ทำไมทรัมป์ถึงอยากซื้อ ‘Greenland’? จุดยุทธศาสตร์-เศรษฐกิจอาร์กติก ที่กรีนแลนด์และเดนมาร์กจะยืนยันว่า “ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อขายได้”

กรีนแลนด์ (Greenland) ดินแดนทางเหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2.2 ล้านตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง อดีตเคยเป็นเมืองขึ้นของเดนมาร์ก แต่ได้รับสิทธิปกครองตนเองในปี 1979
รัฐบาลกรีนแลนด์จัดการเรื่องภายใน แต่อำนาจทางการทหารทางฝ่ายเดนมาร์กเป็นคนดูแล
มีประชากรประมาณ 57,000 คน และ GDP ประเทศที่ประมาณ 3,236 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 108,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจมาจากการตกปลาและการท่องเที่ยว
แล้วทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ถึงได้แสดงความสนใจอยากจะซื้อเกาะแห่งนี้...อีกครั้ง?
เขาเคยแสดงความสนใจมาแล้วรอบหนึ่งครั้งที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งก่อน แต่ตอนนั้นไม่มีความคืบหน้า
และที่จริงแล้วทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่สนใจที่จะซื้อกรีนแลนด์
ปี 1946 ประธานาธิบดี แฮร์รี่ ทรูแมน (Harry Truman) ก็เคยเสนอขอซื้อดินแดนแห่งนี้มาแล้ว หรือก่อนหน้านั้นในปี 1868 ภายใต้ประธานาธิบดี แอนดรูว์ จอห์นสัน (Andrew Johnson) ก็เคยพยายามเช่นกัน (ที่จริงก็มีอีกหลายครั้ง) แต่ก็ไม่สำเร็จ
การกลับเข้ามารับตำแหน่งของทรัมป์ในรอบนี้ เขาก็ได้จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่อีกรอบ พร้อมกับการผลักดันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอ้างว่าการควบคุมกรีนแลนด์เป็น "สิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง" ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) ที่มุ่งแสวงหาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาร์กติกที่กำลังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
กรีนแลนด์ ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างอเมริกาเหนือและยุโรป ความสำคัญของกรีนแลนด์เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย เปิดโอกาสใหม่ทั้งด้านเส้นทางการค้าและการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เรียกว่า ’Northwest Passage’
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เส้นทางการค้าตรงนี้ถูกปิดกั้นเอาไว้เพราะน้ำแข็ง แต่ตอนนี้ด้วยภาวะโลกร้อน เส้นทางนี้กำลังเปิดออก และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังยุโรปและเอเชียจากทวีปอเมริกาเหนือแบบใกล้ที่สุดด้วย
การได้กรีนแลนด์มาอยู่ภายใต้อเมริกาจะทำให้การเข้าถึงเส้นทางนี้ง่ายขึ้น ช่วยลดระยะทางและต้นทุนการขนส่ง การควบคุมกรีนแลนด์จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของสหรัฐฯ ในการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจโลก
อีกหนึ่งประเด็นในเรื่องจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือฐานทัพอากาศพิทัฟฟิก (Pituffik) ทางตอนเหนือของเกาะ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบเตือนภัยขีปนาวุธของสหรัฐฯ การควบคุมกรีนแลนด์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากคู่แข่งสำคัญอย่างรัสเซียและจีน ที่กำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาคอาร์กติก
นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุหายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียว เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม รวมถึงอุปกรณ์ทางทหาร การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยลดการพึ่งพาจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตและส่งออกแร่ธาตุหายากรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของทรัมป์กลับถูกต่อต้านอย่างแข็งขันจากทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์ก มูเต เอเกเด (Mute Egede) นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ยืนยันชัดเจนว่า "เราไม่ได้มีไว้ขาย และเราจะไม่มีวันขาย" สะท้อนจุดยืนที่แน่วแน่ของประชาชนกรีนแลนด์ที่ต้องการรักษาอธิปไตยของตน
สถานะทางการเมืองปัจจุบันของกรีนแลนด์ก็ทำให้การดำเนินการดังกล่าวซับซ้อนมากขึ้น ดินแดนนี้มีรัฐบาลที่ดำเนินงานด้วยตนเอง แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานะของมันจะต้องมีการเจรจากับทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและประชาชนชาวกรีนแลนด์
แม้ปัจจุบันกรีนแลนด์จะยังพึ่งพาเงินสนับสนุนจากเดนมาร์กกว่า 521 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ดินแดนแห่งนี้กำลังวางรากฐานทางเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่การเป็นเอกราชในอนาคต การขายดินแดนให้สหรัฐฯ จึงขัดกับเป้าหมายตรงนี้
เดนมาร์ก ซึ่งยังคงควบคุมด้านการต่างประเทศและความมั่นคงของกรีนแลนด์ ก็แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เม็ตเต เฟรเดอริคเซน (Mette Frederiksen) ย้ำว่า "กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์" และเรียกร้องให้เคารพสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง
ล่าสุด เดนมาร์กได้ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันในกรีนแลนด์อย่างมีนัยสำคัญ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ย้ำความต้องการซื้อดินแดนแห่งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของกรีนแลนด์
แต่ทางฝั่งทรัมป์ก็ยังมีไม้ตายอีกอันหนึ่งที่เรียกว่า ‘กำแพงภาษี’ เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่เดนมาร์กส่งออกสินค้ามาให้เป็นอันดับสอง หากทรัมป์เลือกที่จะขึ้นภาษีนำเข้าจากเดนมาร์กจริงก็จะกระทบเศรษฐกิจโดยตรง
เมื่อประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง มีเสียงตอบรับจากฝ่ายต่างๆ ในเดนมาร์กและชาวกรีนแลนด์ที่แตกต่างกันออกไป ขณะที่บางคนมองว่าแนวคิดนี้ถ้าเกิดขึ้นจริงอาจจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ แต่อีกส่วนก็แสดงความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและวัฒนธรรมของชาวกรีนแลนด์ การพูดคุยเกี่ยวกับการซื้อหรือผนวกดินแดนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อาจจะกลายเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในระดับสากลเลยทีเดียว
แต่ถ้าเกิดมีการซื้อขายขึ้นจริงจะราคาประมาณเท่าไหร่?
เดวิด บาร์เกอร์ (David Barker) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอดีตนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารกลางนิวยอร์ก ประเมินตัวเลขคร่าวๆ ไว้น่าสนใจทีเดียว
จากประวัติการซื้อ Alaska จากรัสเซียในปี 1867 ที่ 7.2 ล้านดอลลาร์ (150 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) และ Virgin Islands จากเดนมาร์กในปี 1917 ที่ 25 ล้านดอลลาร์ (657 ล้านดอลลาร์) และนำเอาการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่เติบโตขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมาคำนวณ
สำหรับกรีนแลนด์ บาร์เกอร์ประเมินว่าน่าจะมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 12,500 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 77,000 ล้านดอลลาร์ เป็นช่วงราคาที่กว้างมากจริงๆ แต่ก็สะท้อนความไม่แน่นอนในการประเมินมูลค่าพื้นที่ในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี
เป็นดีลที่อาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น หรือเป็นแค่กลยุทธ์บางอย่างของทรัมป์? ต้องคอยติดตามกันต่อไป
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

