ถ้าลงทุนแบบบัฟเฟตต์มันเรียบง่าย ทำไมคนถึงไม่รวยแบบเขา? บัฟเฟตต์ตอบ ‘เพราะไม่มีใครอยากรวยอย่างช้าๆ ไงละ’ แต่ถ้าเราอยากรวยแบบบัฟเฟตต์ต้องทำยังไง?

ถ้าลงทุนแบบบัฟเฟตต์มันเรียบง่าย ทำไมคนถึงไม่รวยแบบเขา? บัฟเฟตต์ตอบ ‘เพราะไม่มีใครอยากรวยอย่างช้าๆ ไงละ’ แต่ถ้าเราอยากรวยแบบบัฟเฟตต์ต้องทำยังไง?

มีเรื่องเล่าหนึ่งจากหนังสือ ‘MainStreet Millionaire’ ที่อ่านแล้วอดอมยิ้มไม่ได้

ครั้งหนึ่ง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งบริษัท e-Commerce ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลก ถาม วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่งของโลกเช่นกัน ว่า

“ถ้าหลักการลงทุนของคุณมันเรียบง่าย ทำไมทุกคนไม่ทำเหมือนกันไปเลยละ?”

เพราะถ้าสูตรมันง่าย แค่ทำตามก็รวยแล้ว

บัฟเฟตต์จึงตอบว่า “เพราะไม่มีใครอยากจะรวยช้าๆ ยังไงละ”

ประเด็นนี้สำคัญมากๆ มันแสดงให้เห็นว่าหลักการลงทุนเพื่อความร่ำรวยแบบยั่งยืนนั้นมีอยู่แล้ว เรียบง่ายด้วย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ เพราะอยากกลายเป็นมหาเศรษฐีอย่างรวดเร็ว

พอมีความคิดแบบนั้น สิ่งที่จะตามมาคือคนอาจจะเริ่มมองหา ‘เคล็ดลับ’ สูตรเด็ดอะไรบางอย่าง ถูกดึงดูดเข้าหาความซับซ้อนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุน

ในหัวอาจจะนึกไปถึงนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในชุดสูทราคาแพง จ้องมองจอภาพหลายจอที่เต็มไปด้วยกราฟแท่งเทียนสีเขียวแดง, ตัวเลขที่วิ่งพล่าน และเส้นกราฟที่ตัดไปมาจนคนธรรมดามองแล้วได้แต่ถอนหายใจ

แต่อย่างที่บัฟเฟตต์บอกนั่นแหละครับ ที่จริงแล้วหลักการลงทุนเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก

เขาไม่ได้ค้นพบสูตรลับอะไรใหม่ เพียงแค่มองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่แต่คนมองข้าม นั่นก็คือความสำเร็จที่ยั่งยืนในการลงทุนไม่ได้มาจากความสามารถในการพยากรณ์สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่มาจากการทำความเข้าใจในสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ และมีวินัยที่จะยึดมั่นกับมันมากกว่า

ปรัชญาของบัฟเฟตต์ตั้งอยู่บนรากฐานที่เรียบง่ายคือ “ลงทุนในสิ่งที่คุณเข้าใจเท่านั้น”

เขาจะไม่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอันซับซ้อนซึ่งเขาสารภาพว่าไม่เข้าใจ หรือพยายามเก็งกำไรจากความผันผวนของตลาด

เขามองหาสิ่งที่น่าเบื่อและคาดเดาได้ เช่น บริษัทที่ขายน้ำอัดลม, บริษัทประกันภัย, หรือผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์

ธุรกิจเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน รูปแบบการทำกำไรที่ชัดเจน และมีความต้องการของลูกค้าที่ค่อนข้างคงที่

บัฟเฟตต์ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อรันโมเดลทางการเงินที่ซับซ้อน (เขาเคยพูดติดตลกว่าเขาใช้มันเพื่อเล่นบริดจ์ออนไลน์) ไม่ได้พยายามคาดเดาว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทำอะไรในไตรมาสหน้า หรือเศรษฐกิจโลกจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ เขากำลังถามคำถามที่เรียบง่ายและแตกต่างออกไป

* ธุรกิจนี้จะยังคงอยู่และทำกำไรได้ในอีก 10, 20, 30 ปีข้างหน้าหรือไม่?
* เราเข้าใจหรือไม่ว่าบริษัทนี้สร้างรายได้อย่างไร?
* ผู้บริหารมีความสามารถและซื่อสัตย์หรือไม่?
* ราคาที่จ่ายในวันนี้ สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจในระยะยาวหรือไม่?

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่พลาดไป พวกเขาคิดว่าการลงทุนคือการค้นหา "หุ้นที่จะวิ่ง" ในอีกสามเดือนข้างหน้า แต่สำหรับบัฟเฟตต์ มันคือการซื้อ "ธุรกิจ" ที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม และเป็นเจ้าของมันไปเรื่อยๆ

James Pardoe เขียนเอาไว้ในหนังสือ “ตามรอยบัฟเฟตต์”

“ความซับซ้อนนั้นอาจจะเป็นโทษกับคุณ อย่าพยายามที่จะถอดรหัสจากทฤษฎีการลงทุน เช่น ราคาออปชัน หรือค่าเบต้า ที่จริงแล้วคุณไม่มีความจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีเหล่านี้เลย บทเรียนสำคัญที่บัฟเฟตต์เรียนรู้จาก เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของเขาคือ ‘คุณไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยากๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม’”

แก่นแท้อีกอย่างหนึ่งของความสำเร็จแบบบัฟเฟตต์ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการวิเคราะห์ที่คนอื่นทำไม่ได้ แต่อยู่ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองในตลาด เพราะมันคือเวทีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ แกว่งไปมาระหว่างความโลภสุดขีดและความกลัวสุดขีด

บัฟเฟตต์เข้าใจเรื่องนี้ดี และคำพูดอันโด่งดังของเขาที่บอกว่า "จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว" ช่วยเตือนใจนักลงทุนให้มีสติอยู่เสมอไม่ว่าตอนนั้นสถานการณ์ของตลาดจะเป็นยังไง

เขาซื้อหุ้น Washington Post จำนวนมหาศาลในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำในปี 1973-74 เปลี่ยนเงิน 10.6 ล้านเหรียญให้กลายเป็น 1 พันล้านเหรียญในภายหลัง (ซึ่งตรงนี้ก็ใช้เวลาหลายสิบปี) เขาเทเงิน 1 พันล้านเหรียญซื้อหุ้น Coca-Cola หลังจากเหตุการณ์ Black Monday ในปี 1987 ซึ่งลงทุนต่อมาเรื่อยจนถึงตอนนี้มูลค่ากว่า 25,000 ล้านเหรียญแล้ว

การตัดสินใจเหล่านี้ล้วนต้องการความนิ่งทางอารมณ์ และความเชื่อมั่นในหลักการของตัวเองในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตระหนก พลังวิเศษที่แท้จริงไม่ใช่การวิเคราะห์ แต่คือการ "รอ" และ "อดทน" ทำในสิ่งที่ถูกต้องในขณะที่คนอื่นกำลังทำสิ่งที่ผิดพลาดเพราะแรงกดดันทางอารมณ์

บทเรียนที่เราสามารถนำไปใช้ได้

1. ทำให้ง่ายเสมอ (Keep it Simple)

หัวใจสำคัญคือการรู้จักขอบเขตความสามารถของตัวเอง หรือที่บัฟเฟตต์และชาร์ลี มังเกอร์เรียกว่า "Circle of Competence" (ขอบข่ายความเชี่ยวชาญ) คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แค่เข้าใจบริษัทที่คุณเป็นเจ้าของให้ดีก็พอ หากคุณไม่สามารถอธิบายธุรกิจของบริษัทให้เด็กอายุ 10 ขวบเข้าใจได้ใน 5 นาที คุณก็อาจจะไม่ควรลงทุนในบริษัทนั้น

2. ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง (Be Your Own Advisor)

ไม่มีใครใส่ใจเงินของคุณมากเท่าตัวคุณเอง ระวัง "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการซื้อขายบ่อยครั้งของคุณ หรือกองทุนรวมที่เก็บค่าธรรมเนียมมหาศาล การเรียนรู้หลักการพื้นฐานและคิดด้วยตัวเองคือการป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด

3. ศึกษาจากผู้ที่มาก่อน (Study the Masters)

บัฟเฟตต์ไม่เคยปิดบังว่าแนวคิดส่วนใหญ่ของเขามาจากเบนจามิน เกรแฮม การอ่านหนังสือ "The Intelligent Investor" ของเกรแฮม หรือจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ในแต่ละปี คือการเข้าถึงบทเรียนมูลค่าหลายพันล้านเหรียญโดยตรงจากแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด

เรื่องราวความสำเร็จของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับความอัจฉริยะในการเลือกหุ้น แต่มันคือเรื่องราวของพลังแห่งความเรียบง่าย, วินัยทางอารมณ์, และการมองการณ์ไกล

มันไม่ได้เป็นสูตรลับซับซ้อน และมันก็วางอยู่ตรงหน้าเราทุกคน ขอเพียงแค่เรามีวินัยพอที่จะหยิบมันขึ้นมาและไม่ปล่อยให้เสียงรบกวนจากความซับซ้อนทำให้เราไขว้เขวไปเสียก่อน

สก็อตต์ แกลโลเวย์ (Scott Galloway) นักลงทุนและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งเขียนไว้ในหนังสือการเงินขายดีของเขา ‘Algebra of Wealth’ บอกว่า “ผมรู้วิธีที่จะทำให้คุณรวยได้ แต่ข่าวร้ายคือมันจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ”

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save