แก้ปัญหาออมจน ‘จน’ ด้วยการ “ออมกับหุ้น” ทำความรู้จัก NISA หนึ่งในวิธีที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้แก้ปัญหาคนออมเยอะ แต่ไม่ใช้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดพฤติกรรมเก็บเงินสดเฉยๆ ของภาคครัวเรือน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไทยกำลังเริ่มศึกษามาตรการบัญชีออมหุ้นไทย (Thai Individual Saving Account หรือ TISA) ให้คนไทยซื้อหุ้นรายตัวแล้ว เอาไปลดหย่อนภาษีในแต่ละปีได้ คล้ายโมเดลบัญชีการลงทุนปลอดภาษีของญี่ปุ่น (Nippon Individual Savings Account หรือ NISA) ว่าแต่.. มันคืออะไร? ดีจริงไหม?
วันนี้ aomMONEY จะมาเล่าที่มาที่ไปให้ฟัง
การออมแบบเดิมมีปัญหา ญี่ปุ่นจึงต้องกระตุ้นในคนลงทุน?
ญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งผู้รักการออม – จนมีสถิติเผยว่าชาวญี่ปุ่นฝากเงินในธนาคารถึง 54% โดยจำนวนเงินออมของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศรวมกันมีถึง 1,000 ล้านล้านเยน หรือราว 250 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธนาคารกลางญี่ปุ่น) และยอดเงินเก็บมหาศาลนี้สูงกว่า GDP ของประเทศไทยถึง 15 เท่า
ซึ่งรากเหง้าของความหวาดระแวงการลงทุนของคนญี่ปุ่น เริ่มต้นในปี 1991 เมื่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งทะยานแตะ 38,000 จุด ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก ส่งผลให้ดัชนีนิเคอิ 225 (Nikkei 225) ไม่เคยกลับมาเห็นเลข 3 นำหน้าดัชนีอีกเลยยาวนานถึง 32 ปี บาดแผลครั้งนั้นตราตรึงจิตใจชาวญี่ปุ่น ทำให้พวกเขายึดมั่นในการออมเงินสดและระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างยิ่ง
ออมเยอะไม่ได้ดีเสมอไป – การที่ผู้คนระวังการใช้จ่ายและเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ในธนาคารมากมาย ทำให้ช่วงทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 ญี่ปุ่นเผชิญกับ "เศรษฐกิจซบเซายาวนาน" (Lost Decades) การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ และการบริโภคภายในประเทศอ่อนแอ วิกฤตนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสังคมญี่ปุ่นเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ โดยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 23% ของประชากรทั้งประเทศ
ทำให้พฤติกรรมการออมแบบเดิมๆ ที่เน้นการเก็บเงินสดหรือฝากธนาคารมากกว่าการลงทุน เริ่มเป็นปัญหาและคนญี่ปุ่นเองก็มองเห็นแล้วว่า อัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นเริ่มสูงขึ้น การฝากเงินเฉยๆ อาจไม่คุ้มค่าเหมือนเดิม
รัฐบาลชินโซ อาเบะจึงได้ริเริ่มนโยบาย "Abenomics" ในปี 2013 โดยมีเสาหลักสามประการ ได้แก่ นโยบายการเงินผ่อนคลาย การกระตุ้นการคลัง และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยมีโครงการ NISA เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระตุ้นการลงทุนภาคประชาชนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุนและสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว และส่งเสริมให้ประชาชนโยกย้ายเงินออมจากบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ไปสู่การลงทุนในตลาดทุน โดยเฉพาะในหุ้นและกองทุนรวมที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว
NISA เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 โดยใช้ต้นแบบจากระบบ Individual Savings Account (ISA) ของสหราชอาณาจักร และมีการปรับปรุงโครงสร้างครั้งล่าสุดในเดือนมกราคม 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นได้รวมบัญชี Ippan NISA และ Tsumitate NISA เข้าด้วยกันเป็น "Shin NISA" หรือ NISA ฉบับใหม่ที่มีโครงสร้างใหม่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก
1. Tsumitate Waku (วงเงินสะสมทรัพย์) : วงเงินรวม 6 ล้านเยน (1.2 ล้านเยน/ปี) สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมระยะยาว
2. Seichou Waku (วงเงินเพื่อการเติบโต) : วงเงินรวม 12 ล้านเยน (2.4 ล้านเยน/ปี) สำหรับการลงทุนในหุ้นเดี่ยวและ ETFs นวัตกรรมสำคัญคือระบบ "วงเงินหมุนเวียน" ที่อนุญาตให้นักลงทุนนำวงเงินจากการขายหลักทรัพย์กลับมาใช้ลงทุนใหม่ได้ในปีถัดไป
การปรับปรุงนี้ส่งผลให้มีการเปิดบัญชี NISA ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 25 ล้านบัญชีภายในปีแรกของการประกาศใช้ ตามแนวคิดของนายกรัฐมนตรีคิชิดะที่ให้ความสำคัญกับ NISA ในฐานะเสาหลักของแผน "ทุนนิยมรูปแบบใหม่ (new form of capitalism)" ซึ่งเน้นการกระจายความมั่งคั่งและสร้างวงจรเศรษฐกิจที่ดี มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้จากการลงทุนของครัวเรือนให้เป็นสองเท่า และช่วยให้ประชาชนลดการพึ่งพากองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐ
โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2024 บัญชี NISA ได้ถูกใช้ลงทุนไปแล้ว 41.4 ล้านล้านเยน
กลไกการทำงานที่ทำให้นักลงทุนเก็บกำไรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
NISA นอกจากจะเป็นบัญชีลงทุนปลอดภาษีที่ให้สิทธิประโยชน์แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เงินปันผล กำไรจากการขาย และดอกเบี้ย ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนทั่วไปที่ต้องเสียภาษีถึง 20.315% จากกำไรทุกรูปแบบ
ทำให้นักลงทุนรายย่อยได้ประโยชน์ตรง สมมติว่าคุณขายหุ้นได้กำไร 1 ล้านเยน
- ผ่าน NISA → รับเต็ม 1 ล้านเยน
- ผ่านบัญชีปกติ → หักภาษีเหลือเพียง 796,850 เยน
โดยมีเงื่อนไขหลักสำคัญคือ
- ต้องมีสถานะผู้พำนักในญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมาย (รวมถึงชาวต่างชาติที่มีวีซ่าอยู่ระยะยาว)
- สามารถเปิดบัญชีได้เพียง 1 บัญชี/คน
- ต้องดำเนินการผ่านสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต เช่น ธนาคารหรือโบรกเกอร์หลักทรัพย์
แม้จะปลอดความเสี่ยงทางด้านภาษี แต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังลงทุนอย่างระมัดระวัง กรณีศึกษาจาก Mitsubishi UFJ Trust and Banking แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเฉลี่ยใน NISA ใช้เวลาศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 3-6 เดือนก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังของประชาชนญี่ปุ่นแม้จะมีแรงจูงใจทางภาษี
ความสำเร็จของนโยบาย NISA
1. ญี่ปุ่นมีนักลงทุนไหลเข้าตลาดมากขึ้น – ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) ชี้ให้เห็นว่าการไหลเข้าของเงินลงทุนผ่าน NISA มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวขึ้น 28% ในปี 2023 และเพิ่มต่ออีก 13% ในปี 2024
ตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เช่น SoftBank Group และ Tokyo Electron มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 22% ภายใน 2 ปี นอกจากนี้ กองทุน ETFs ที่ติดตามดัชนี Nikkei 225 ยังดึงดูดเงินลงทุนผ่าน NISA กว่า 2.3 ล้านล้านเยนในปี 2024 เพียงปีเดียว
2. ประชาชนเริ่มยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20-40 ปีที่เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นผ่าน Tsumitate Waku ถึง 45%
3. สัดส่วนการออมผ่านบัญชีเงินฝากลดลงจาก 54% ในปี 2013 เหลือ 38% ในปี 2024 ขณะที่การออมผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 27% ในช่วงเวลาเดียวกัน
4. การปฏิรูประบบบำนาญรัฐ (GPIF) ในปี 2020 อนุญาตให้กองทุนสามารถลงทุนในหุ้นผ่าน NISA ได้ถึง 25% ของพอร์ตโฟลิโอ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ GPIF กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าการลงทุนผ่าน NISA กว่า 15 ล้านล้านเยนในปี 2024 ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและเล็ก
จะดีไหมนะ ถ้าไทยเอา NISA มาปรับใช้?
ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังพิจารณาสร้าง Thailand Individual Saving Account (TISA - ออมเพื่อซื้อหุ้นไทย) ซึ่งเป็นแนวคิดอ้างอิงมาจากโมเดล Nippon Individual Savings Account (NISA) ของญี่ปุ่น เป้าหมายคือ ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในหุ้นไทย โดยมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับนักลงทุน
ซึ่ง TISA เองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและพัฒนาโดยมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับ กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขที่เหมาะสม
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเชิงบวกต่อ TISA เพราะจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินใหม่ให้ไหลเข้าตลาดทุนไทย โดยถ้าพิจารณาจากจำนวนบัญชีซื้อขายที่ Active ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราว 4 แสนบัญชี และมีจำนวนบัญชีที่ไม่นับซ้ำทั้งหมด 3.1 ล้าน บัญชี หากรัฐบาลให้วงเงินลงทุนตามโครงการ TISA ได้ปีละ 500,000 บาท ทุก 1 แสนบัญชีที่ลงทุนเต็มวงเงินจะมีเงินลงทุนใหม่เข้ามาในระบบราว 5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นระดับที่มีนัยสำคัญต่อการประคองการเคลื่อนไหวของ SET INDEX
สำหรับหุ้นเด่นที่คาดว่าจะมีแรงซื้อมาก คือ หุ้นปันผล และ REIT เช่น SCB, TISCO, BAM, SPALI, BCPG, 3BBIF, CPNREIT, LHHOTEL เป็นต้น
บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี จำกัด มองว่าโครงการ "ออมหุ้นระยะยาว" (TISA) หากเกิดขึ้นได้จริง ก็คงเป็นประโยชน์ต่อหุ้นไทยในแง่ของสภาพคล่องได้บ้าง แต่ประเมินว่าจะเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะยาวมากกว่า
คนไทยไม่ได้ออมเก่งเท่าคนญี่ปุ่นจะรอดเรอะ?
ถ้าดูจากสถิติ อัตราการออมภาคครัวเรือน ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการออมสูงกว่าไทยมานาน และคนญี่ปุ่นเองก็มีวัฒนธรรมการเก็บออมที่ฝังลึกมานาน ต่างจากไทยที่ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่โน้มเอียงไปทางบริโภคมากกว่าการออม
ถ้าจะผลักดันให้ TISA ได้ผลจริง ต้องแก้เรื่องพฤติกรรมทางการเงินก่อน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจช่วยกระตุ้นให้คนสนใจลงทุนมากขึ้น แต่ถ้าคนยังไม่มีเงินออมเพียงพอ หรือยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการออมเลย ก็อาจไม่มีเงินต้นสำหรับนำไปลงทุนตั้งแต่แรก ทำให้มาตรการจูงใจทางภาษีอาจยังไม่ช่วยให้เกิดการลงทุนในวงกว้างอย่างที่คาดหวัง
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

