สงครามกำแพงภาษี ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ บทเรียนที่อเมริกาเคยตั้งกำแพงภาษี 40-60% จาก Smoot-Hawley Tariff Act ที่โลกยังจำไม่ลืม

สงครามกำแพงภาษี ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ บทเรียนที่อเมริกาเคยตั้งกำแพงภาษี 40-60% จาก Smoot-Hawley Tariff Act ที่โลกยังจำไม่ลืม

ลองจินตนาการว่าคุณคือชาวนาในรัฐไอโอวาในช่วงปี 1930 — เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ความมืดมนอีกครั้ง ราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างรวดเร็ว การส่งออกหยุดชะงัก คุณได้ยินข่าวจากวิทยุว่า รัฐบาลจะออกกฎหมายใหม่ที่จะช่วย ‘ปกป้อง’ เกษตรกรอย่างคุณจากการแข่งขันจากต่างประเทศ

คุณรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้าง… แต่คุณไม่รู้เลยว่า กฎหมายฉบับนั้นจะกลายเป็นหนึ่งใน “ตัวการ” ที่ฉุดเศรษฐกิจโลกให้ทรุดหนักยิ่งกว่าที่เคยเป็น

กฎหมายฉบับนั้นคือ Smoot-Hawley Tariff Act กำแพงภาษีที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

เมื่อเศรษฐกิจล่มสลาย ความกลัวก็นำการตัดสินใจ

ย้อนกลับไปปลายทศวรรษ 1920 — สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในยุคที่ถูกขนานนามว่า “Roaring Twenties” เศรษฐกิจบูม ตลาดหุ้นพุ่งสูง ชีวิตผู้คนดูจะเต็มไปด้วยความหวัง จนกระทั่งวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 1929 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Black Thursday ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพังทลาย ผู้คนแห่กันขายหุ้น ชีวิตคนชั้นกลางพังลงในชั่วข้ามคืน

เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วง Great Depression ผู้นำในรัฐสภาเริ่มมองหาทางออก หนึ่งในนั้นคือการ “ปกป้องเศรษฐกิจภายใน” จากการแข่งขันจากต่างชาติ โดยเฉพาะผลผลิตการเกษตรจากแคนาดาและยุโรป

Senator Reed Smoot และ Congressman Willis Hawley จึงเสนอร่างกฎหมายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกือบ 20,000 รายการ เพื่อกระตุ้นให้ชาวอเมริกันซื้อสินค้าภายในประเทศ เป็นการ “กันไว้ดีกว่าแก้” เพื่อรักษางานและผลผลิตของคนในชาติ

กำแพงที่สูงจนกลายเป็นดาบสองคม

Smoot-Hawley Tariff Act ผ่านสภาในปี 1930 แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักเศรษฐศาสตร์กว่า 1,000 คน รวมถึง Henry Ford และอดีตผู้นำอย่าง Calvin Coolidge แต่ประธานาธิบดี Herbert Hoover ก็ลงนามให้มันมีผลบังคับใช้

ทำให้อัตราภาษีนำเข้าพุ่งสูงถึง 40-60% สำหรับสินค้าบางประเภท ถือเป็นระดับภาษีนำเข้าที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

แน่นอนว่า ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง

แทนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว การค้าระหว่างประเทศกลับหดตัวทันที

ประเทศต่างๆ ตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีกลับ เช่น แคนาดา ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่มีมายาวนานกับสหรัฐฯ
เยอรมนี ฝรั่งเศส และประเทศในยุโรปที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบและตอบโต้ในรูปแบบเดียวกัน
ปริมาณการค้าระหว่างประเทศลดลงมากกว่า 60% ภายในไม่กี่ปี

ภายในปี 1933 เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่จุดต่ำสุดของ Great Depression

- อัตราการว่างงานสูงถึง 25%
- GDP หดตัวลงเกือบ 30%

ทำไมกำแพงภาษีที่ “ตั้งใจดี” ถึงกลายเป็นหายนะ

กฎหมาย Smoot-Hawley ตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “Protectionism” หรือแนวทางเศรษฐกิจแบบปกป้องตนเองจากการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลในยามวิกฤต แต่กลับมีผลตรงกันข้ามในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น

ประเทศต่างๆ ไม่ยอมอยู่เฉย — พวกเขาก็ตอบโต้ด้วยมาตรการที่คล้ายกัน ทำให้ตลาดโลกกลายเป็นสนามรบของภาษี

นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหลายคนเชื่อว่า Smoot-Hawley ไม่ได้ “ก่อให้เกิด” Great Depression แต่ทำให้มันแย่ลงและนานขึ้น

เสียงเตือนจากในอดีต

ในปี 1934 ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevel ได้แก้ไขความเสียหายบางส่วนด้วย “Reciprocal Trade Agreements Act” ที่ให้รัฐบาลมีอำนาจเจรจาเพื่อลดภาษีกับประเทศอื่นๆ

จากบทเรียนในครั้งนั้น สหรัฐฯ และโลกได้เรียนรู้ว่า
“การกีดกันทางการค้าในระดับสูงสุด อาจไม่ใช่คำตอบของวิกฤต”

บทเรียนสำหรับวันนี้

Smoot-Hawley ถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอในเวลาที่เกิดความตึงเครียดทางการค้า เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในช่วงปี 2018–2019 ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ใช้มาตรการขึ้นภาษีเพื่อต่อรองเรื่องสิทธิบัตรและการผลิต

หลายฝ่ายเตือนว่า “อย่าเดินซ้ำรอย” Smoot-Hawley แม้บริบทวันนี้จะต่างออกไป แต่หลักการยังเหมือนเดิม — โลกเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ใช่เกมที่มีแต่ผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่เป็นเครือข่ายที่พังไปทั้งระบบได้หากขาดความร่วมมือ

จากอดีตสู่อนาคต : เสียงสะท้อนจากกำแพงที่ถล่มลงมา

กฎหมาย Smoot-Hawley สอนเราว่า
แม้เจตนาดี ก็อาจนำพาประเทศไปสู่ทางตัน หากไม่มองภาพรวมให้รอบด้าน

มันคือเรื่องของความกลัวที่ผลักดันให้ผู้นำตัดสินใจ
แต่บางครั้ง…ความกลัวก็นำพาเราสร้างกำแพงที่สูงเกินกว่าจะปีนข้าม
และเมื่อกำแพงนั้นถล่มลงมา — ไม่มีใครรอดพ้นจากแรงสั่นสะเทือน

ถ้าคุณกำลังมองโลกในยุคปัจจุบันที่ผันผวน ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การค้า หรือการเมือง ขอให้จำไว้ว่า

"บทเรียนที่ไม่เรียนรู้จากอดีต…มักจะย้อนกลับมาให้เราจ่ายราคาแพงในอนาคต"

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save