มนุษย์เริ่มติดหนี้ตั้งแต่ยังไม่มีระบบเงินตราย้อนประวัติศาสตร์หนี้ 3000 ปีของ “ภาระผูกพันที่ต้องชำระคืน”

มนุษย์เริ่มติดหนี้ตั้งแต่ยังไม่มีระบบเงินตราย้อนประวัติศาสตร์หนี้ 3000 ปีของ “ภาระผูกพันที่ต้องชำระคืน”

หนี้เรื่องเก่าที่ทันสมัยเสมอ

"หนี้" ในความหมายดั้งเดิมคือสิ่งที่ติดค้างระหว่างบุคคล ซึ่งมีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่ก่อนการกำเนิดของเงินตราด้วยซ้ำ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายว่า "หนี้ หรือ หนี้สิน" คือ "เงินที่ผู้หนึ่งติดค้างอยู่จะต้องใช้ให้แก่อีกผู้หนึ่ง" สอดคล้องกับ Britannica ที่อธิบายว่า Debt หรือ หนี้สิน หมายถึงสิ่งที่ติดค้าง เมื่อมีการยืมเงินหรือสินค้าจากผู้อื่น ย่อมเกิดภาระผูกพันที่จะต้องคืนหรือชำระ

เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่สามารถส่งมอบสิ่งที่ตกลงกันไว้ได้ จึงเกิดเป็น "หนี้" หรือ "ภาระผูกพัน" ที่จะต้องชดใช้ในภายหลัง และรูปแบบของหนี้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เรารวบรวมมา

อารยธรรมสุเมเรียน – การเป็นหนี้คือการสูญเสียอิสระ 

บันทึกเรื่องหนี้ที่เก่าแก่ที่สุดสามารถย้อนไปได้ถึงประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ในอารยธรรมสุเมเรียน (ประเทศอิรักในปัจจุบัน) มีการบันทึกไว้ว่าหากใครเป็นหนี้และไม่สามารถชำระได้ ทั้งตัวลูกหนี้ ครอบครัว และคนรับใช้จะต้องกลายเป็น "ทาสหนี้" (debt slaves) หรือต้องทำงานให้เจ้าหนี้จนกว่าจะใช้หนี้หมด บางครั้งอาจใช้เวลาหลายปี หรือส่งต่อภาระหนี้ไปถึงลูกหลานรุ่นต่อไป

แม้ว่าทาสหนี้จะเป็นเรื่องปกติในอารยธรรมโบราณหลายแห่ง แต่เมื่อสังคมเริ่มมีแนวคิดเสรีนิยมมากขึ้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการหนี้ เช่น ในศาสนาอับราฮัม (ยูดาย คริสต์ อิสลาม) ก็มีบันทึกถึงมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนี้ เช่น ไม่สนับสนุนการให้กู้ยืม ห้ามเจ้าหนี้ทวงหนี้อย่างรุนแรง

หนี้สมัยกรีกและโรมัน - การเป็นหนี้คือหนทางสู่การถูกข่มเหง 

ในยุคกรีกและโรมันการเป็นทาสหนี้ยังคงมีอยู่ แต่ถูกเรียกว่า"การผูกมัดด้วยหนี้" (debt bondage) โดยคนจนหรือคนที่มีปัญหาทางการเงินอาจสมัครใจเป็นทาสหนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษที่รุนแรงจากการไม่มีสินไหมมาทดแทน

ในยุคนี้เริ่มมีการทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ แม้ลูกหนี้จะไม่ได้ถูกนับว่าเป็นทาส แต่เงื่อนไขในสัญญามักเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหนี้มากกว่า เช่น ต้องจ่ายคืนเป็นสองเท่าหรือมากถึงเก้าเท่าของหนี้เดิม บางครั้งเจ้าหนี้อาจเรียกร้องรายได้ถึง 90% ของลูกหนี้จนกว่าหนี้จะหมด ทำให้พอเป็นหนี้ครั้งก็ทำให้พวกเขาต้องยากจนต่อไปอีกนาน

หนี้ในยุคกลาง - ศาลตัดสินคดีหนี้ 

เมื่อเข้าสู่ยุคกลางในยุโรป (ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15) ก็เริ่มมีการออก กฎหมายเกี่ยวกับการเก็บหนี้ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้สามารถนำเรื่องขึ้นศาล และศาลจะส่งเจ้าพนักงานบังคับคดี (Bailiff) เพื่อยึดทรัพย์สินของลูกหนี้มาชำระหนี้

แต่ในความเป็นจริง เจ้าพนักงานมักจะยึดทรัพย์สินเกินกว่ามูลหนี้ และทรัพย์สินที่ยึดมาก็แทบจะไม่ถูกส่งถึงมือเจ้าหนี้

เรื่องเล่าจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ - คนอยุธยาฯ เป็นหนี้เพราะอยากกินทุเรียน 

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สมัยอยุธยา) จดหมายเหตุลาลูแบร์ ซึ่งเขียนโดยราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักอยุธยาในช่วง ค.ศ. 1678 ได้บันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับทาสไว้ว่า มีชาวบ้านบางคนถึงกับยอมขายตัวเองเป็นทาสเพื่อนำเงินมาซื้อทุเรียนกิน ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงมากในสมัยนั้น

เรื่องนี้นักประวัติศาสตร์บางท่านมองว่า ภาพนี้อาจสะท้อนว่าสภาพความเป็นอยู่ของทาสในสมัยนั้นอาจไม่ได้ลำบากมากนัก

หนี้ในยุควิคตอเรียน - คนเป็นหนี้ต้องคิดคุก 

ในยุควิคตอเรียน (ค.ศ.1837-1901) ลูกหนี้อาจถูกจำคุกได้ โดยแยกออกจากนักโทษทั่วไป ในช่วงปลายยุควิคตอเรียน มีการสร้าง "คุกหนี้" (debt prison) ขึ้นมาโดยเฉพาะ ลูกหนี้จะถูกกักขังจนกว่าจะชำระหนี้ได้หมด โดยสามารถทำงานในคุกเพื่อชำระหนี้ได้ แต่ค่าแรงต่ำมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้หนี้หมด

หนี้สมัยใหม่ - ดอกเบี้ยติดล้อและระบบคุ้มครอง 

ปัจจุบัน ระบบการจัดการหนี้ซับซ้อนขึ้นมาก แต่ยังคงใช้ระบบศาลเป็นหลัก แทบจะทุกประเทศทั่วโลกมีการแบ่งประเภทคดีตามขนาดของหนี้และความซับซ้อนของคดี และมีกฎหมายที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ คิดดอกเบี้ยจากหนี้ที่ค้างชำระได้ รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชยและค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ได้ด้วย

แต่ละประเทศมีกฎที่แตกต่างกันไป บางแห่งมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สามารถเรียกเก็บจากลูกหนี้ได้ ขณะที่บางประเทศมีกฎหมายคุ้มครองลูกหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม

สรุป : หนี้ในมิติประวัติศาสตร์

‘หนี้’ คือสิ่งหนึ่งที่สะท้อนวิวัฒนาการทางความคิดและความเจริญของระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติ จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนอย่างเรียบง่าย สู่ระบบการเป็นทาสหนี้ ระบบสัญญา ระบบศาล จนมาถึงปัจจุบัน ระบบหนี้ได้พัฒนาจนกลายเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญ มีกฎหมายและระเบียบที่ชัดเจนควบคุมทั้งดอกเบี้ยและการทวงหนี้ แม้แต่ละประเทศจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานเดียวกัน คือการสร้างดุลยภาพระหว่างสิทธิของเจ้าหนี้และการคุ้มครองลูกหนี้

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save