“ดีกว่าการจะเป็นที่จดจำก็คือเราจะทิ้งอะไรไว้ให้โลกนี้ก่อนที่เราจะจากไป” สรุปแนวคิดของอาจารย์ตุลจากการสัมภาษณ์ “จากลาเพื่อเข้าใจ | เงินบทสุดท้าย EP.1”

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วงการวิชาการไทยต้องสูญเสียปราชญ์คนสำคัญ อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้จากไปอย่างสงบด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
ก่อนจากไป อาจารย์ตุลเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับความตาย ซึ่งน่าสนใจมาก และทำให้เราต้องกลับมาคิดว่า - เราเตรียมพร้อมแค่ไหนสำหรับวันที่ต้องจากโลกนี้ไป?
โดยคลิปที่อาจารย์ตุลไปให้สัมภาษณ์เป็นคลิปของพี่หนอม (TAXBugnoms) “จากลาเพื่อเข้าใจ | เงินบทสุดท้าย EP.1” ที่มี อ.ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร มาพูดคุยถึงเรื่องของความตายกัน
ซึ่งพี่หนอมก็ได้พูดเปิดคลิปไว้ดีมาก คือ “ต้องบอกว่าเราไม่ได้อยากให้มันเครียด หรือว่ามันเศร้าขนาดนั้นนะครับ เราอยากจะพูดถึงเรื่องของความตาย ให้มันเป็นธรรมชาติแล้วก็เป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ครับ จริง ๆ แล้วสิ่งที่ตั้งใจให้ทําโปรเจกต์นี้ขึ้นมาครับ ก็เกี่ยวกับเรื่องของคุณพ่อที่เพิ่งจากไปครับ แล้วก็รู้สึกว่าในช่วงเวลาที่ คุณพ่อใกล้จะจากไป มันมีหลายเรื่องที่ต้องเตรียม หลายเรื่องที่ต้องทํา ทําไมเราไม่เตรียมตัวเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่เราจะจากไป มันคงเป็นเรื่องดีนะครับ ถ้าเกิดเราสามารถเตรียมตัวกับเรื่องราวต่าง ๆ พวกนี้ได้นะครับ”
วันนี้ aomMONEY เลยถือโอกาสถอดบทเรียนเกี่ยวกับ “การเตรียมพร้อมสู่ความตาย” จากที่อาจารย์ตุลเคยพูดไว้จะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกัน
ความตายในมุมศาสนา
อาจารย์ตุล กล่าวถึงมุมมองทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย โดยยืนยันว่าแม้จะสอนปรัชญา แต่ตนเองยังคงเป็นศาสนิกชน และมองความตายในเชิงศาสนา ความตายเป็นสิ่งที่เราไม่มีประสบการณ์ตรง แต่เข้าใจผ่านการสูญเสียผู้อื่น ตามหลักความเชื่อแล้วมีความเชื่อเรื่องของโลกหลังความตาย ว่าเป็นการเดินทางต่อไป โดยแนวคิดนี้ให้ความหวังและความหมายกับชีวิตสำหรับมนุษย์เรา
ศาสนาเล่าว่ามีสองแนวคิดหลักเกี่ยวกับความตาย
- ศาสนาเทวนิยม (เช่น คริสต์ อิสลาม) มองว่าความตายเป็นการไปสู่โลกหน้า ตามผลแห่งกรรมที่ทำไว้ เช่น สวรรค์ นรก หรือไฟชำระ
- ศาสนากลุ่มอินเดีย (พุทธ ฮินดู ฯลฯ) มองว่าชีวิตเป็นวัฏจักร (วัฏสงสาร) ที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่การจบสิ้น แต่เป็นการเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แนวคิดเรื่องวัฏจักรชีวิตมีปรากฏในคัมภีร์โบราณ เช่น อุปนิษัท ที่เปรียบเทียบชีวิตมนุษย์กับต้นข้าวโพด ซึ่งเติบโต ตาย และเกิดใหม่ วงจรนี้สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์ไม่แตกต่างจากธรรมชาติ
โดย อาจารย์ตุลชี้ให้เห็นว่าการรำลึกถึงผู้ล่วงลับเป็นเรื่องของผู้ที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ประเด็นว่าผู้ล่วงลับได้รับผลจากการกระทำนั้นจริงหรือไม่
ความตายในมุมของคนที่ไม่มีศาสนา
ในมุมมองของคนที่ไม่มีศาสนา อาจารย์เล่าว่าการรับมือกับความตายสามารถทำได้ผ่านหลักคิดที่เข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งคำอธิบายทางศาสนา พวกเขาอาจมองว่าชีวิตที่ใช้มาอย่างคุ้มค่าและเต็มเปี่ยมเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการคาดหวังถึงโลกหน้า แนวคิดนี้ช่วยให้คนไม่มีศาสนาสามารถจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี
อย่างไรก็ตาม การไม่มีศาสนาอาจทำให้ต้องแสวงหาคำตอบด้วยตนเองเกี่ยวกับความหมายของ “ชีวิตที่ดี” และ “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” ซึ่งต่างจากคนที่มีศาสนา ที่ได้รับชุดความเชื่อเป็นระบบครบถ้วน ทำให้การทำความเข้าใจชีวิตและความตายง่ายกว่า
เพราะสุดท้ายแล้ว หากไม่มีหลักคิดหรือคุณค่าที่ยึดโยง ความตายอาจนำไปสู่ความอ้างว้างและความสับสน รวมถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับการสูญเสียคนใกล้ชิด
อาจารย์เตรียมตัวสำหรับความตายอย่างไร?
อาจารย์เล่าว่า เขาได้เตรียมตัวสำหรับความตายด้วยการเอาตัวเองไปเข้าคอร์สเตรียมตัว เช่น คอร์สของคุณวิคตอเรีย (Living and Dying with Dignity ของ Victoria Subirana) และได้ทำพินัยกรรมทั้งทางกฎหมายและ “สมุดเบาใจ” เพื่อระบุความต้องการทางการแพทย์ เพื่อช่วยลดภาระและความขัดแย้งให้กับญาติที่อยู่ข้างหลัง
อาจารย์เชื่อว่าคุณภาพของการตายขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ชีวิต จึงพยายามเป็นมนุษย์ที่ดี มีเมตตาต่อผู้อื่น และฝึกการภาวนา อาจารย์หวังว่าจะสามารถจากไปอย่างสงบ ไม่ต้องทนทุกข์จากโรคเรื้อรัง และมีบรรยากาศที่สงบ เช่น ได้ยินเสียงสวดมนต์ที่ชอบ
อย่างไรก็ตาม ก็ยอมรับว่าความตายเป็นสิ่งไม่แน่นอน แม้จะเตรียมตัวไว้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในขณะนั้น
บทเรียนของการจากไปที่ได้จากคุณแม่
คุณแม่ของอาจารย์ตุลป่วยเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว โชคดีที่โรงพยาบาลมีการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งช่วยให้ท่านได้รับการดูแลที่เหมาะสม ช่วงเวลาสุดท้ายเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางอารมณ์ระหว่างความหวังและความกลัว
จนกระทั่งวันหนึ่ง อาจารย์ตุลเกิดความรู้สึกชัดเจนว่าคุณแม่จะต้องจากไปแน่นอน คล้ายกับการตระหนักรู้ในวรรณกรรมศาสนา ราวกับว่ารู้สึกได้ว่ายมทูตมายืนอยู่ข้างคุณแม่ เมื่ออาจารย์เข้าใจเช่นนั้น จึงตัดสินใจพาคุณแม่กลับบ้านเพื่อให้ท่านจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางญาติพี่น้อง การดูแลที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และเสียงสวดมนต์
อาจารย์ตุลมองว่าการจากไปของคุณแม่เป็น “บทเรียนสุดท้าย” ที่ท่านมอบให้ — ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหมาย และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความรัก การดูแล และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งช่วยให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้ ยังมีคนอีกมากมายที่รักคุณแม่ มาช่วยประคับประคองคนที่ยังอยู่ยังไงบ้าง
ช่วงที่น่ากลัวที่สุดคือช่วงที่ทุกอย่างกลับสู่ความปกติ
หลังจากงานศพผ่านไป ช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดก็คือช่วงที่ทุกอย่างกลับสู่ความปกติ เพราะในระหว่างที่คนรักยังอยู่หรือช่วงงานศพ เรามักจะโฟกัสที่เขาและยุ่งกับพิธีกรรมจนไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่องานเสร็จสิ้น ความเงียบเข้ามาแทนที่ ความคิดถึงและความสงสัยก็ตามมา
แม้ว่าอาจารย์ตุลจะมีศรัทธาในศาสนา แต่เมื่อเผชิญกับความตายของคนใกล้ชิด ก็เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตและความตายนั้นเป็นจริงหรือไม่ สิ่งที่เคยเรียนรู้ทางศาสนาตรงกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดสำหรับเรื่องเหล่านี้
อาจารย์เล่าว่าในช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดนั้น โชคดีที่เขามีเพื่อนฝูงทางธรรมคอยสนับสนุน และแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องรีบออกจากภาวะความทุกข์ การไว้ทุกข์เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราอยู่กับความสูญเสียและค่อย ๆ บ่มเพาะความเข้าใจผ่านประสบการณ์นั้น อาจารย์เล่าว่าในการไว้ทุกข์ให้คุณแม่เป็นเวลาร้อยวันเขาซึมซับกับอารมณ์และความรู้สึกนั้น จนเวลาผ่านไปหลายปี ความคิดถึงก็ยังคงอยู่เสมอ ประสบการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่แม้จะไม่มีคำตอบชัดเจน แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และอยู่กับมันให้ได้
สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์
ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ อาจารย์ได้เล่าว่า ความหมายของชีวิตสัมพันธ์กับความตาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่ว่าชีวิตเราจะเต็มไปด้วยความสุข ความเศร้า หรือความสำเร็จมากแค่ไหนก็ตาม
อาจารย์ได้ยกเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในคัมภีร์ฮินดูที่กล่าวถึงเด็กน้อยที่ได้สนทนากับพระยม (ยมทูต) ซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามเกี่ยวกับความตายและเสนอรางวัลต่าง ๆ ให้เด็กน้อย แต่เด็กกลับปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า “จะเอาไปทำไมในเมื่อสุดท้ายแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นของพระยมอยู่ดี”
อาจารย์บอกว่า แนวคิดนี้สะท้อนภาพในยุคกลาง เช่น ภาพยมทูตเต้นรำเหนือสุสานของผู้ล่วงลับ สื่อถึงข้อเท็จจริงที่ว่าทุกชีวิตต้องจบลงด้วยความตาย แม้เราจะมักลืมตระหนักถึงมันก็ตาม เมื่อเข้าใจเช่นนี้ คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “เราจะใช้เวลาสั้น ๆ บนโลกนี้อย่างไร?”
แทนที่จะยึดติดกับการเป็นที่จดจำ เราควรตั้งคำถามว่า “เราจะมอบของขวัญอะไรให้โลกก่อนจากไป?” เพราะแม้แต่ชื่อเสียง เงินทองที่มีก็ต้องเลือนหายไปตามกาลเวลา สิ่งที่มีค่าจริง ๆ คือสิ่งที่เราหล่อหลอมและมอบให้แก่ผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นความเมตตา แรงบันดาลใจ หรือคุณค่าที่ส่งต่อไปสู่โลก นั่นต่างหากที่อาจเป็นความหมายของชีวิต
“ดีกว่าการจะเป็นที่จดจำก็คือเราจะทิ้งอะไรไว้ให้โลกนี้ก่อนที่เราจะจากไป ผมว่านั่นแหละครับ คือความหมายของชีวิต”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

