตาย' , '36 กลยุทธ์ธุรกิจการค้า ตำราพิชัยสงครามฉบับธุรกิจ'

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save