ทำงานเก่งไม่พอ! 6 กลยุทธ์เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น โดยไม่ขายวิญญาณ

ทำงานเก่งไม่พอ! 6 กลยุทธ์เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น โดยไม่ขายวิญญาณ

ในโลกการทำงาน หลายคนเริ่มต้นอาชีพด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่า “ถ้าเราทำงานหนักพอ เราจะก้าวหน้าได้เอง” แต่หากใครที่เริ่มทำงานมาสักพักจะทราบดีกว่าความจริงในออฟฟิศกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก

อีริก บาร์คเกอร์ (Eric Barker) ผู้เขียน Barking Up the Wrong Tree เคยเขียนไว้อย่างขบขันบน Blog ของเขาว่า สุดท้ายเราอาจพบว่า เพื่อนร่วมงานบางคน “เก่งในการนำผลงานของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง” และบางคนก็ได้เลื่อนตำแหน่งแม้ไม่ค่อยตอบอีเมลเลยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าเราไม่ได้อยากเป็นพนักงานแบบนั้น เพียงแต่บทเรียนที่ซ่อนอยู่คือ การทำงานให้ดีเป็นเพียง “พื้นฐาน” เท่านั้น แต่ไม่ใช่กุญแจเพียงอย่างเดียวในการเลื่อนตำแหน่งหรือได้เงินเดือนเพิ่ม

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเข้าใจ “เกม” ของการเมืองในที่ทำงาน และเรียนรู้วิธีเล่นมันอย่างมีกลยุทธ์ โดยไม่ต้องขายวิญญาณตัวเอง

บาร์คเกอร์นำเสนอ 6 กลยุทธ์ที่อ้างอิงถึงผลงานของ มารี จี. แมคอินไทร์ (Marie G. McIntyre) ผู้เขียนหนังสือ “Secrets to Winning at Office Politics” เพื่อให้เห็นว่า “ความก้าวหน้า” ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานหนักอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองเกมทั้งกระดาน และเดินหมากให้ฉลาดขึ้น

✅ 1. ลืมเรื่องความยุติธรรม แล้วมองหาพลังต่อรอง (Leverage)

หลายคนเชื่อว่าถ้าเราขยัน ซื่อสัตย์ และส่งงานตรงเวลา โลกจะตอบแทนเราอย่างยุติธรรม

แต่ในความจริง ความยุติธรรมมักไม่ใช่ตัวแปรหลักในการตัดสินว่าใครได้เลื่อนตำแหน่ง สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “Leverage” หรือพลังต่อรอง

บาร์คเกอร์ บอกว่า “ความจริงสูงสุดของชีวิตในองค์กรก็คือ: คนที่มีอำนาจต่อรองมากที่สุด คือคนที่ชนะ แต่ขอให้อ่านต่อ เพราะโพรงกระต่ายนี้ลึกกว่าที่คิด และเต็มไปด้วยหยดน้ำตาของเหล่าผู้จัดการระดับกลาง”

Leverage อาจมาในหลายรูปแบบเช่น ตำแหน่งที่สูงกว่า ความสามารถเฉพาะด้านที่ขาดไม่ได้ ความสัมพันธ์ดีกับผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่ชื่อเสียงที่ดีในทีม ยิ่งสะสมปัจจัยเหล่านี้ได้มาก คุณก็ยิ่งมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

ให้คิดเหมือนการสะสมการ์ดโปเกมอน ยิ่งคุณถือไพ่สำคัญไว้มากเท่าไร โอกาสที่จะได้สิ่งที่ต้องการก็สูงขึ้น

✅ 2. จัดการเจ้านาย (ไม่ใช่ให้เจ้านายจัดการคุณ)

แมคอินไทร์แนะนำว่า ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือมัวแต่มองว่าเจ้านายปฏิบัติกับเรายังไง แต่ไม่สนใจว่าเราทำให้เจ้านายรู้สึกอย่างไร

กลยุทธ์คือการทำให้เจ้านายคิดว่า “การดูแลคุณคือส่วนที่ง่ายที่สุดในวันทำงานของเขา” ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาก่อนที่เขาจะรู้ว่ามีปัญหา หรือการสื่อสารในแบบที่เขาชอบ การทำให้เจ้านายดูดีต่อสายตาคนอื่นก็คือการลงทุนทางอาชีพที่คุ้มค่าที่สุด

คุณอาจจะคิดว่าการทำเรื่องพวกนี้ดูเหมือนประจบสอพลอ และในมุมหนึ่งมันก็อาจจะจริง แต่ถ้ามองมุมใหม่ “ถ้าวันหนึ่งคุณเป็นหัวหน้า คุณอยากให้ลูกน้องของคุณทำแบบนี้กับคุณไหม? คำตอบก็มักจะใช่เสมอ”

“คุณไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่คุณแค่ต้องเก่งจริง ๆ ในการทำให้คนที่ตัดสินชะตาของคุณพอใจ” บาร์คเกอร์อธิบาย

✅ 3. แสดงบทบาทที่อยากให้คนเห็น

คำแนะนำที่ว่า “เป็นตัวของตัวเอง” อาจฟังดูจริงใจก็จริง แต่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีนักในโลกการทำงาน เพราะการรับรู้ของคนอื่นคือความจริงในที่ทำงาน

“ทัศนคติที่คนมีต่อคุณคือความจริงในที่ทำงาน และการจัดการทัศนคติเหล่านั้นได้สำเร็จ = ทักษะทางการเมืองในองค์กร คำแนะนำแบบนี้แม้จะเป็นอะไรที่ฉลาดก็จริง แต่ก็ชวนหดหู่ถึงขั้นอยากชกผนัง แต่แนะนำให้ชกแบบเบา ๆ นะ เรื่องจะได้ไม่ต้องถึง HR.”

ดังนั้นแทนที่จะมัวแต่คิดว่า “เราควรเป็นอย่างไร” ให้หันไปดูว่า ใครคือคนที่ได้รับการยอมรับ ได้รับการโปรโมต และได้รับการชื่นชมในองค์กร แล้วลองสังเกตว่าเขาทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เลียนแบบจนเสียความเป็นตัวเอง แต่คือการเรียนรู้ “รหัสวัฒนธรรม” ของที่ทำงานนั้น

องค์กรอาจพูดว่าอยากได้ “นักคิดนอกกรอบ” แต่ถ้าคนที่เลื่อนตำแหน่งจริงกลับเป็นคนที่ทำงานตามระบบอย่างเข้มงวด ก็ชัดเจนแล้วว่าคุณควรจะวางตัวแบบไหน

✅ 4. ทำงานให้ “เด่นด้วย” ไม่ใช่แค่ “ดี”

งานที่ดีมาก ๆ อาจกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบในห้องประชุม ถ้าไม่มีใครรู้ว่าคุณทำ การโปรโมตตัวเองในเชิงบวกจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นสิ่งจำเป็น

บาร์คเกอร์ชี้ว่าคุณควรจัดลำดับงานตาม “ความสำคัญ” และ “การมองเห็น”

* งานที่สำคัญและมีคนเห็นมาก: ทำให้ดีที่สุด
* งานที่ไม่สำคัญแต่มีคนเห็นมาก: ทำให้น่าเชื่อถือพอ
* งานที่สำคัญแต่ไม่มีคนเห็น: หาทางทำให้มันถูกพูดถึง เช่น ส่งอีเมลสรุปความคืบหน้า หรือโพสต์ในช่องทางองค์กร
* งานที่ไม่สำคัญและไม่มีคนเห็น: ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด

พูดง่าย ๆ คือ ไม่ใช่แค่ “ทำงานเก่ง” แต่ต้อง “ทำให้โลกเห็นว่าเราทำงานเก่ง” (เศร้าหน่อย แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ)

✅ 5. สะสมพันธมิตร

ไม่มีใครสร้างความสำเร็จได้ลำพัง ความสัมพันธ์ในที่ทำงานจึงเป็นทุนที่สำคัญไม่แพ้ทักษะทางวิชาชีพเลย

บาร์คเกอร์อธิบายว่า “คนที่ขับเคลื่อนด้วยงานเป็นหลัก มักมองว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นต่อ ‘งานจริง' แต่สิ่งที่พวกเขามองข้ามก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนรบกวนเหล่านั้น อาจช่วยให้พวกเขาสร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นได้จริง ๆ”

แม้คนที่เป็นอินโทรเวิร์ตจะรู้สึกเหนื่อยกับการสร้างเครือข่ายสักหน่อย แต่ความจริงคือการมีพันธมิตรทำให้คุณปลอดภัยขึ้น โดยเฉพาะเวลามีการปรับโครงสร้างหรือลดคนออก คนที่มีเพื่อนร่วมงานหนุนหลังมักรอดได้ง่ายกว่า

“การช่วยเหลือคนที่ใช่ ด้วยสิ่งที่ถูกต้อง คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ สร้างเครือข่ายให้จริงจังราวกับว่าอาชีพของคุณขึ้นอยู่กับมัน เพราะเอาจริง ๆ แล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับมันจริง ๆ” บาร์คเกอร์พูดต่อ

การสร้างพันธมิตรไม่จำเป็นต้องเป็นการเข้าสังคมแบบยัดเยียด แค่ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ เช่น การช่วยเหลืองาน การถามความคิดเห็น หรือแม้แต่การจำชื่อครอบครัวของเพื่อนได้ ก็ทำให้คุณเป็น “คนที่น่าทำงานด้วย” ได้แล้ว

✅ 6. จัดการความขัดแย้งอย่างมีชั้นเชิง

ไม่ใช่ทุกคนที่เราไม่ชอบจะเป็นศัตรูจริง ๆ แต่ถ้ามีใครที่พยายามขัดขวางคุณอย่างจริงจัง คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์

มี 4 เรื่องที่ควรจำไว้เมื่อต้องรับมือกับศัตรูในที่ทำงาน:

1. พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร และแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้เป็นภัยคุกคาม
2. เลิกตอบสนองต่อพฤติกรรมแย่ ๆ กำหนดขอบเขตให้ชัด และยืนหยัดในจุดยืนของคุณ
3. ลดอิทธิพลของพวกเขาที่มีต่อคนอื่น
4. เพิ่มอิทธิพลของคุณเองให้มากขึ้น

ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพันธมิตร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ตรงข้ามเชื่อว่าเป้าหมายของคุณไม่ได้ขัดแย้งกับของพวกเขา และการร่วมมือกับคุณอาจช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้มากขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ให้ทำให้อีกฝ่ายเป็นมิตร ถ้าไม่สำเร็จ อย่าปล่อยให้เขามีอิทธิพลเหนือคุณหรือทีม และสุดท้ายเพิ่มอิทธิพลของตัวเองเพื่อถ่วงดุล

และที่สำคัญ อย่าให้ความเกลียดชังกลายเป็นแรงขับเคลื่อน เพราะนั่นอาจทำร้ายตัวคุณเองมากกว่าศัตรูเสียอีก

🎯 ไม่ใช่การขายวิญญาณ แต่คือการมีแผนที่ดีกว่า

ทั้งหมดนี้อาจฟังดูเหมือนโลกการทำงานเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ จุดหมายไม่ใช่การเป็นคนที่เอาแต่ได้และไม่สนใจคนอื่น แต่คือการรู้กติกา และเลือกเดินเกมอย่างมีสติ

การเล่นการเมืองในออฟฟิศไม่ได้หมายความว่าคุณต้องละทิ้งความเป็นคนดี มันหมายถึงคุณรู้ว่า “ความดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ” คุณยังต้องมีกลยุทธ์ ต้องมองเห็นทั้งเกม และต้องรู้จักปกป้องตัวเอง

ในท้ายที่สุด คุณยังคงเป็นคนที่ยิ้มให้เพื่อนร่วมงาน นำขนมมาแบ่งให้เพื่อน และแสดงน้ำใจเล็ก ๆ ที่ทำให้ออฟฟิศน่าอยู่ขึ้น เพียงแต่คราวนี้ คุณไม่ได้ทำเพราะหวังผลทางการเมือง แต่เพราะคุณเลือกที่จะเป็นแบบนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้ความพยายามของคุณเงียบหายไปโดยไม่มีคนเห็น

เพราะในโลกการทำงานจริง ๆ การทำงานเก่งอาจไม่พอ แต่ถ้าคุณทำงานเก่ง และมีกลยุทธ์ที่ถูกต้อง คุณก็สามารถก้าวหน้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายวิญญาณของตัวเอง

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save