’วัฏจักรปั่นป่วน’ หรือ ‘ฟองสบู่หายนะ’ : แยกแยะก่อนแตกตื่น หาโอกาสลงทุนในตลาดแบบไม่ตื่นตูม

’วัฏจักรปั่นป่วน’ หรือ ‘ฟองสบู่หายนะ’ : แยกแยะก่อนแตกตื่น หาโอกาสลงทุนในตลาดแบบไม่ตื่นตูม

ในโลกของการเงินการลงทุน เราได้ยินคำว่า ‘ฟองสบู่’ (Bubble) อยู่บ่อยครั้ง

(สื่อออนไลน์หลายแห่งคาดเดาว่ามีอย่างน้อยๆ 14-15 เหตุการณ์หายนะที่เป็นฟองสบู่ในประวัติศาสตร์)

ตั้งแต่ที่ฟองสบู่แฮมเบอร์เกอร์ ดอลลาร์สหรัฐ ดอตคอม ไปจนถึงสตาร์ตอัป และอีกมากมาย

ถ้าตามสื่อออนไลน์มานานพอ ดูเหมือนทุกสิ่งพร้อมจะกลายเป็นฟองสบู่ที่พร้อมแตกสลายได้ทันทีเลย

ถึงขั้น โรเบิร์ต ชิลเลอร์ (Robert Shiller) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจาก Yale เคยพูดเหน็บเรื่องนี้เมื่อประมาณสิบปีก่อนว่า “คำว่าฟองสบู่เพิ่งเข้าพจนานุกรมเศรษฐศาสตร์เมื่อ 25 ปีก่อน” ไม่มีในหนังสือเรียน งานวิจัยหรือแม้แต่ในโรงเรียน แต่ตอนนี้ใคร ๆ ก็หยิบมาใช้ได้ตามใจ

ปัญหาคือ ถ้าทุกอย่างเป็นฟองสบู่จริง ตลาดก็คงพังพินาศไปแล้ว แต่ทำไมเรายังอยู่ตรงนี้—ราคาหุ้นยังผันผวนตามฤดูกาล ภาคธุรกิจยังลงทุน และข่าวการเงินการลงทุนก็ยังมีคนติดตามอยู่ตลอดเวลา

ฟองสบู่คือปลายทางที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ ส่วนวัฏจักรคือธรรมชาติของการเงินการลงทุน

งานเขียนคลาสสิกของชิลเลอร์ *Irrational Exuberance* เสนอเช็กลิสต์ห้าข้อสำหรับ “ภาวะฟองสบู่” ไว้อย่างน่าสนใจ เขาเปรียบว่าการมองหาฟองสบู่ก็เหมือนการวินิจฉัยโรคทางจิต “คู่มือการวินิจฉัยและสถิติของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน—ซึ่งใช้กำหนดว่าอะไรคือความผิดปกติทางจิต—ก็อาศัยเช็กลิสต์อาการเป็นหลัก”

สำหรับฟองสบู่ เช็กลิสต์มี 5 อย่างนี้

- ราคาสินทรัพย์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
- เรื่องเล่ายอดนิยมที่คอยหาคำอธิบายให้ราคาสูงผิดปกติ
- เรื่องเล่าแพร่หลายเกี่ยวกับคนที่ทำเงินได้มหาศาล
- ความอิจฉาและความเสียดายของคนที่นั่งอยู่ข้างสนาม
- สื่อกระแสหลักคอยเชียร์และปลุกเร้าให้เข้าร่วม

แต่กลไกการเช็กแบบนี้ก็ไม่ได้การันตีการพังทลายเสมอไป

เหมือนเวลาคนอารมณ์เสียหรือเศร้า ก็ไม่ได้หมายความเขา/เธอเป็นซึมเศร้าเสมอไปนั่นแหละ

ยกตัวอย่างบริษัท Microsoft ช่วงปี 1988-1990

ตอนนั้นราคาหุ้นเพิ่ม 3 เท่า คนพูดกันเยอะมากว่าคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนโลก Microsoft คือบริษัทที่ยอดเยี่ยม บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ถูกพูดถึงมากมาย มีหน้าเขาเต็มปกหนังสือนิตยสารแทบทุกเล่ม กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน (Billionaire) ที่อายุน้อยที่สุด

ถ้าตามเช็กลิสต์ของชิลเลอร์ หุ้นของ Microsoft เข้าทุกข้อ

แล้วกลางปี 1990 หลังถูกไฮป์มาหลายปี หุ้นก็ร่วง 31%

แต่ Microsoft ก็ไม่ใช่ฟองสบู่ เพราะหลังจากนั้นมาถึงตอนนี้ หุ้นขึ้นมาแล้วประมาณ 50,000%

แน่นอนว่าการมองย้อนกลับเป็นเรื่องที่ชัดเจนเสมอ

ในจังหวะนั้นคนมองว่าเป็นฟองสบู่ แต่ที่จริงแล้วคือโอกาสและเป็นวัฏจักรของโลกการเงินการลงทุนที่มีขึ้นและลงอยู่ตลอดเวลา

หรืออย่าง Amazon ในปี 1999, Facebook ในปี 2012 หรือ GM ในปี 1960

หรืออย่างประเทศจีนในปี 2007 ที่เศรษฐกิจเหมือนเจอทางตัน แล้วก็วิ่งกลับมาเติบโตอย่างมหาศาลหลังจากนั้น

บางทีสิ่งที่เรียกว่า ฟองสบู่ ในตอนนี้ เมื่อเวลาผ่านไป มองย้อนกลับมา อาจจะไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นแค่วัฏจักรขึ้นลงตามปกติก็ได้

มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) ผู้เขียน ‘The Psychology of Money’ บอกว่า “จากประสบการณ์ของผม สิ่งที่ผู้คนมักเรียกว่า “ฟองสบู่” ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด — มันเป็นเพียงวัฏจักรปกติของทุนนิยมเท่านั้น วัฏจักรเหล่านี้ถือเป็นกลไกพื้นฐานและเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างยิ่งของวิถีตลาด”

วัฏจักรจะวนเป็นวงกลม

หากราคาสินทรัพย์ยังไม่แพง ก็จะให้ผลตอบแทนสูง -> และผลตอบแทนสูงย่อมดึงดูดเม็ดเงินลงทุน -> จนทำให้ราคาสินทรัพย์แพงขึ้นไปอีก -> ผลตอบแทนลดลง -> ทำให้คนเริ่มกลัว -> ราคาสินทรัพย์ร่วง -> หากราคาสินทรัพย์ยังไม่แพง ก็จะให้ผลตอบแทนสูง -> […]

นั่นคือเหตุผลที่วัฏจักรเหล่านี้ปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง และเราไม่อาจหลีกหนีพวกมันได้เลย

แล้วฟองสบู่คืออะไร?

เฮาเซิลอธิบายว่า ฟองสบู่คือการที่วัฏจักรหลุดออกจากนอกกรอบ ไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้อีกแล้วหลังจากที่ราคาร่วงลงไป

ยกตัวอย่าง ในช่วงดอตคอม หุ้นมากมายเป็นฟองสบู่ แตกแล้วไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย

หรืออย่างฟองสบู่ดอกทิวลิปในศตวรรษที่ 16 ในฮอลแลนด์

เพราะฉะนั้นการแยกแยะให้ออกระหว่าง ฟองสบู่ กับ วัฏจักร ด้วยสติ ไม่แตกตื่น จึงสำคัญมากๆ ในโลกการลงทุน ด้วยข้อมูลข่าวสารและสื่อโยนคำว่า ‘ฟองสบู่’ ในข่าวเป็นว่าเล่นอาจจะทำให้เราตื่นตระหนกจนเสียโอกาสการลงทุนและตอบสนองต่อสภาวะตลาดอย่างผิดๆ ได้

ฟองสบู่ (ถ้าเป็นจริง) ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเป็นวัฏจักร แทนที่จะหนี ต้องลองหาโอกาส ใจเย็นๆ ดูว่าสินทรัพย์ไหนที่ควรถือต่อ สินทรัพย์ไหนที่ควรปล่อย วางแผนจัดทัพใหม่สำหรับคลื่นที่กำลังจะวนกลับมาอีกครั้ง

ลองมองบริษัทยุค AI อย่าง Nvidia ซึ่งมาร์เก็ตแคประดับ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลกเมื่อกลางปี 2024 และย่อตัวลงเป็นระลอก คอลัมนิสต์ใน *The Guardian* เปรียบภาวะนี้กับเฟส “euphoria” ที่ตลาดกำลังคึกคักก่อนจะเข้าการขายทำกำไรและหนีออกจากตลาด (ในสูตรฟองสบู่ห้าขั้น—Displacement, Boom, Euphoria, Profit-taking และ Panic)

แต่คำถามคือ หากราคาหุ้นลดลง 40% แล้วนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาแทน ชิปยังขายดีเพราะศูนย์ข้อมูลต้องการกำลังประมวลผลเพิ่ม การประเมินมูลค่าใหม่ก็อาจเป็น “วัฏจักรปรับฐาน” มากกว่าฟองสบู่หายนะ ตราบใดที่รายได้-กำไรต่อหุ้นยังขยายตัวตามพื้นฐานที่แท้จริง

วัฏจักรเรียกร้องให้เราใจเย็นลงในช่วงปรับฐานและมองกรอบในระยะยาวที่นานขึ้น

แต่ถึงแม้ว่าวัฏจักรจะเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันคาดเดาได้ (ถ้ารู้ทุกคนก็คงร่ำรวยกันไปแล้ว) วัฏจักรไม่มีตารางเวลา มันผูกกับจิตวิทยามวลชนและสภาพคล่อง ทำให้ “ดูเหมือน” ฟองสบู่เมื่อราคาสูงผิดปกติ ข่าวเชียร์หรือข่าวแตกตื่นช่วยขยายวงจร—ปฏิกิริยาตามสื่อโซเชียลทำให้ทิศขึ้นหรือลงรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย

แต่หากเราเหมารวมทุกแรงเหวี่ยงว่าเป็นฟองสบู่ ก็เสี่ยงพลาดโอกาสมหาศาล แต่ถ้าเมินสัญญาณฟองสบู่อย่างการใช้เลเวอเรจที่มากเกินไปหรือโมเดลธุรกิจแบบไม่มีทางเป็นไปได้ ก็อาจขาดทุนถาวรได้เช่นกัน

กุญแจคือการแยก “วัฏจักร—ซึ่งจะกลับมา” ออกจาก “ฟองสบู่—ซึ่งเป็นหายนะ” เมื่อเห็นความแตกต่าง เราไม่ได้แค่หลบภัยได้เร็วขึ้น แต่ยังมองเห็นช่องว่างสร้างผลตอบแทนที่คนตื่นตระหนกมองไม่เห็น

โอกาสเกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างความกลัวกับความอดทนเสมอ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save