ออมเงินมันยากเพราะ ’เราในอนาคต’ คือ ‘คนแปลกหน้า’ เหตุผลทางจิตวิทยาที่อธิบายว่าทำไมเรามักเลือกสิ่งที่ต้องการทันที แทนสิ่งที่ดีกว่าสำหรับอนาคต

ในรายการ Tonight Show เจอร์รี ซายน์เฟลด์ (Jerry Seinfeld) นักแสดงตลกชื่อดังได้พูดถึงสิ่งที่เขาสังเกตเห็นและรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดมาก ในโฆษณาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกอากาศช่วงคริสต์มาส โฆษณาหลายตัวบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินจนกระทั่งเดือนมีนาคม เขาเลยคิดว่า
“ไม่ต้องจ่ายเงินจนกว่าจะถึงเดือน มีนาคมรึ! เขาสงสัย ยังกับเดือนมีนาคมไม่มีวันมาถึงงั้นแหละ! โอเค ฉันไม่มีเงินตอนนี้ แต่ไอ้หมอนั่นอาจมีตอนเดือนมีนาคมก็ได้”
เขายังพูดติดตลกอีกว่าเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกละอายใจเหมือนตอนที่ทำความผิดแบบเดียวกันกับตัวเอง เช่น การอยู่จนดึกดื่นโดยไม่กังวลว่าเขาในตอนเช้าจะรู้สึกอย่างไร กับการได้นอนแค่ห้าชั่วโมง
“แล้วนาฬิกาก็ปลุกคุณขึ้นมาตอนเช้า รู้สึกทั้งง่วงทั้งมึน... โอยเกลียด ‘ไอ้คนตอนกลางคืนชะมัด!’ ชอบทำให้ ‘คนตอนเช้านี้’ มีปัญหาทุกที แล้ว "คนตอนเช้า" จะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากหลับต่อและตื่นสายบ่อยๆ เพื่อที่ ‘คนตอนกลางวัน’ จะโดนไล่ออกจากงานและทำให้ ‘คนตอนกลางคืน’ ไม่มีเงินไปเที่ยวอีกต่อไป”
สิ่งที่ชายน์เฟลด์พูดแม้จะเป็นมุกตลก แต่มันก็มีความจริงบางอย่างแฝงอยู่คือเราอาจมองตัวเราในอนาคตราวกับ ‘คนแปลกหน้า’ เลยจริงๆ
และเมื่อรู้สึกแบบนั้น เราจึงปฏิบัติต่อตัวเราในอนาคตเหมือนคนแปลกหน้าไปด้วย ทั้งๆ ที่...เราควรจะเห็นใจตัวเราหน่อย...เพราะคนที่ลำบากตอนนั้นก็ไม่ใช่ใคร...ก็เรานี่แหละ จริงไหม?
เกิดอะไรขึ้น?
เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาบ้าง
- อยากมีสุขภาพดีแต่วันนี้ขอตามใจปาก
- อยากมีอิสรภาพทางการเงินแต่ไว้ “เดือนหน้าค่อยเริ่มเก็บเงินก็แล้วกัน”
- งานไม่เสร็จแต่อยากหนีเที่ยวก็คิดว่า “งั้นฝากด้วยนะ ตัวฉันในวันพรุ่งนี้”
ไม่ใช่เรื่องแปลก เราทุกคนล้วนอยากมีอนาคตที่สดใส แต่ขณะเดียวกันก็มักตัดสินใจโดยให้น้ำหนักกับความรู้สึกในวันนี้โดยไม่สนใจวันข้างหน้าเท่าที่ควร
ฮาล เฮิร์ชฟิลด์ (Hal Hershfield) นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์จาก UCLA ได้ศึกษาปรากฏการณ์นี้มายาวนาน และสรุปเป็น “จิตวิทยาแห่งการตัดสินใจเพื่ออนาคต” ไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ "Your Future Self"
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) แล้วในปี 2024 เนื่องจากมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ (ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) 20% ของประชากรทั้งหมด
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หลังเกษียณมีสัดส่วนถึง 21.1% และมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี 84.2% สอดคล้องกับผลสำรวจจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่าคนไทย 30% ไม่มีเงินเก็บเพื่อการเกษียณ และ 60% มีเงินเก็บไม่ถึง 200,000 บาท
แต่ปัญหาการออมเงินเพื่ออนาคตไม่ได้เกิดกับแค่คนไทยเท่านั้น แต่เป็นกันทั่วโลก งานวิจัยหนึ่งพบว่าคนอายุ 65 ปีในหลายประเทศพัฒนาแล้ว มีเงินเก็บพอใช้รักษามาตรฐานชีวิตเดิมได้ถึงแค่ช่วงอายุประมาณ 70 ปีเท่านั้น ทั้งที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึง 85–90 ปี
นั่นหมายความว่าเงินออมทั้งหมดตลอดชีวิตอาจใช้พอถึงวัย 70 ต้น ๆ และจากนั้นจะค่อย ๆ ร่อยหรอลงไป ไม่พอเลี้ยงดูตัวเองจนบั้นปลาย สถิตินี้สะท้อนว่า “การออมไม่พอใช้” เป็นวิกฤตที่หลายคนกำลังเผชิญ ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญว่า เพราะอะไรเราจึงเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคตได้ยากนัก?
‘ตัวฉันในอนาคต’ คือคนแปลกหน้าในสายตาของเรา
หนึ่งในสาเหตุหลักคือสมองของเรามักจินตนาการ “ตัวเองในวันข้างหน้า” เสมือนเป็นคนอื่นคนหนึ่ง!
ตัวอย่างการทดลองโดยเอมิลี โพรนิน (Emily Pronin) แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน พบว่านักศึกษาที่ถูกขอให้บรรยายมื้ออาหารที่ทานอยู่ตอนนั้น มักเล่าในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (เห็นอาหารตรงหน้าตัวเอง) แต่พอให้จินตนาการถึงมื้ออาหารในอนาคตหลังอายุ 40 ปี กลับมีแนวโน้มถึง ‘4 เท่า' ที่จะบรรยายในมุมมองบุคคลที่สาม ราวกับกำลังมองเห็นตัวเองเป็นคนอื่นในฉากนั้น
นอกจากนี้ งานวิจัยของเฮิร์ชฟิลด์ที่สแกนสมองผู้เข้าร่วมการทดลองก็ยืนยันผลลัพธ์ทำนองเดียวกัน รูปแบบสมองขณะคิดถึงตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า คล้ายกับตอนคิดถึงคนแปลกหน้ามากกว่าตอนคิดถึงตัวเองในปัจจุบัน
เมื่อ “ตัวฉันในอนาคต” ถูกมองเป็นเหมือนคนอื่นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกที่เรามักไม่ค่อยทำอะไรเพื่อประโยชน์ของเขาคนนั้นเลย
ทั้งกินเกินพิกัด ใช้เงินเกินตัว และผัดวันประกันพรุ่งเรื่องเก็บออม
เพราะลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่าคนคนนั้นไม่ใช่ “เราจริงๆ” อยู่ดี
ยิ่งมองอนาคตเป็นคนแปลกหน้าเท่าไร เราก็ยิ่งเฉยเมยต่อความเป็นอยู่ของเขาเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน หากเรารู้สึกผูกพันเห็นใจ “ตัวฉันในอนาคต” ราวกับเป็นคนใกล้ชิดคนหนึ่ง (เช่นคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทสักคนหนึ่ง) เราก็จะเต็มใจทำอะไรดีๆ เพื่อเขามากขึ้น
งานวิจัยพบว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองในอนาคตคล้ายกับตัวเองตอนนี้ (connectedness) มักมีทรัพย์สินเก็บออมมากกว่า และมีแนวโน้มจะทำสิ่งต่างๆ เพื่ออนาคตตัวเอง ทั้งยังสุขภาพจิตดีกว่าและพึงพอใจในชีวิตมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมเราถึงให้น้ำหนักกับปัจจุบันและอารมณ์ ณ ขณะนี้
มีคำกล่าวหนึ่งที่บอกว่า อารมณ์ ณ ปัจจุบัน เหมือนเป็นการเอา ‘แว่นขยาย’ มาส่อง
เพราะสิ่งที่เรารู้สึกในเวลานี้มักจะใหญ่หลวงและสำคัญที่สุดเสมอ เมื่อเทียบกับความรู้สึกของตัวเราในอดีตหรืออนาคต
นี่คือหลักการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “อคติชอบปัจจุบัน (Present Bias)” ที่แฝงอยู่ลึกๆ ที่เรามักให้ค่ากับความสุขหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ มากกว่าเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
เวลาอยู่ต่อหน้าสิ่งเย้ายวนใจ เรามักคว้าเอา “ปัจจุบันอันแน่นอน” ไว้ก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความสุขเล็กๆ อย่างการซื้อกาแฟราคาแพงหรือการชอปปิงของฟุ่มเฟือย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายตอนนี้ มากกว่าจะอดเปรี้ยวไว้กินหวานเพื่ออนาคตที่ยังอีกไกล
ยกตัวอย่างง่ายๆ หลายคนเลือกเงิน 100 บาทวันนี้แทนที่จะรอรับ 150 บาทปีหน้า แม้ตัวเลขมากกว่าชัดเจนก็ตาม หรือเลือกกินฟาสต์ฟู้ดแทนสลัดเพื่อสุขภาพ ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับรางวัลระยะสั้นมากกว่าผลตอบแทนระยะยาวที่ใหญ่กว่าในอนาคต
ความรู้สึก ณ ตอนนี้ทั้งความอยาก ความเหนื่อย ความเครียด ฯลฯ มักจะถูกขยายใหญ่จนกลบเสียงเหตุผลเรื่องอนาคต (เหมือนโดนแว่นขยาย) เราเลยตามใจตัวเองได้ง่าย เช่น ตัดสินใจพักผ่อนหรือจับจ่ายสิ่งบันเทิงใจก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลังเรื่องวินัยการเงินหรือสุขภาพ
พูดง่ายๆ คือความสุข/ทุกข์ตรงหน้านั้นเห็นชัดจับต้องได้ แต่ประโยชน์หรือภัยในอีก 20 ปีข้างหน้าช่างดูเลือนลางเกินกว่าจะดึงดูดความสนใจเรา
นอกจากนั้น มนุษย์ยังมีแนวโน้ม “มองโลกในแง่ดีเกินจริง” หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Optimism Bias” โดยไม่รู้ตัว เรามักเชื่อว่าพรุ่งนี้หรืออีกหลายสิบปีข้างหน้าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรามากกว่าที่สถิติความเป็นไปได้บ่งชี้ และประเมินโอกาสเกิดเรื่องแย่ๆ กับตัวเองต่ำเกินจริงเสมอ
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงผัดวันประกันพรุ่งในการวางแผนการเงินและดูแลสุขภาพ เพราะคิดว่า “ยังมีเวลาอีกเยอะ ทุกอย่างจะลงตัวเองแหละ” ทั้งที่ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้
แน่นอน มองเผินๆ พฤติกรรมนี้อาจดูเหมือนความขี้เกียจหรือขาดวินัย แต่ความจริงแล้วมันคือธรรมชาติของมนุษย์ที่มักเริ่มต้นจากการมองอนาคตในแง่บวกไว้ก่อน แอบปลอบใจตัวเองอยู่ลึกๆ ว่า “เรื่องเลวร้ายคงไม่เกิดกับฉันหรอก” และนั่นทำให้เราไม่รีบเตรียมการรับมืออย่างที่ควรจะทำ
การมีความหวังย่อมเป็นเรื่องดี ช่วยให้มีกำลังใจดำเนินชีวิตต่อไป แต่เราก็ควรสร้างสมดุลระหว่าง “ความหวัง” กับ “ความเสี่ยง” ด้วยเช่นกัน นั่นคือไม่ประมาทเพียงเพราะคิดบวก แต่ให้ยอมรับข้อมูลความจริงและสถิติต่างๆ มาประกอบการวางแผนอนาคตให้รอบคอบขึ้น
การรู้ตัวว่ามนุษย์เรามีจุดอ่อนเชิงจิตวิทยาเหล่านี้อย่างการมองอนาคตเป็นคนอื่น, เห็นแก่ปัจจุบัน, และมองโลกดีเกินจริง คือก้าวแรกในการแก้ไข เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยการเงินได้ หากไม่เข้าใจต้นตอที่แท้จริงก่อนนั่นเอง
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

