ไม่ใช่เพราะ “จัดการเงินไม่ดี” แต่เราอาจ “ผูกพันกับเงินผิดวิธี” เข้าใจตัวเองให้ลึก ผ่าน 3 รูปแบบความผูกพันทางการเงินจากทฤษฎีจิตวิทยาความสัมพันธ์

เคยสงสัยมั้ย?
ทำไมบางคนเครียดทุกครั้งที่เช็กบัญชี
ทำไมบางคนปล่อยบิลกองท่วมหัวแต่ไม่กล้าเปิด
ขณะที่บางคนคุยเรื่องเงินได้แบบชิล ๆ
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับ “จำนวนเงินในบัญชี” เลย แต่มันคือเรื่องของ “อารมณ์” ต่างหาก
ดังนั้น ถ้าคุณเคยโทษตัวเองว่า “เราจัดการเงินไม่เก่งเลย” บางทีนักบำบัดด้านการเงิน (financial therapist) อาจจะไม่เห็นด้วยกับคุณก็ได้ เพราะปัญหา อาจไม่ใช่เรื่องวินัย ตัวเลข หรือบัญชีรายรับรายจ่ายที่ทำ แต่มันคือเรื่องของ “อารมณ์” ต่างหาก
Attachment Theory จากความสัมพันธ์สู่การเงิน
คาร่า ครอสเวต บรินเดิล (Khara Croswaite Brindle) นักบำบัดการเงินที่ได้รับการรับรอง เจ้าของ Croswaite Consulting เมืองลาฟาแยตต์ รัฐโคโลราโด กล่าวไว้ว่า
“เงิน 90% คือเรื่องของอารมณ์ และมีแค่ 10% เท่านั้นที่เป็นตรรกะ”
ไม่ว่าคุณจะอ่านหนังสือมากแค่ไหน ฟังพอดแคสต์บ่อยเพียงใด เราทุกคนก็ยังคงขับเคลื่อนชีวิตด้วยความเชื่อ ความคิด และความรู้สึกที่มีต่อเงินอยู่ดี และบางครั้งกลยุทธ์จัดการเงินที่อิงกับกฎเกณฑ์และตารางคำนวณมักใช้ไม่ได้ผล เพราะมันไม่ได้แตะถึง ความสัมพันธ์ของคุณกับเงิน ทั้งที่จริงแล้ว เงินกับคุณก็เหมือนกับความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่มักจะถูกหล่อหลอมจากรูปแบบการยึดเหนี่ยวทางอารมณ์ (attachment style)
Attachment style เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่ใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างบุคลิกภาพของคนเรา โดยเฉพาะ “วิธีตอบสนองต่อสถานการณ์” ที่เกี่ยวข้องกับความใกล้ชิดทางอารมณ์ ซึ่งรากฐานของรูปแบบเหล่านี้เริ่มก่อตัวตั้งแต่ในวัยทารก ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยงดูหลัก
ทฤษฎีความผูกพันทั้งทางความรัก และผูกพันทางด้านอารมณ์ ที่คิดค้นโดย John Bowlby จิตแพทย์เด็ก ช่วงปี 1930 จะแบ่งความสัมพันธ์ออกเป็น 3 ประเภท คือ Secure, Anxious และ Avoidant ซึ่งจริงๆ เจ้า attachment style ก็มีการศึกษาวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และมีการต่อยอดแนวคิดพัฒนาการบุคลิกภาพนี้ทำให้มีหลายคำอธิบาย ในบางตำราก็จะมีอยู่ด้วยกัน 4 - 6 สไตล์ เลยก็มี
อย่างไรก็ตาม คาร่า อธิบายว่า attachment style 3 แบบหลักๆ คือ แบบวิตกกังวล (anxious) แบบหลีกเลี่ยง (avoidant) และแบบมั่นคง (secure) ไม่ได้แสดงออกเฉพาะกับความสัมพันธ์กับคนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการเงินในชีวิตประจำวันของคุณด้วย
หากคุณรู้สึกว่าควบคุมการใช้เงินไม่ได้ หรือแพนิกเมื่อหุ้นตก เธอแนะนำให้เราลองทำความเข้าใจ “พิมพ์เขียวทางอารมณ์ของตัวเอง” เพราะมันอาจจะช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีจัดการการเงินในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
1. Anxious Money Attachment
ลักษณะการพูดของคนกลุ่มนี้
“ฉันต้องเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์”
“ฉันต้องรู้ว่าเงินแต่ละบาทหายไปไหน”
คาร่าบอกว่า หากคุณเช็กยอดเงินในบัญชีวันละหลายครั้ง แพนิกเมื่อหาเงินไม่เจอ หรือกระวนกระวายแม้จะมีเงินเก็บอยู่แล้ว คุณอาจมีความผูกพันกับเงินแบบวิตกกังวล (anxious)
คนที่มีรูปแบบนี้มักมองเงินเหมือนคนที่กลัวว่าจะเสียไป เช่น กลัวว่าเงินจะหายไปแบบไม่มีวันกลับมา ซึ่งมักจะมีต้นตอมาจากประสบการณ์ขาดแคลนในอดีตที่ทำให้คุณรู้สึกกระวนกระวายใจเกี่ยวกับเงิน
ผลกระทบไม่ใช่แค่ความเครียด แต่มันอาจนำไปสู่พฤติกรรมการเงินที่ทำให้เสียโอกาส เช่น
- รีบขายหุ้นทันทีที่ตลาดตก
- ไม่กล้าใช้เงินกับสิ่งที่อาจช่วยพัฒนาชีวิต เช่น การบำบัด ท่องเที่ยว หรืออบรมทักษะ
เพราะคนที่มี attachment แบบวิตกกังวล มักจะมีความรู้สึกตลอดเวลาว่า ‘ยังมีเงินไม่มากพอ’, ‘ตัวเองยังไม่ดีพอ’หรือ ‘ชีวิตจะไม่โอเค’
คาร่า แนะนำแนวทางแก้ไขไว้ว่า ให้ลองตั้งขอบเขตกับความถี่ที่เราตรวจสอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องเงินของตัวเอง เพราะคนที่มีความผูกพันแบบวิตกกังวล มักจะเฝ้าดูบัญชีอยู่ตลอดเวลาและระแวดระวังเกินเหตุ
เธอบอกว่า “ลองท้าทายตัวเองดู เช่น จากที่เคยเช็กบัญชีวันละ 3 ครั้ง เปลี่ยนเป็นแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งก็ได้”
เพื่อค่อยๆ ผ่อนคลายความเครียด หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำให้ระบบประสาทของเรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เมื่ออยู่กับเรื่องเงิน
หรือ อีกหนึ่งในวิธีที่ช่วยได้คือ สร้าง “พิธีกรรมเล็ก ๆ” ตอนเช็กบัญชี เช่น เปิดเพลงเบา ๆ ที่ทำให้ใจเย็น หรือใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เพื่อให้สมองค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “เงิน” ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือสิ่งที่เราจัดการได้โดยไม่ต้องเครียด
2. Avoidant Money Attachment
คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะการพูดที่ตรงข้ามกับกลุ่ม เช่น
“ไม่อยากเช็กบัญชีเลย”
“เกลียดเวลาต้องเปิดจดหมายจากธนาคาร”
ถ้าคุณปล่อยบิลกองไว้โดยไม่เปิด ไม่กล้าวางแผนงบเพราะเครียด หรือแม้แต่เลี่ยงการหยิบเช็คบนโต๊ะหลังทานข้าวเสร็จ นี่อาจเป็นสัญญาณของการ หลีกเลี่ยงการเงิน (avoidant attachment)
คาร่าบอกว่า “สำหรับคนที่หลีกเลี่ยงเรื่องเงิน เขาจะคิดว่า ‘ไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร’ เหมือนนกกระจอกเทศที่ซุกหัวในทราย”
แต่นิสัยนี้อาจพาคุณไปเจอกับดอกเบี้ยค่าปรับ หนี้สะสม หรือพลาดโอกาสสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
คาร่า แนะนำแนวทางแก้ไขไว้ว่า ให้คนนั้น ค่อยๆ ให้ตัวเองได้สัมผัสกับเรื่องเงินอย่างสม่ำเสมอในแบบที่ “ดีต่อใจ”
เธอแนะนำว่า ให้ลองตั้งเวลาสัก 5 นาที แล้วนั่งลงล็อกอินเข้าแอปธนาคาร เพื่อดูสัดส่วนจากตรงนั้นตรงนี้ แม้ว่าคุณจะทำแค่ “ดูยอดเงินในบัญชีเฉย ๆ” ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
อีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจคือ “Body Doubling” หรือการจัดการเรื่องเงินข้างๆ คนที่คุณไว้ใจ เช่น นั่งทบทวนรายรับรายจ่ายหรือเปิดแอปบัญชีพร้อมกันกับเพื่อนหรือแฟน
เพราะสำหรับคนที่ความสัมพันธ์ทางการเงินแบบหลีกเลี่ยงแบบนี้ การมีคนอยู่ด้วย จะช่วยลดแรงต้านทางอารมณ์ และเพิ่มความรับผิดชอบให้ตนเองได้กลับมาโฟกัสได้มากขึ้น
เธอย้ำอีกครั้งว่า เป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่การเป็นคนเพอร์เฟกต์ในชั่วข้ามคืน
แต่มันคือการ “ค่อย ๆ ฝึกระบบประสาท” ให้ทนต่อกิจกรรมทางการเงินอย่างใจเย็น
เพื่อที่ว่า หนี้ ความล่าช้าในการจ่ายบิล หรือความอยากหนีงบการเงินของตัวเอง จะไม่พาเราหลุดวงโคจรไปไกล
3. Secure Money Attachment
ลักษณะการพูด
“เงินเข้ามา เดี๋ยวเงินก็ออกไป เดี๋ยวก็โอเค”
“ฉันเชื่อว่าตัวเองจะรับมือได้”
ถ้าคุณสามารถเช็กบัญชีโดยไม่เครียด ออมเงินแบบไม่ยึดติด และคุยเรื่องเงินได้อย่างเปิดเผย — คุณอาจมีความผูกพันแบบมั่นคง (secure attachment)
นี่คือมุมมองทางการเงินที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ทั้งในตัวเองและระบบที่ใช้ รวมถึงมั่นใจในความสามารถในการปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
เวลาที่เจอปัญหา เช่น ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือหุ้นตก คนที่มี secure attachment จะ ตั้งสติ มองภาพรวม ไม่ให้เรื่องเงินมาบั่นทอนทั้งชีวิต
สำหรับคนที่มีความมั่นคงทางการเงิน คาร่าบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะ “การมีความผูกพันกับเงินแบบมั่นคง” ไม่ได้แปลว่าคุณต้องมีการเงินที่สมบูรณ์แบบ แต่มันหมายถึง “คุณเข้าใจอารมณ์ของตัวเองที่มีต่อเงินได้อย่างชัดเจน”
และควรที่จะต้องรักษา attachment แบบมั่นคงนี้ไว้ด้วยการแยก “คุณค่าในตัวเอง” ออกจาก “มูลค่าของเงินในบัญชี” และมองว่า เงินคือเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวตนของเรา
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

