รากฐานของเศรษฐีทั่วโลกมี 10 พฤติกรรมที่เหมือนกัน ตกผลึกจาก 10 หนังสือที่ศึกษาเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยด้วยตัวเอง

การสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของ “พฤติกรรมที่ชัดเจน” ที่ถูกฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
เดฟ แรมซี่ (Dave Ramsy) นักจัดรายการวิทยุและผู้ให้ความรู้ด้านการเงินชื่อดังระดับโลกเคยบอกว่า “การชนะเกมการเงินเกิดจาก “พฤติกรรม” ถึง 80% และ “ความรู้ในหัว” แค่ 20% ปัญหาไม่ใช่ว่า ควรทำอะไร แต่คือ ลงมือทำหรือเปล่า คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าต้องทำอะไร ทว่าเรากลับไม่ทำเสียเอง”
aomMONEY ไปเจอบทความชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมากจากคุณสตีฟ เบิร์นส์ (Steve Burns) เขาคือนักลงทุนผู้หลงใหลในตลาดการเงิน เริ่มศึกษาการลงทุนอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 1993 และบอกว่า “ตกหลุมรักมันตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เทรด” และใช้เวลากว่า 30 ปีในตลาดการเงิน
สตีฟไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ยังผลันตัวมาเป็นนักเขียนที่ให้ความรู้แก่เทรดเดอร์รุ่นใหม่ให้เข้าใจ พฤติกรรม–จิตวิทยา–กลยุทธ์การทำกำไร ผ่านเว็บส่วนตัว New Trader U ที่ตอนนี้มีทั้งบทความกว่า 4,000 ชิ้น หลักสูตรออนไลน์ และหนังสือขายดีอีกเพียบ
เขาได้รวบรวม “10 นิสัยสร้างความมั่งคั่ง” จากเศรษฐีที่รวยได้ด้วยตัวเองโดยข้อมูลทั้งหมดไม่ได้มาจากการเดา หรือคำคมลอย ๆ แต่ได้มาจากการอ่านหนังสือ 10 เล่ม ที่ใช้งานวิจัยระดับคลาสสิกและงานวิจัยร่วมสมัย บางเล่มใช้วิธีสำรวจความเห็นขนาดใหญ่ บางเล่มติดตามพฤติกรรมของเศรษฐีแบบระยะยาว
ตั้งแต่งานวิจัยในตำนานของ Thomas Stanley กับ William Danko
การศึกษา 5 ปีเต็มของ Thomas Corley กับเศรษฐี 233 คน
ไปจนถึงงานวิจัยขนาดใหญ่ของ Chris Hogan ที่สัมภาษณ์เศรษฐีถึง 10,000 คน
(รายชื่อหนังสือทั้ง 10 เล่มที่สตีฟใช้ เราจะแปะไว้ในคอมเมนต์ให้เลื่อนอ่านกันต่อได้เลย)
และจากข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ ทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ความมั่งคั่งไม่ใช่ผลของโชค แต่มาจากพฤติกรรมที่มีแบบแผน” โดยเฉพาะ 10 พฤติกรรมหลักที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในหมู่เศรษฐีแทบทุกคน จนเรียกได้ว่าเป็น “รากฐาน” สำคัญของความสำเร็จทางการเงิน
และข่าวดีคือ… ถ้าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่แล้วสัก 2–3 ข้อ สตีฟแนะนำว่าให้ฝึกมันอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นนิสัยที่ฝังแน่นเพราะนั่นอาจเป็นกุญแจที่จะพาคุณไปสู่จุดหมาย และใครจะรู้…เศรษฐีคนถัดไป อาจเป็นคุณก็ได้
10 พฤติกรรมสร้างความมั่งคั่งที่ว่าคืออะไรบ้าง?
1. ออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
“การออมและการลงทุนอย่างมีระบบ” คือหัวใจหลักของนิสัยเศรษฐี จากการศึกษาของ Stanley และ Danko ใน The Millionaire Next Door พบว่า คนร่ำรวยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเก็บออม “อย่างน้อย 20% ของรายได้” ไม่ว่าเขาจะมีรายได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม
โดย พฤติกรรมนี้มักจะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน ก่อนที่พวกเขาจะร่ำรวยเสียอีก
สอดคล้องกับงานของ David Bach ผู้เขียน The Automatic Millionaire ก็ค้นพบว่า เศรษฐีที่สร้างความมั่งคั่งได้จริง จะทำให้ “การออมเป็นระบบอัตโนมัติ” ไม่ใช่สิ่งที่รอเหลือจากค่าใช้จ่าย พวกเขาให้ความสำคัญกับการออมเท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าเช่าหรือค่าสาธารณูปโภค
อีกทั้ง พวกเขายังลงทุน “อย่างต่อเนื่อง” ไม่ว่าจะเป็นช่วงตลาดขาขึ้นหรือขาลง ไม่เสียเวลาพยายามจับจังหวะตลาด เพราะรู้ดีว่า “ความสม่ำเสมอ” คือพลังมหาศาล พฤติกรรมนี้สร้าง “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) และกลายเป็นเครื่องเร่งการสะสมทรัพย์สินในระยะยาว เพราะการลงทุนเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็นความมั่งคั่งมหาศาลในอนาคต
2. ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าประหลาดใจจากงานวิจัยหลายชิ้นคือ คนรวยส่วนใหญ่นั้น “ประหยัด” แม้ว่าจะมีสินทรัพย์ระดับเจ็ดถึงแปดหลักก็ตาม
ในหนังสือ The Millionaire Next Door ของ Stanley พบว่าเศรษฐีส่วนมากอาศัยอยู่ในบ้านธรรมดาในย่านชนชั้นกลาง และขับรถมือสองที่เน้นใช้งานจริง
ด้าน Thomas Corley ก็เคยเขียนรายงานก็บอกเช่นเดียวกัน ว่า 93% ของเศรษฐีใช้จ่าย “น้อยกว่ารายได้ที่ได้รับ” ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับพฤติกรรมของคนที่ถูกเรียกว่า “Big Hat, No Castle” หมายถึงคนที่ดูภายนอกเหมือนรวยแต่ในความเป็นจริงมีทรัพย์สินน้อยมาก เพราะใช้เงินไปกับการโชว์ฐานะ
เศรษฐีตัวจริงเข้าใจว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ได้มาจากการโชว์ว่ามีเท่าไร แต่มาจากการเก็บรักษาและนำเงินไปลงทุนให้เกิดรายได้เพิ่มต่างหาก
3. มีรายได้จากหลายช่องทาง
เศรษฐีที่สร้างตัวเองได้ “แทบจะไม่พึ่งพารายได้จากทางเดียว” เลย ในหนังสือที่เขารวบรวมข้อมูลมา โดยเฉพาะ Rich Habits เขาพบว่า “65% ของเศรษฐีสร้างตัวเองมีแหล่งรายได้อย่างน้อย 3 ทาง ก่อนที่พวกเขาจะร่ำรวย”
ขณะที่ข้อมูลจาก IRS (กรมสรรพากรสหรัฐฯ) ก็บ่งชี้ว่า คนรวยส่วนมากมีรายได้จาก “7 ทาง” ขึ้นไป โดยรายได้เหล่านี้มักมาจาก ดอกเบี้ย/ปันผลจากการลงทุน ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ รายได้จากธุรกิจเสริม ค่าลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา และการร่วมเป็นเจ้าของกิจการ เป็นต้น
เพราะรายได้หลายทางไม่เพียงเพิ่มรายรับรวม แต่ยังลดความเสี่ยง และเปิดโอกาสในการลงทุนเพิ่มขึ้น กลายเป็นก้อนหิมะที่กลิ้งและโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมั่นคง
4. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
จากการสัมภาษณ์เศรษฐีกว่า 500 คนของ Napoleon Hill ในหนังสือ Think and Grow Rich พบว่าเศรษฐีจะต้องมี “ความมุ่งมั่นในการเรียนรู้” ที่เหนือกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน
ในหนังสือของ Corley ก็พบว่า 88% ของเศรษฐีใช้เวลา “อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน” ในการอ่านหรือเรียนรู้ขณะที่กลุ่มที่มีปัญหาทางการเงิน มีเพียง 2% เท่านั้นที่ทำเช่นนี้ โดยสิ่งที่เศรษฐีอ่านมักเป็นชีวประวัติของคนสำเร็จ หนังสือพัฒนาตนเอง และวารสารอุตสาหกรรม
สตีฟเล่าว่า ที่เป็นแบบนั้นเพราะพวกเขามองว่า “ความรู้” คือข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และลงทุนเวลาในการเรียนรู้เช่นเดียวกับที่ลงทุนเงิน อีกทั้งเขายังบอกอีกว่า พวกเศรษฐีจะรู้ดีว่า “ความเชี่ยวชาญ” ก็เหมือนดอกเบี้ย ยิ่งทบนาน ยิ่งได้มาก ซึ่งสุดท้ายจะเปิดประตูโอกาสที่คนอื่นไม่มีทางเข้าถึงได้
5. ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร
การตั้งเป้าหมายคืออีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบได้ในเศรษฐีเกือบทุกคน สตีฟค้นพบงานวิจัยหนึ่งในหนังสือของ คอร์ลีย์ เขาพบว่า 67% ของเศรษฐี “เขียนเป้าหมายของตนไว้อย่างชัดเจน” เทียบกับเพียง 17% ของคนที่มีปัญหาทางการเงิน
เป้าหมายของเศรษฐีไม่ใช่แค่ความฝันเลื่อนลอย แต่เป็นสิ่งที่ เจาะจง วัดผลได้ มีกรอบเวลา และมีการทบทวนอยู่เสมอ พวกเขามองระยะยาวเสมอ 5 ถึง 10 ปีขึ้นไป แล้วจึงแบ่งย่อยเป็นเป้าหมายรายปี รายเดือน รายวัน
และสร้างสมดุลระหว่าง “ภาพใหญ่” กับ “แผนปฏิบัติการรายวัน” ที่ทำให้พวกเขายังมีแรงบันดาลใจ พร้อมกับการก้าวไปข้างหน้า โดยที่มีเป้าหมายที่เขียนไว้กลายเป็นเข็มทิศ คอยชี้ทางให้พวกเขาเดินต่อไป
6. ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจ
หลายงานวิจัยพบว่า เศรษฐีมีวินัยด้านสุขภาพที่แข็งแรงควบคู่กับวินัยทางการเงิน ในงานของคอร์ลีย์ มีตัวเลขรายงานว่า 76% ของคนรวยออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย “4 วันต่อสัปดาห์” ขณะที่คนที่มีปัญหาทางการเงินทำเพียง 23%
การใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังนี้ ช่วยให้พวกเขามี “สมรรถภาพทางสมอง” ที่ดีขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอายุยืนยาวขึ้น
เศรษฐีมองว่า สุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือ การลงทุน เพราะมันให้ “ผลตอบแทน” ในรูปของพลังงาน ความเฉียบแหลมทางความคิด และลดค่าใช้จ่ายสุขภาพในระยะยาว
แม้รูปแบบการดูแลสุขภาพจะแตกต่างกันไปตามบุคคล แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “ความตั้งใจจริง” ที่จะรักษาร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง แม้ตารางงานจะแน่นขนาดไหน
เพราะพวกเขารู้ว่า “ไม่มีสุขภาพที่ดีก็ไม่มีความมั่งคั่ง” เพราะสุขภาพคือทรัพย์สินพื้นฐานที่สุด ถ้าไม่มี ก็ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างอิสระได้
7. สร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์
แนวคิดกลุ่มพันธมิตรแห่งความคิด (Mastermind Alliance) มีกล่าวถึงในหนังสือของ Napoleon Hill ที่ได้มาจากการสัมภาษณ์เศรษฐี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนรวยจะสร้างความสัมพันธ์อย่างมีกลยุทธ์กับคนที่มีเป้าหมายและแนวคิดแบบเดียวกัน และพบว่า 86% ของคนร่ำรวยมักอยู่ในวงสังคมที่เต็มไปด้วยคนประสบความสำเร็จขณะที่ 96% ของคนที่มีปัญหาทางการเงิน “ไม่ได้” มีสิ่งแวดล้อมแบบนั้นเลย
คนรวยเข้าใจว่า “คนรอบตัว” มีผลอย่างยิ่งต่อความคิด โอกาส และพฤติกรรมของเรา
พวกเขาไม่ได้ “สะสม Contract” แต่เลือกสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและมีคุณค่า และให้เวลากับคนที่ช่วยเขาคิดใหญ่ มองไกล และกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ
เพราะสำหรับคนที่จะมั่งคั่งแล้ว พวกเขาไม่ได้เข้าสังคมเพื่อโชว์ตัว แต่เข้าเพื่อ เสริมพลังทางความคิดและโอกาสใหม่ ๆ อย่างมีเป้าหมาย
8. ฝึกความสามารถในการรอคอย (Delayed Gratification)
อีกหนึ่งนิสัยเด่นที่ปรากฏชัดในเศรษฐีเกือบทุกคนคือ ความสามารถในการ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” เพื่อผลประโยชน์ระยะยาว สแตนลีย์ ค้นพบว่า คนรวยส่วนใหญ่สร้างฐานะได้จากการออมและลงทุน “อย่างมีวินัย” พวกเขาจะใช้เวลายาวนานหลายสิบปี ไม่ใช่จากโชคหรือการลงทุนเสี่ยงสูงที่หวังรวยเร็ว
พวกเขาเต็มใจใช้รถมือสอง อยู่บ้านธรรมดา และเลี่ยงของหรูในช่วงกำลังสร้างตัว เพราะรู้ดีว่า “การเพิ่มไลฟ์สไตล์ก่อนเวลาอันควร” จะทำลายอิสรภาพทางการเงินในระยะยาว พวกเขายังอดทนกับการลงทุนที่เติบโตช้า แต่มั่นคง ไม่ไล่ตามแผนรวยเร็ว หรือการเก็งกำไรแบบฉาบฉวย
สตีฟเสนอว่า การฝึกเลื่อนความพึงพอใจเป็น “รากฐานทางจิตวิทยา” ที่ช่วยให้พวกเขารักษาวินัยอื่น ๆ เช่น การออม การลงทุน และการจัดการเวลาได้
9. จัดการเวลาอย่างคนที่เข้าใจคุณค่าของมัน
เศรษฐีมีวิธีใช้เวลาแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขามองว่า “เวลา” คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด
งานวิจัยของคอร์ลีย์ พบว่า เศรษฐี ส่วนใหญ่ ดูทีวีน้อย เล่นโซเชียลมีเดียน้อย ตื่นเช้ากว่า และมี “กิจวัตรตอนเช้า” ที่ชัดเจน เช่น วางแผนประจำวัน ทบทวน เป้าหมาย ออกกำลัง และอ่านหนังสือ ก่อนเริ่มวันทำงาน
อีกทั้งพวกเขายังปกป้องเวลาของตัวเองด้วยการกระจายงาน ลดสิ่งรบกวน และโฟกัสกับงานที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวสูงสุด และด้วยการจัดการเวลาอย่างมีวินัยแบบนี้ มันจึงทำให้พวกเขาสามารถ “สร้างผลงานได้มากกว่า” คนทั่วไป ทั้งที่ทุกคนมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงต่อวัน
10. มองความล้มเหลวเป็นบทเรียน
นโปเลียน ฮิลล์ เคยสัมภาษณ์นักธุรกิจระดับโลกอย่าง Henry Ford และ Thomas Edison ซึ่งล้วนผ่านความล้มเหลวมาหลายครั้งก่อนจะประสบความสำเร็จ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า “Growth Mindset” หรือ ความเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม ไม่ใช่สิ่งตายตัวแต่กำเนิด
ในงานของ คอร์ลีย์ ก็พบเช่นกันว่า “27% ของเศรษฐีเคยล้มเหลวในธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่จะกลับมาใหม่จนกว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะ เหล่าเศรษฐีไม่ได้มองความล้มเหลวว่าเป็น “การตัดสินตัวตน” แต่คือ “บทเรียนสำคัญ” ที่จะพาพวกเขาไปถึงจุดที่สูงกว่าในครั้งหน้า
สรุป : จาก 10 พฤติกรรมที่สตีฟ รวบรวมมา สิ่งหนึ่งที่เราคงเห็นตรงกันก็ “ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันมาจากความอดทน ความมีวินัย ความมุ่งมั่นกับเป้าหมาย อย่างสม่ำเสมอ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าเราจะตั้งเป้าหมายไว้แบบไหน ในอุตสาหกรรมไหน มาจากพื้นฐานแบบใด หรืออยู่ในสภาพเศรษฐกิจแบบไหนก็ตาม
พฤติกรรมทั้ง 10 ข้อนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่มัน “ส่งเสริมกันเป็นลูกโซ่” เมื่อคุณเริ่มทำข้อหนึ่ง ก็จะทำให้ข้ออื่น ๆ ง่ายขึ้นตามไปด้วย
เศรษฐีที่สร้างตัวด้วยตัวเองในงานวิจัยนี้ ไม่ได้เกิดมาพร้อมโชคหรือฐานะ แต่พวกเขามี “รูปแบบความคิดและพฤติกรรมเฉพาะ” ที่เมื่อทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ก็สร้างความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคง
ดังนั้น แทนที่จะพยายามเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดในครั้งเดียว ให้เริ่มจากนิสัย 1–2 ข้อที่ “ตรงกับตัวตนคุณที่สุด” ก่อน เพราะเศรษฐีหลายพันคนก็เริ่มต้นจากการ “เปลี่ยนทีละเล็ก ทีละน้อย” เช่นกัน
และเมื่อคุณทำต่อเนื่องพอ… การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ อาจสร้างผลลัพธ์ทางการเงินที่ “น่าทึ่ง” กว่าที่คุณเคยคิดไว้ก็ได้
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

