อัจฉริยะสู่หายนะ ชัยชนะในตลาดหุ้นกลายเป็น บทเรียนราคาแพง จากตำนานนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ Jesse Livermore ที่ถูกภัยความมั่นใจ “เล่นงานจนหมดตัว”

อัจฉริยะสู่หายนะ ชัยชนะในตลาดหุ้นกลายเป็น บทเรียนราคาแพง จากตำนานนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ Jesse Livermore ที่ถูกภัยความมั่นใจ “เล่นงานจนหมดตัว”

เคยสังเกตไหมว่า...ยิ่งเราประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งคิดว่าตัวเองถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น? นี่คือหนึ่งในกับดักอันตรายที่ทำให้เรื่องบางเรื่องจบลงอย่างไม่สวยงาม

สิ่งนี้เรียกว่า Overconfidence Bias หรือ อคติจากความมั่นใจเกินไป ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองมากเกินไป ส่งผลให้ตนประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง และคาดหวังผลตอบแทนสูงเกินควร อคตินี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนแบบ “ทุ่มสุดตัว” โดยกระจุกเงินทุนไว้กับสินทรัพย์เพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมหาศาล

โอมาร์ อากีลาร์ (Omar Aguilar) ซีอีโอและหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Charles Schwab Asset Management กล่าวว่าในรายงานจาก Financial Industry Regulatory Authority หรือ FINRA ปี 2023 ไว้ว่า ความมั่นใจที่มากเกินไปของนักลงทุนอาจทำให้ต้นทุนสัมพันธ์สูงขึ้นเพราะซื้อและขายสินทรัพย์บ่อยครั้ง

เขาพบว่า นักลงทุนเกือบ 2 ใน 3 หรือ 64% ให้คะแนนความรู้ด้านการลงทุนของตนเองสูง และ 42% รู้สึกสบายใจในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเองตามข้อมูลของ FINRA นักลงทุนอายุน้อยที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 34 ปี มีแนวโน้มที่จะมีความมั่นใจมากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่ากลุ่มอายุ 35 ถึง 54 ปี และผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่มีความมั่นใจมากกว่ากลับ “ตอบคำถามเพิ่มเติม” เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนของ FINRA ได้ไม่ถูกต้อง ซึ่งบ่งชี้ว่า “นักลงทุนอายุน้อยจำนวนมากไม่ใช่แค่ไม่รู้ข้อมูล แต่อาจได้รับข้อมูลผิด ๆ ด้วย”

ในหนังสือ “Laws of Wealth” ที่เขียนโดย ดาเนียล ครอสบี้ (Daniel Cosby) บอกว่า

“อันตรายใหญ่หลวงของการเข้าข้างตัวเองจึงไม่ใช่การทำให้เราเอาแต่อวดกำไรที่ได้ แต่คือการทำให้เราประมาทการขาดทุนของเรา ความเชื่อในความพิเศษของตัวเราจะทำให้เรามองข้ามความเป็นไปได้ของความเสียหาย และนั่นก็คือหนทางสู่หายนะของการตัดสินใจด้านการลงทุนอย่างแน่นอน”

และเมื่อพูดถึงการประเมินความเสี่ยงในโลกของการลงทุนเราจะหลงลืมเรื่องราวของนักลงทุนผู้หนึ่งไปไม่ได้ เขาคือ เจสส์ ลิเวอร์มอร์

ชีวิตที่โลดโผนของอัจฉริยะตลาดหุ้นและบทเรียนที่โลกต้องจดจำ 

ในโลกของการลงทุน มีนักเทรดน้อยคนนักที่จะถูกกล่าวขานมากเท่ากับเจสส์ ลิเวอร์มอร์ (Jesse Livermore) ชายคนนี้เคยทำเงิน 100 ล้านดอลลาร์ได้ภายในวันเดียว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็สูญเสียทุกอย่างไปจนหมดสิ้นภายในวันเดียวเช่นกัน

เจสส์ ลิเวอร์มอร์ เกิดในปี 1877 ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ เติบโตมาในครอบครัวชาวไร่ธรรมดา แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดและความสนใจในตัวเลขตั้งแต่เด็ก เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าสู่ Boston และเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักเทรดตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ในร้าน “Bucket Shops” หรือแหล่งซื้อขายหุ้นเก็งกำไรในยุคนั้น เขาพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ราคาและความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างรวดเร็ว จนสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

แม้จะทำเงินได้อย่างมหาศาลตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาก็ล้มเหลวหลายครั้งเช่นกัน เขาได้เรียนรู้ว่าความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ และการตัดขาดทุนให้เร็วที่สุดช่วยให้เขาอยู่รอดในตลาดหุ้น เมื่อเกิดวิกฤต Bankers’ Panic ในปี 1907 Livermore เห็นโอกาสและเดิมพันอย่างชาญฉลาด ทำให้เขาทำกำไรได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นนักเทรดระดับตำนานในสายตา Wall Street และ J.P. Morgan

ในช่วงปลายยุค 1920s เขาเห็นฟองสบู่ของตลาดหุ้นและตัดสินใจขายชอร์ตหุ้นจำนวนมหาศาล เมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้นปี 1929 เขากลายเป็นผู้ชนะครั้งใหญ่ที่สุดของยุคนั้น ทำกำไรได้มากถึง 100 ล้านดอลลาร์ ภายในวันเดียว

ในช่วงนั้นเขามีแนวคิดว่า “ในวอลล์สตรีทไม่มีอะไรใหม่ เพราะการเก็งกำไรเก่าแก่พอๆ กับภูเขา สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นวันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต”

ในยุคเฟื่องฟู เจสส์มีกฎการเทรดที่สำคัญ

ดังนี้

- เทรดตามแนวโน้มของตลาด ซื้อในตลาดขาขึ้น (Bull Market) และขายชอร์ตในตลาดขาลง (Bear Market)
- อย่าเทรดเมื่อไม่มีโอกาสที่ชัดเจน
- ใช้จุดกลับตัว (Pivotal Points) ในการตัดสินใจเทรด
- รอให้ตลาดยืนยันแนวโน้มก่อนเข้าเทรด ความอดทนเป็นกุญแจสำคัญสู่กำไรที่ยิ่งใหญ่
- ปล่อยให้กำไรเติบโต และปิดออเดอร์ที่ขาดทุน (การเทรดที่ดีมักจะมีกำไรตั้งแต่แรก)
- ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และรู้มันก่อนเข้าเทรดเสมอ
- ปิดสถานะเมื่อแนวโน้มเริ่มหมดแรงหรือจบลง
- เลือกเทรดหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งในตลาดขาขึ้น และขายชอร์ตหุ้นที่อ่อนแอในตลาดขาลง
- อย่าถัวเฉลี่ยขาดทุน (อย่าเพิ่มเงินลงทุนในหุ้นที่ราคาลดลงเรื่อย ๆ)
- อย่ายอมรับ Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม) ให้ปิดสถานะแทน
- อย่าติดตามหุ้นมากเกินไป โฟกัสที่หุ้นที่มีคุณภาพและเหมาะกับกลยุทธ์

ซึ่งระหว่างนั้น แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขาก็สูญเสียทรัพย์สินหลายครั้งเช่นกัน และทุกครั้งที่เขาขาดทุน มักเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ข้อคือ กฎการเทรดของเขายังไม่ถูกกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน (แต่สำหรับกรณีส่วนใหญ่ของเขา ไม่ใช่ปัญหานี้) และการที่เขาไม่ปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้

บทเรียนสุดท้ายที่เจสส์ทิ้งไว้ให้โลกการลงทุน

หลังจากได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในปี 1929 ผ่านไป 4 ปี เขามั่นใจมากขึ้นและก็วางเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้ง เขาไม่ปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้ แม้จะเริ่มกังวลกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเดิมพัน และนั่นทำให้ทุกอย่างพังทลายลงไป

นักวิเคราะห์ยุคหลังได้สังเกตไว้ว่า การเทรดครั้งนั้นของเขา เขาไม่มีโมเดลจัดการขนาดของสถานะ (Position Sizing) ที่ช่วยจำกัดความเสี่ยง และมีหลายครั้งที่เขาเลือก “ทุ่มหมดหน้าตัก” และใช้เลเวอเรจสูงในการเทรด ซึ่งแม้จะสร้างผลกำไรมหาศาลในบางช่วงเวลา แต่ก็ทำให้เขาสูญเสียทุกอย่างเมื่อผิดพลาด

และเมื่อได้เงินมหาศาลมา เจสส์ก็เลือกที่จะใช้ชีวิตหรูหราในคฤหาสน์สุดอลังการ เดินทางพักผ่อนด้วยงบไม่จำกัด และข้าวของที่ดีที่สุดที่เงินสามารถซื้อได้ ปัญหาของเขาอย่างหนึ่งก็คงหนีไม่พ้นการไม่มีจุดหมายที่ชัดเจนว่า “เท่าไหร่ถึงพอ” เขาไม่เคยวางเป้าหมายเกษียณเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และยังคงเทรดด้วยขนาดที่ใหญ่และก้าวร้าวตลอดอาชีพของเขา ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่หายนะ

แม้จะเคยเป็นนักลงทุนที่เฉียบแหลมที่สุดคนหนึ่งของโลก แต่เมื่อเจสส์ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1930 จนถึงขั้นล้มละลาย เขาก็เลือกที่จะจบชีวิตของตัวเองลงอย่างน่าเศร้า

สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของ Jesse Livermore เป็นเครื่องเตือนใจว่าการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะหรือโชคชะตา แต่คือเกมที่ต้องอาศัยวินัยทางจิตใจ การบริหารความเสี่ยง และที่สำคัญคือ “เป้าหมายที่ชัดเจน”

หากเราไม่มีเป้าหมาย เราก็จะเสี่ยงไปเรื่อยๆ ทุ่มสุดตัวโดยไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน จนสุดท้ายอาจถูกครอบงำด้วยอคติจากความมั่นใจเกินไป และพลาดท่าต่อเกมที่ตัวเองเคยชนะมาตลอด เพราะในตลาดหุ้น ชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่แค่การทำกำไรได้มากที่สุด แต่คือการรักษามันไว้ และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุด

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save