ทุกคนอยู่ใน ‘ฤดูกาล’ ของตัวเอง ‘ความมั่งคั่ง’ ของเราจึงต่างกัน บทเรียนจากหนังสือ ‘5 Types of Wealth’ ที่สอนให้รู้ว่าความมั่งคั่งไม่ใช่แค่เรื่องของเงินอย่างเดียว

หากพูดถึง ‘ความมั่งคั่ง’ (Wealth) เราคิดถึงอะไร?
เชื่อว่า ‘เงิน’ (Money) คือสิ่งที่เข้ามาในหัวเป็นอย่างแรก ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร เพราะบริบทของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมาในโลกทุนนิยมล้วนโน้มน้าวให้เราเชื่อแบบนั้น
แต่ ซาฮิล บลูม (Sahil Bloom) บอกว่าเงินเป็นเพียงประเภทหนึ่งของความมั่งคั่งในชีวิตเท่านั้น
บลูมเป็นนักลงทุน อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนบน X และผู้เขียนหนังสือ ‘5 Types of Wealth’ ที่ติด Best Seller บน Amazon เขาเล่าว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่อายุ 80-90 ปี หลายร้อยคนถึงบทเรียนที่อยากจะกลับไปบอกตัวเองในตอนยังเป็นหนุ่มสาว อะไรคือสิ่งที่มีความหมายและมีคุณค่าในชีวิตจริงๆ?
“เกือบทุกคนเลยจะบอกว่า 1) เวลา 2) เป้าหมายชีวิต 3) ผู้คน และ 4) สุขภาพ มีน้อยมากที่จะพูดถึงเรื่องเงิน แต่พอมองย้อนกลับไปในช่วงอายุ 20, 30, 40, 50 มันไปโฟกัสที่อย่างเดียวเลยคือเรื่องเงิน”
เพราะฉะนั้นในหนังสือของบลูมเลยแบ่ง ‘ความมั่งคั่ง’ ออกเป็น 5 ประเภทคือ
1) มั่งคั่งด้านเวลา
2) มั่งคั่งด้านสังคม (ความสัมพันธ์)
3) มั่งคั่งด้านจิตใจ
4) มั่งคั่งด้านร่างกาย
5) มั่งคั่งด้านการเงิน
Time Wealth : มั่งคั่งด้านเวลา
ความมั่งคั่งด้านเวลาคือการตระหนักรู้ว่า ‘เวลา’ เป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดแล้ว ซึ่งบลูมบอกว่า “คนส่วนใหญ่พลาดที่จะมองเห็นจุดนี้จนกระทั่งมันสายเกินไป เรื่องน่าขันเกี่ยวกับเวลาคือ เราจะไม่คิดถึงมัน จนกระทั่งตอนสุดท้าย ที่มันกลายเป็นสิ่งเดียวที่เราคิดถึง”
นี่นำไปสู่ความขัดแย้งในตัวเองที่น่าสนใจ ซึ่งบลูมเรียกว่า "ความย้อนแย้งเรื่องเวลา" (paradox of time) กล่าวคือ: ในจิตใต้สำนึกคุณตระหนักดีถึงคุณค่าอันมหาศาลของเวลา แต่ในความเป็นจริงคุณกลับทำสิ่งต่างๆ ที่ละเลยคุณค่านั้นอยู่เป็นประจำ
เซเนก้าได้เขียนไว้ในงานเรื่อง "On the Shortness of Life" ว่า "ชีวิตไม่ได้สั้นโดยธรรมชาติ แต่เราต่างหากที่ทำให้มันสั้นลง และไม่ใช่ว่าเราขาดแคลนเวลา แต่เราใช้มันอย่างสิ้นเปลือง"
บลูมเสริมว่า “คุณรู้ดีว่าเวลาของคุณมีค่าเพียงใด แต่คุณกลับเพิกเฉยต่อการผ่านไปของมัน และใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่มีคุณค่าต่ำ ซึ่งดึงคุณออกห่างจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต”
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะมั่งคั่งทางด้านเวลา อย่างแรกที่ต้องทำคือการตระหนักรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญ หลังจากนั้นให้โฟกัสกับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ตัดเสียงรบกวนออกไป และสุดท้ายต้องควบคุมหรือจัดการเวลาในแต่ละวันของเราให้ตรงกับเป้าหมายในชีวิต
มั่งคั่งด้านสังคม : Social Wealth
ในแต่ละช่วงชีวิตของเรา ตั้งแต่เด็กจนแก่เราจะใช้เวลากับความสัมพันธ์หรือคนรอบตัวแตกต่างกันออกไป อย่างตอนเป็นเด็ก เวลากับครอบครัวก็จะเยอะหน่อย แล้วค่อยๆ ลดลงเรื่อยตอนอายุ 20 เมื่อไปเรียนมหาวิทยาลัย ยิ่งเราแก่ตัวมากเท่าไหร่เรายิ่งอยู่คนเดียวมากขึ้น เวลากับคนรักก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงวัยกลางคน เวลากับพ่อแม่ พี่น้อง หรือ ลูกเรานี่ยิ่งสั้น เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ของชีวิตเท่านั้น
โดยเขาสรุปว่า
เวลากับครอบครัวนั้นจำกัด - จงทะนุถนอมเอาไว้
เวลากับเพื่อนมีไม่เยอะมาก - ให้ความสำคัญกับเพื่อนดีๆ
เวลากับคู่ครองเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต - อย่าเลือกคนไม่ได้เหมาะที่สุดสำหรับเรา
เวลากับลูกๆ นั้นล้ำค่า - ให้เวลากับเขาในขณะปัจจุบัน
เวลากับเพื่อนร่วมงานก็เยอะ - หาคนที่เติมพลังให้กัน
เวลากับตัวเองนั้นเยอะสุด - รักตัวเองมากๆ
มั่งคั่งด้านจิตใจ : Mental Wealth
เราอาจจะเคยได้ยินเรื่อง ‘สัปดาห์แห่งการครุ่นคิด’ (‘Think Week’) ของ บิล เกตส์ (Bill Gates) ที่เขาจะปลีกตัวหนึ่งสัปดาห์ต่อปีไปอยู่ในบ้านพักตากอากาศ ตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีมือถือ อินเทอร์เน็ต แล้วใช้เวลาอ่านหนังสือและครุ่นคิดเพื่อตกตะกอนสิ่งต่างๆ ที่ได้อ่านและที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงนั้น
บลูมแนะนำว่า ให้เรานำมาปรับใช้กับตัวเอง แต่เปลี่ยน "สัปดาห์แห่งครุ่นคิด" เป็น “วันแห่งการครุ่นคิด” แทน
“หากคุณเป็นเหมือนผม ที่ไม่มีเวลาทั้งสัปดาห์เพื่ออุทิศให้กับการคิด คุณสามารถปรับใช้แนวคิดหลักนี้ในรูปแบบที่เหมาะกับคุณได้
‘วันแห่งการครุ่นคิด’ คือสิ่งที่ผมได้ปรับมาใช้
เลือกหนึ่งวันในแต่ละเดือนเพื่อถอยออกมาจากภาระงานประจำวันทั้งหมด:
* แยกตัวออกมา (ทั้งทางจิตใจหรือทางกายภาพ)
* ตั้งข้อความตอบกลับอัตโนมัติว่าไม่อยู่ที่สำนักงาน
* ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
เป้าหมายคือการใช้เวลาทั้งวันไปกับการอ่าน การเรียนรู้ การจดบันทึก และการคิดใคร่ครวญ
การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างเวลาอิสระให้คุณได้ถอยออกมามองภาพกว้าง เปิดใจรับสิ่งใหม่ และคิดอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับภาพรวมที่ใหญ่กว่า”
มั่งคั่งด้านร่างกาย : Physical Wealth
ความมั่งคั่งด้านนี้เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามเช่นเดียวกัน เหตุผลอย่างหนึ่งคือเราคิดว่าไม่มีเวลา เดี๋ยวว่างแล้วค่อยทำ หรือยังหนุ่มยังสาวอยู่สุขภาพแข็งแรง หรือรอมีเงินก่อนแล้วค่อยดูแลเรื่องสุขภาพ
แต่บลูมบอกว่าความมั่งคั่งทั้ง 5 ประเภทนี้ สามารถเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันได้ แม้บางช่วงฤดูกาลของชีวิตความมั่งคั่งแต่ละประเภทจะมีน้ำหนักที่แตกต่างกัน แต่ไม่จำเป็นต้องตัดอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปเพื่อไปทุ่มให้กับความมั่งคั่งประเภทอื่น
อย่างเรื่องสุขภาพจะเป็นสิ่งที่คนตัดออกก่อน แต่บลูมบอกว่าความมั่งคั่งทุกด้าน ‘ทุกอย่างที่มากกว่าศูนย์จะทบต้นไปทางบวกเสมอ’
หมายถึงว่าในช่วงที่ยังหนุ่มสาว คุณอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างความมั่งคั่งมากที่สุด แต่การไปยิม หรือออกกำลังกายวันละ 10 หรือ 15 นาที แม้จะดูไม่มาก แต่มันยังมากกว่าศูนย์ เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ปลายทางก็ยังเป็นบวกต่อตัวเราอยู่ดี
ความมั่งคั่งด้านการเงิน : Financial Wealth
ในหนังสือ ‘5 Types of Wealth’ บลูมเล่าว่า
นักเขียน เคิร์ต วอนเนกุต (*Slaughterhouse Five*) และโจเซฟ เฮลเลอร์ (*Catch-22*) อยู่ในงานปาร์ตี้สุดหรูนอกนครนิวยอร์ก วอนเนกุตยืนอยู่ในบ้านอันโอ่อ่าของเจ้าบ้านมหาเศรษฐีเริ่มคุยกับเพื่อนอย่างอยากรู้อยากเห็น (บทสนทนานี้ถูกตีพิมพ์ใน ‘New Yorker’ ปี 2005)
“ผมถามว่า ‘โจ คุณรู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่าเจ้าของงานปาร์ตี้นี้ทำเงินได้เมื่อวานวันเดียวอาจจะมากกว่าที่นายทำได้จากนิยาย Catch-22 ของนายเลย?’
และโจก็บอกว่า ‘ผมมีบางอย่างที่เขาไม่มีวันจะมีได้’
และผมก็พูดว่า ‘มันเป็นได้ยังไง โจ?’
และโจก็บอกว่า ‘ผมรู้ว่าตัวเองมี ‘พอ’ แล้ว’”
บันไดขั้นแรกเพื่อไปสู่ความมั่งคั่งทางด้านการเงินคือการรู้ว่าคำว่า ‘พอ’ ของเราคือเท่าไหร่?
ถ้าเราไม่รู้การวิ่งตามหาเงินที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะเหมือนการวิ่งไล่ตามเงาที่ไม่มีวันตามทันได้
บลูมให้สัมภาษณ์กับสื่อ ‘Big Think’ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่า
"แก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้คือ คุณจะไม่มีวันรู้สึกประสบความสำเร็จได้เลย หากคุณไม่สร้างนิยามความสำเร็จของตัวเองขึ้นมา และถ้าคุณเพียงแค่ทำตามนิยามของความมั่งคั่งและความสำเร็จที่สังคมส่งต่อมาให้อย่างไม่ลืมหูลืมตา คุณก็จะคอยไล่ล่าแต่สิ่งที่ 'มากกว่า' ซึ่งคุณหลอกตัวเองว่ามันจะนำความสุขมาให้ นี่คือสิ่งที่หนังสือ 'ความมั่งคั่ง 5 ประเภท' ต้องการนำเสนอ
มันเป็นหนังสือที่จะช่วยให้คุณนิยามความหมายของชีวิตที่มั่งคั่งและความสำเร็จในแบบของคุณเอง โดยอิงจากเสาหลักที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่สมบูรณ์และมีความสุขอย่างแท้จริง ซึ่งรวมถึงเรื่องเงินด้วย แต่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเงินเท่านั้น มันยังรวมถึงสิ่งอื่นๆ ในชีวิตของคุณด้วย"
มันคือสมดุลที่คุณจะต้องหาในชีวิต (หน้าปกเป็นหินที่วางซ้อนทับกันขึ้นไปก็บ่งบอกเป็นนัยถึงเรื่องนี้เช่นกัน) ซึ่งแต่ละช่วงวัยก็แตกต่างกัน คล้ายกับ "ฤดูกาลของชีวิต" (Seasonality) การให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย เช่น ช่วงวัย 20-30 อาจเน้นสร้างฐานะทางการเงิน ขณะที่วัย 40 ที่มีครอบครัวแล้ว อาจให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตและลูกๆ มากกว่า
เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นจึงไม่มีความหมาย เพราะแต่ละคนอยู่ในฤดูกาลชีวิตที่แตกต่างกัน มีเป้าหมายและนิยามความสำเร็จที่ต่างกัน กุญแจสำคัญคือการค้นหาและชื่นชมความงามในฤดูกาลของตัวเอง โดยไม่ตัดสินว่าฤดูกาลใดดีกว่ากัน เช่นเดียวกับที่ใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วงก็งดงามไม่แพ้ดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

