ทองคำ สัญญาณของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ? ทำความเข้าใจวัฏจักรราคาทองคำและ Dow to Gold Ratio

ทองคำ สัญญาณของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ? ทำความเข้าใจวัฏจักรราคาทองคำและ Dow to Gold Ratio

ในโลกของการลงทุน ไม่มีสินทรัพย์ใดที่คงอยู่ตลอดกาล—ราคามีขึ้นก็ต้องมีลง และทองคำเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ทว่า ทองคำสินทรัพย์ที่มีค่ามาตลอดใน 6,000 ปีในอารยธรรมมนุษย์ ราคาทองคำที่ทำ All Time High ในครั้งนี้เป็นตัวสะท้อนภาวะอะไรในเศรษฐกิจโลกหรือเปล่า?

บทความนี้เราถอดบทเรียนบางส่วนมาจากคลิป“ลงทุนแนว MI | EP 32 | "ราคาทองคำ" กำลังบอกอะไรกับนักลงทุน ?” ของคุณกวี ชูกิจเกษม จะมีอะไรบ้างมาดูกัน!

ความสำคัญและวัฏจักรราคาทองคำ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มนุษย์ให้คุณค่ามานานกว่า 6,000 ปี มีการค้นพบว่าทองคำถูกใช้เป็นเครื่องประดับมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล และค่อยๆ พัฒนามาส่วนหนึ่งของระบบเงินตรามาตั้งแต่ในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล

ต่อมา ก็เป็นหัวใจสำคัญของระบบ Gold Standard ที่กำหนดให้ทุกธนบัตรและเหรียญที่ใช้ในรัฐต้องมีทองคำหนุนหลัง

จนกระทั่งสหรัฐฯ ประเทศมหาอำนาจของโลกประกาศยกเลิกระบบนี้ในปี 1971 ทำให้ทองคำไม่ได้เป็นสกุลเงินสำรองหลักอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการใช้สกุลเงินสำรองก็ไม่ได้ทำให้ทองคำถูกลดความนิยมลง และถึงแม้ จะมีนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ขึ้นมาอย่าง คริปโตเคอเรนซี่ ล่าสุด ราคาทองคำก็ทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2025 โดยในปีนี้ทองคำ All-Time High ไปแล้ว 19 ครั้ง นับตั้งแต่ต้นปี ดันราคาทองโลกพุ่งขึ้นเกือบ 20%

ในคลิป “ลงทุนแนว MI | EP 32 | "ราคาทองคำ" กำลังบอกอะไรกับนักลงทุน ?” ของคุณกวี ชูกิจเกษม ช่วงหนึ่งของวิดีโอ คุณกวีได้แสดงให้เห็น Historical Gold Price Cycles หรือ วัฏจักรราคาทองคำในอดีต โดยใช้กราฟอธิบายการขึ้นลงของทองคำที่เริ่มนับตั้งแต่ปี 1969 เป็นต้นมา พบว่า

1. Gold Bull Run I (1969-1980, 11 ปี) ที่เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรฐานทองคำ (Gold Standard)และทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

2. Gold Bull Run II (1999-2001, 12 ปี) เป็นช่วงยุคฟองสบู่ dot com ทำให้ทองคำได้รับอิทธิพลจากนโยบายการเงินในช่วงนั้น ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

3. Gold Bull Run III (2015-ปัจจุบัน) ก็คือช่วงนี้ที่กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการเงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคริปโตเคอเรนซี่และนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ก็ดันให้ราคาทองคำแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

จากการวิเคราะห์ของคุณกวี ว่าอะไรที่เป็นตัวผลักดันราคาของทองคำให้วิ่งแรงๆ ก็คือการใช้ทองคำในการลงทุนและการสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าจริงๆ แล้ว นักลงทุนและธนาคารกลางเองไม่มีความมั่นใจที่จะถือสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งแล้วเขาก็เลยเลือกถือทองคำมาขึ้น

วัฏจักรราคาทองคำทำให้เห็นอะไร?

วัฏจักรราคาทองคำตั้งแต่อดีตช่วยให้เรามองเห็น รูปแบบซ้ำๆ และสามารถเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันราคาทองคำในแต่ละยุค ทำให้ราคาทองคำ แท้จริงแล้วอาจกำลังสะท้อน “ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ”

เพราะว่า ทุกช่วงที่ราคาทองคำพุ่ง (Bull Run) มักเกิดขึ้น หลังจากวิกฤตครั้งใหญ่หรือความไม่แน่นอนของระบบการเงิน เช่น Bull Run I (1969-1980) เกิดขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิก Gold Standard ระบบการเงินเปลี่ยนไปใช้เงินกระดาษ (Fiat Money) แบบเต็มตัว

หรือ Bull Run II (1999-2011) ที่เกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ดอทคอมและวิกฤติซับไพรม์ (2008) ซึ่งเป็นอีกช่วงที่นักลงทุนเสียศรัทธากับตลาดทุน

และ Bull Run III (2015-ปัจจุบัน) ในครั้งนี้ก็ค่อยๆ เริ่มขึ้นมาหลังจากมีการเติบโตของเทคโนโลยี มีการปรับใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการยอมรับคริปโตเคอเรนซี่ และปัจจัยความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจาก ทั้งเงินเฟ้อสูง สงคราม และ AI

Dow to Gold Ratio : ทองคำมักพุ่งในช่วงวิกฤต 

ไม่มีกลยุทธ์ไหนที่ให้คำตอบที่แน่นอนได้ 100% ในการคาดการณ์ราคาทอง แต่มีเครื่องมือหนึ่งที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ นั่นคือ อัตราส่วนดาวโจนส์ต่อทองคำ (Dow to Gold Ratio) โดยใช้ดัชนีดาวโจนส์หารกับทองคำ

อัตราส่วน Dow to Gold จะแสดงให้เห็นว่าต้องใช้ทองคำกี่ออนซ์ในการซื้อหุ้นในดัชนี Dow Jones Industrial Average ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราส่วนคือ 10 นั่นหมายความว่าเราต้องใช้ทองคำ 10 ออนซ์ในการซื้อหุ้นในดัชนี Dow

อัตราส่วนนี้เป็นเครื่องมือที่บอกให้เรารู้ว่าหุ้นหรือทองคำมีราคาถูกหรือแพงเกินไปหรือไม่

✅ เมื่ออัตราส่วนสูง หมายความว่าหุ้นแพงและทองคำถูก (คุณต้องใช้ทองคำเยอะขึ้นเพื่อซื้อดาวโจนส์)

✅ เมื่ออัตราส่วนต่ำ หมายความว่าหุ้นถูกและทองคำแพง (คุณใช้ทองคำเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อดาวโจนส์ได้)

ดังนั้น หากอัตราส่วน เพิ่มขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณให้คุณขายหุ้นและซื้อทองแทน
ในทางกลับกัน ถ้าอัตราส่วน ลดลง อาจเป็นโอกาสให้คุณขายทองและซื้อหุ้น

นักลงทุนคนสำคัญที่ใช้วิธีนี้คือ บิล บอนเนอร์ (Bill Bonner) ซึ่งเขาจะใช้จุดอ้างอิงที่ 5 และ 15 เมื่ออัตราส่วนเกิน 15 เขาจะขายหุ้นและมาซื้อทองคำ ในทางกลับกัน เมื่ออัตราส่วนต่ำกว่า 5 เขาจะขายทองคำและซื้อหุ้น เพราะหุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับทองคำ

ซึ่ง ณ วันที่ 1 เมษายน 2025 อัตราส่วนดาวโจนส์ต่อทองคำอยู่ที่ประมาณ 13.22 ซึ่งคำนวณได้โดยการหารค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones (ปัจจุบันอยู่ที่ 41,635.01) ด้วยราคาทองคำปัจจุบัน (3,148.80)

กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำในช่วงที่ผันผวน 

“กระจายความเสี่ยง” ในช่วงที่ทองคำทำ New High เราก็อย่าลืมไปว่า ทองคำมีขึ้นก็ต้องมีลง และกลยุทธ์อะไรที่พอจะสู้กับสภาวะความผันผวนแบบนี้ได้บ้าง?

คุณกวีแนะนำว่า “ทองคำ หุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรือเงินสดก็เป็นสินทรัพย์หนึ่งของการลงทุน” ดังนั้น เราต้องกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ตามความเสี่ยงที่รับได้ในแต่ละสินทรัพย์ในระยะยาว หรือแบ่งเงินบางส่วนมาเพื่อเก็งกำไรสร้างผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ย

ซึ่งแนวคิดอันนี้ก็เป็นกลยุทธ์การลงทุนหนึ่งตามแบบ Momentum Investor และคุณกวียังบอกไว้อีกว่า

“เราไม่จำเป็นต้องชนะตลาดเสมอไป แต่ถ้าเราต้องแพ้ เราต้องแพ้อย่างเข้าใจ”

สรุป

ราคาทองคำกำลังบอกอะไรเรา? ราคาทองคำสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก หากราคาพุ่งขึ้น อาจเป็นสัญญาณของความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงิน ในช่วงที่ตลาดผันผวน นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ไม่ควรทุ่มไปที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ เราไม่จำเป็นต้องชนะตลาดเสมอไป แต่ถ้าต้องแพ้ เราต้องแพ้อย่างเข้าใจ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save