ตลาดนิ่งจนไม่รู้คนกลัว หรือแค่หมดหวังลงทุนในยุคหุ้นไทยไม่เปรี้ยงปังให้ได้ผลตอบแทน 8% ต้องทำยังไง?

แม้เราจะเชื่อในคำว่า ‘ซื้อเมื่อคนกลัว ขายเมื่อคนโลภ’
แต่กับตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ บอกเลยว่ามันดูนิ่งเสียจนไม่รู้ว่าคนกลัวอยู่ หรือคนเขาแค่หมดหวังกันแน่?
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ
📉 “ทำไมหุ้นไทยไม่ขึ้นสักที?”
📈 “ถ้าหวังผลตอบแทน 8% ต่อปี ยังเป็นไปได้อยู่ไหม?”
วันนี้เราจะมาหาคำตอบนี้กัน โดยบทความนี้สรุปมาจากบางช่วงของ รายการ LIVE VEE INVESTMET WAY | EP.5 | หมดหวังหุ้นไทย แต่อย่าท้อลงทุน
หุ้นไทยไม่แพง…แต่ก็ไม่เปรี้ยง
จริงอยู่…ตอนนี้หลายคนบอกว่าหุ้นไทย “ไม่แพง” แต่อาจต้องกลับมาถามตัวเองด้วยว่าว่า ไม่แพง…แต่โตไหม?
ใน LIVE ของคุณกวี ได้ยก ROE (Return on Equity) และ PBV (Price to Book Value) ของไทยขึ้นมาเทียบกัน และพบว่า
ช่วง 2002–2004
ROE ขึ้นไปแตะเกือบ 20% → กำไรดี → PBV สูงตาม
ปี 2008 (วิกฤตซับไพรม์)
ROE ดิ่งต่ำกว่า 5% → ความสามารถทำกำไรของบริษัทจมหาย
→ PBV ก็ลงเช่นกัน ตลาดมองว่าหุ้น “ไม่น่าถือ”
2013–2023
ROE มีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ
→ บอกว่ากำไรของบริษัทในตลาดหุ้นไทย “โตช้า” หรือ “ทรงตัว”
→ PBV ลดลงสะท้อนความคาดหวังที่ต่ำลงเช่นกัน
ปลายกราฟ (2024)
ROE ต่ำกว่า 10% และ PBV ต่ำกว่า 1.5
→ ตลาดหุ้นไทย “ไม่แพง” แต่ก็ “ไม่โตเร็ว”
เมื่อมองไปที่ GDP ประเทศไทย โตเฉลี่ยแค่ 1.6 – 1.8% ต่อปี
ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามโต 5.8 – 6.1%
อินโดนีเซียโต 4.7 – 4.8%
แถมหนี้ภาครัฐของไทยก็กำลังพุ่งสูงเกือบเท่า GDP
ซึ่งสวนทางกับประเทศอื่นที่กำลังลดภาระหนี้
แล้วเรายังควรลงทุนในหุ้นไทยอยู่ไหม?
“เราอาจจะไม่จำเป็นต้องลงน้ำหนักในหุ้นไทยเยอะ – หุ้นไทยอย่างน้อยก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน” คุณกวี พูดไว้คร่าวๆ ก่อนจะยกสิ่งที่ Moody’s Rating ประเมินมาเล่าให้ฟังว่า เขายังชมไทยอยู่ ว่า
✅ แบงก์ชาติมีเงินสำรองสูง
✅ เงินกู้ภายในประเทศเป็นเงินบาท
✅ เงินเฟ้อต่ำ
✅ แม้หนี้รัฐบาลจะสูง แต่ดอกเบี้ยไม่เยอะเมื่อเทียบกับงบประมาณ
สรุปคือ แม้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่แย่จนต้องเท ถ้าจะลงทุนหุ้นไทย อาจต้องเน้นคัดรายตัว ไม่ใช่หวังผลจากการซื้อยกตลาดแบบในอดีตอีกต่อไป
แม้ใครหลายคนอาจหมดหวังกับหุ้นไทย แต่คุณกวีบอกว่า อย่าพึ่งท้อลงทุน
อยากได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี ทำยังไงดี?
คำถามยอดฮิตที่นักลงทุนธรรมดาอย่างเรา ๆ ฝันถึง
คุณกวีพูดไว้ชัดเจนว่า “การลงทุนแล้วคาดหวังผลตอบแทน เฉลี่ย 8% ต่อปีขึ้นไป ในโลกที่ผันผวนแบบนี้ เราต้องบอกกับตัวเองก่อนว่าเราเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปมันไม่ง่าย หรือจริงๆ จะเรียกว่ายากเลย”
คนธรรมดาทั่วไปแบบเรา ถ้ารับความเสี่ยงไม่ได้มาก ก็ต้องลดความคาดหวังลงบ้าง
👉🏻 แนวทางสำคัญคือ “จัดพอร์ตตามความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้”
ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้น้อยมาก เสียเงินต้นไม่ได้เลย
อาจต้องลองดู ตลาดเงิน + พันธบัตรรัฐบาล
ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้ปานกลาง
→ หุ้น 50–60% + ตราสารหนี้ที่เหลือ
ถ้าคุณสายบุก (รับความเสี่ยงได้สูง)
→ หุ้น 70–80% + เหลือไว้ให้ทางเลือกอื่นเช่น REIT, ทอง, หรือกองทุนต่างประเทศ
👉🏻 ศึกษาการจัดพอร์ต เช่น 60/40
โมเดลคลาสสิกของโลกที่ยังใช้ได้ดีในระยะยาว พอร์ตที่ไม่เหวี่ยงเกินไป
โดย ลงทุน 60% ในหุ้น (เช่น S&P500 หรือหุ้นโลก MSCI)
อีก 40% เป็นพันธบัตรรัฐบาลหรือกองทุนตราสารหนี้
มันอาจไม่ให้ผลตอบแทนสูงสุด แต่ให้ความนิ่ง และความสบายใจที่สุดสำหรับคนทำงานทั่วไป
🔚 สรุป
คุณกวีบอกว่า การลงทุนก็เหมือนกับการขับขี่จักรยาน เราต้องรู้จักประมาณตนและดูว่าจักรยานคันไหนเราขับได้สบาย เพราะบางคันแม้จะเป็นจักรยานของแชมป์ปั่นถ้าเราไม่ถนัดเราก็อาจจะเจ็บตัวได้ อีกทั้งความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือความเสี่ยงที่เกิดจาก การที่เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

