Gen Z กับนิยามใหม่ของ “ความสำเร็จ” เมื่อเงินไม่ใช่เป้าหมาย และงานไม่ใช่สัญญาตลอดชีวิตสำหรับ “คนรุ่นที่ใช้เหตุผลนำหน้าอุดมคติ”

Gen Z กับนิยามใหม่ของ “ความสำเร็จ” เมื่อเงินไม่ใช่เป้าหมาย และงานไม่ใช่สัญญาตลอดชีวิตสำหรับ “คนรุ่นที่ใช้เหตุผลนำหน้าอุดมคติ”

ในอดีตนิยาม ‘ความสำเร็จ’ ของชีวิตเคยมาพร้อมสูตรสำเร็จง่าย ๆ
“เรียนจบ ได้งานดี ซื้อบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย และเก็บเงินจนมีทรัพย์สินมั่นคง” 🧑‍

แต่สำหรับเหล่า Gen Z (เกิดตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา) โลกแบบนั้นแทบจะไม่เหลืออยู่จริงอีกแล้ว ราคาบ้านพุ่งสูง เศรษฐกิจผันผวน และโอกาสทำงานกับบริษัทเดียวตลอดชีพแทบเป็นไปไม่ได้ การตอบสนองของกลุ่มคนรุ่นนี้ค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผล นั่นก็คือการกลับมามองว่าบางทีพวกเขาอาจไม่ได้ต้องการ “สูตรชีวิต” แบบเก่าอีกต่อไปแล้วก็ได้

งานวิจัยขนาดใหญ่ของ EY Generational Dynamics ที่สำรวจคนหนุ่มสาวกว่า 10,000 คน ใน 10 ประเทศ (อเมริกา, บราซิล, เยอรมนี, สวีเดน, ซาอุดิอาระเบีย, แอฟริกาใต้, อินเดีย, จีน, เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น) พบว่า Gen Z มองความสำเร็จและเส้นทางชีวิตด้วย “เหตุผลและความระมัดระวัง” (reasoned skepticism) จนถูกนิยมว่า “Pragmatic Generation” หรือ “คนรุ่นที่ใช้เหตุผลนำหน้าอุดมคติ”

พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่กำลังก้าวสู่วัยผู้ใหญ่แบบเดินตามกันไปเท่านั้น แต่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เลือกใช้มาตรวัดใหม่และยอมรับว่าโลกที่กำลังอยู่นี้เปลี่ยนไปแล้ว

เงินคือเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง ]สิ่งที่โดดเด่นในข้อมูลคือ ทัศนคติทางการเงินของ Gen Z ตรงไปตรงมาและระมัดระวัง

87% ของคนหนุ่มสาวทั่วโลกมองว่า “อิสรภาพทางการเงิน” มีความสำคัญมากหรือสำคัญที่สุด กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่สำรวจ (บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน) ให้คะแนนความสำคัญนี้เกิน 90% (สวีเดนเป็นข้อยกเว้นที่ 58% ซึ่งอาจมาจากระบบการศึกษา สวัสดิการ และระบบสังคมที่แข็งแรงอยู่แล้ว)

แต่ที่น่าสนใจคือมีเพียง 42% เท่านั้นที่มองว่า “ความมั่งคั่ง” คือเครื่องหมายของความสำเร็จ ซึ่งอยู่หลังตัวชี้วัดอย่างสุขภาพจิต สุขภาพกาย และความสัมพันธ์ในครอบครัว พูดให้เข้าใจง่าย สำหรับ Gen Z เงินไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย แต่เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความยืดหยุ่น เป้าหมายส่วนตัว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Joe Depa ประธานฝ่ายนวัตกรรมระดับโลกของ EY สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า Gen Z ไม่กำลัง ‘ผัดผ่อน’ การเป็นผู้ใหญ่ ความคิดที่ว่าพวกเขาไม่ยอมโตซะทีเป็นอะไรที่ล้าสมัยแล้ว พวกเขาไม่ได้มองหมุดหมายชีวิตด้วยการต่อต้าน แต่ด้วย “ความสงสัยอย่างมีเหตุผลและมุมมองแบบโลกกว้าง”

องค์กรและธุรกิจต่างๆ ควรพิจารณาว่าจะสื่อสาร “คุณค่า” ของสินค้าและบริการ หรือคุณค่าที่มอบให้พนักงาน (employee value proposition) ให้กว้างเกินกว่าประโยชน์ด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว เพราะความมั่นคงทางการเงินทำหน้าที่เป็น “ฐาน” สำหรับชีวิตที่เติมเต็ม มากกว่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุด

งานไม่ใช่สัญญาตลอดชีวิต

ถ้า Baby Boomer และ Gen X เคยภักดีต่อองค์กรเดียวเป็นสิบ ๆ ปี ทำงานบริษัทเดียวจนกระทั่งเกษียณ Gen Z กลับมองโลกของการทำงานต่างออกไป

งานวิจัย EY พบว่า 59% ของ Gen Z คาดว่าจะทำงานให้กับ 2–5 องค์กรตลอดชีวิต และเกือบ 20% มองว่าจะเปลี่ยนงานถึง 6 ครั้งหรือมากกว่านั้น

วิธีคิดที่ยืดหยุ่นต่อการทำงาน ทั้งการเปลี่ยนงานและการทำงานเสริมหลายๆ อย่าง ไม่ได้บอกว่าพวกเขาไร้ความอดทน แต่มันสะท้อนความต้องการประสบการณ์ที่หลากหลาย ผสมกับบทเรียนจากความผิดพลาดที่รุ่นก่อนเคยเจอ รวมไปถึงการตอบสนองแบบมีเหตุผลต่อความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ความไม่แน่นอน และเศรษฐกิจที่ผันผวนตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา (และที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย)

สภาพแวดล้อมที่ตอบสนองต่อการเติบโต และสัญญาว่าองค์กรจะพัฒนาไปพร้อมกับพวกเขา การเปลี่ยนงานไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสใหม่

ความสำเร็จ : จากภายในสู่ภายนอก

Gen Z มองความสำเร็จเป็นสิ่งที่เริ่มจาก “ภายใน” มากกว่าการไล่ตามเกณฑ์ภายนอกที่สังคมกำหนด สุขภาพกาย สุขภาวะทางจิตใจ และความสัมพันธ์ครอบครัวเป็นตัวชี้วัดสำคัญมากกว่าตำแหน่ง เงินเดือน หรือทรัพย์สิน

การแต่งงานหรือมีบุตรไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาปฏิเสธ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อมั่นใจว่ามีความพร้อมทั้งอารมณ์และการเงินแล้วเท่านั้น

51% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับแรก และ 45% ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ครอบครัวรวมถึงลูกด้วย

นั่นไม่ได้หมายความว่าคนหนุ่มสาวในปัจจุบันจะไม่กังวลเรื่องการเงิน เงินยังคงสำคัญ พวกเขากังวลมากทีเดียว แต่ต้องการมากกว่าค่าแรง อยากทำงานกับองค์กรที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง (69%) และต้องการนายจ้างที่เคารพเวลาส่วนตัว (61%)

ที่สำคัญ สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการมองหา “สมดุลระหว่างงานกับชีวิต” เท่านั้น แต่คือการมองหาอาชีพและงานที่ช่วยสร้างชีวิตที่มั่นคง แทนที่จะมีชีวิตที่มีงานเป็นศูนย์กลาง

ต่อไปการปีนบันไดอาชีพแบบเส้นตรงถูกแทนที่ด้วยเส้นทางแบบ “โครงการ” (project-based) การทำงานที่มีความหมาย สภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น และโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ ๆ แทน

องค์กรที่หวังจะรักษาคนรุ่นนี้ต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ความยืดหยุ่น เช่น การทำงานแบบ Hybrid เวลาทำงานยืดหยุ่น หรือ “micro-retirement” ระหว่างการเปลี่ยนงาน กลายเป็นสิ่งจำเป็น
Gen Z ยังต้องการเห็นองค์กรมีจุดยืนด้านคุณค่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิต ความยั่งยืน และความยุติธรรมทางสังคม กว่า 70% ต้องการให้บริษัทโปร่งใสทั้งเรื่องค่านิยมและการจ่ายค่าตอบแทน และจะไม่ลังเลที่จะตั้งคำถามกับผู้นำหากขาดความจริงใจ

57% จะลาออกทันทีหากพบโอกาสพัฒนาตนเองที่ดีกว่า พวกเขาให้คุณค่าการเรียนรู้และความก้าวหน้าในสายอาชีพ ความภักดีต่อองค์กรและแบรนด์มีเงื่อนไข นั่นคือต้องเป็นความภักดีที่ได้รับการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อด้วยเช่นเดียวกัน

บทเรียนสำหรับผู้นำองค์กร

Gen Z อาจถูกมองว่า “ไม่ภักดี” หรือ “ใจร้อน” แต่ในความเป็นจริงนี่คือใช้เหตุผลนำหน้าอุดมคติเพื่อสะท้อนโลกความจริงที่กำลังเผชิญอยู่ พวกเขาเติบโตในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและองค์กรจำนวนมากไม่สามารถรับประกันความมั่นคงได้ การปรับตัวอย่างรวดเร็วเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อการเอาตัวรอดที่ชาญฉลาด

สำหรับผู้นำองค์กร ความท้าทายนี้เป็นทั้งคำเตือนและโอกาส องค์กรที่ปรับตัวได้ มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และจริงใจ จะสามารถดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ไว้ได้ ในทางกลับกัน องค์กรที่ยึดติดกับโครงสร้างแบบเดิมจะเสี่ยงสูญเสียตัวตนหรือความสำคัญในยุคต่อไป

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save