สูตรสร้างเงิน “ล้านแรก” โดยคุณปู่นักลงทุน “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

มนุษย์เงินเดือนคนไหนอยากมีเงินล้าน แต่ยังทำไม่ได้ซักที มากองรวมกันตรงนี้เลยครับ
ทั้งที่อดทนทำงานหนัก ตั้งใจเก็บออมเต็มที่ ลงทุนก็แล้วอะไรก็แล้ว ทำไมเรายังไม่มีเงินล้าน?? วันนี้ aomMONEY เอาวิธีที่น่าสนใจในการสร้างเงินล้านมาฝากกันครับ เป็นแนวทางของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” มหาเศรษฐีอันดับ 5 ของโลก จะเป็นยังไงไปดูกันเลย
✅ 1. ห้ามใช้อารมณ์กับเรื่องเงิน
มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มักจะระบายความเครียดผ่านการช้อปปิ้ง ยิ่งเครียดมากก็ยิ่งจ่ายมาก เพราะทำให้เรารู้สึกมีอำนาจควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ จริงๆ แล้วถ้าทำไม่บ่อยก็พอไหวนะ แต่ถ้าเครียดกระจาย ช้อปกระจุยทุกสุดสัปดาห์ ทุกสิ้นเดือน แบบนี้ไม่มีเงินออมแน่ๆ
และไม่ใช่แค่กับการช้อปปิ้งเท่านั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ในโลกของการลงทุน คนส่วนใหญ่มักจะใช้อารมณ์ในการซื้อ-ขาย ด้วยเช่นกัน อย่างเวลาที่เห็นนักลงทุนส่วนใหญ่เทขายหุ้น ก็มักจะตื่นตูมจนเทขายตามไปด้วย หรือบางคนก็รู้สึกผูกพันกับหุ้น เช่น ถือมานานแล้ว หรือซื้อมาแพง จึงไม่กล้าขายหรือ Cut Loss ทำให้ขาดทุนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนคือ “ความรู้และประสบการณ์” ต่างหาก ท่องไว้ให้ขึ้นใจนะครับ “ห้ามใช้อารมณ์กับเรื่องเงิน”
✅ 2. ให้เงินทำงาน แทนการทำงานหาเงิน
“ถ้ายังหาวิธีทำเงินในระหว่างที่นอนหลับไม่ได้ เราก็จะต้องทำงานไปจนตาย” คำพูดสั้นๆ ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่กระแทกใจอย่างจัง ลองนึกดูว่าถ้าเราอยากมีเงินล้าน ตั้งใจทำงานหาเงินแทบตาย พอกลับบ้านมาก็นอนหลับพักผ่อน แต่อีกคนหนึ่งตั้งใจทำงานหาเงินเช่นกัน แต่เขารู้วิธีหาเงินในตอนที่นอนหลับด้วย แบบนี้ใครจะรวยเร็วกว่ากัน?
คนส่วนใหญ่มักจะทำงานหาเงิน ตรงกันข้ามกับคนรวยที่รู้จักให้เงินทำงานแทน นั่นคือการนำเงินไปลงทุนหรือสร้างประโยชน์บางอย่าง เพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่น การซื้อหุ้น-กองทุน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ยิ่งตอนนี้โลกเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีเต็มตัวแล้ว ถ้าใครรู้จักสร้างรายได้จากตรงนี้ ก็จะยิ่งมีโอกาสไปถึงเงินล้านได้เร็วขึ้น
✅ 3. อย่ามองข้ามค่าธรรมเนียม
ข้อนี้น่าสนใจมากๆ ครับ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ “ค่าธรรมเนียม” ในการลงทุน ซื้อ-ขายต่างๆ ก็อาจทำให้เราสูญเสียเงินหลายหมื่นบาทไปฟรีๆ
‼️ โดยวอร์เรนยกตัวอย่างผลการศึกษาจาก Morningstar บริษัทจัดอันดับกองทุน ว่ากองทุน Passive Fund มักจะมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ราว 0.13% ขณะที่กองทุน Active Fund อยู่ที่ราว 0.66%
อาจจะดูต่างกันไม่มาก แต่สมมติถ้าเราลงทุน 3 แสนบาท ในกองทุนที่ให้ผลตอบแทน 8% โดยคิดค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย 0.66% เมื่อผ่านไป 50 ปีเราจะได้เงินราว 10 ล้านบาท แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมไป 9 แสนบาท!! ซึ่งมากกว่าเงินต้นที่เราลงทุนเสียอีก แต่ถ้าเลือกซื้อกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียม 0.03% เราจะประหยัดไปได้ราว 6 หมื่นบาทเลยทีเดียว ยิ่งถ้าลงทุนจำนวนมากๆ ส่วนต่างก็จะมากขึ้นด้วย แม้เราจะควบคุมกำไร-ขาดทุนไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ควบคุมเรื่องค่าธรรมเนียมเองได้นะครับ
✅ 4. โฟกัส 10 ปีต่อไป ไม่ใช่แค่พรุ่งนี้
ข้อนี้วอร์เรนแนะนำเรื่องการออมและการลงทุนครับ โดยเขาบอกว่า หลักการลงทุนที่ดีที่สุดคือ “ให้มองระยะยาว” เขาเชื่อว่าการสร้างผลกำไรตอบแทนนั้น ไม่ได้เกิดจากการคาดเดาแนวโน้มในสัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้า แต่เกิดจากการคาดเดาแนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้าต่างหาก ซึ่งเขาก็ยึดหลักนี้ในการเลือกหุ้นดีๆ ด้วยเช่นกัน เพราะการเล่นหุ้นไม่ใช่แค่ซื้อมา-ขายไป แต่ให้มองว่าคือการร่วมเป็นเจ้าของบริษัท และอย่าตื่นตูมกับข่าววงใน เพราะถ้ามันเป็นเรื่องดีๆ ก็คงไม่หลุดมาถึงเรา ดังนั้นต้องรู้จักศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเอง
✅ 5. ลงทุนกับสุขภาพตัวเอง
วอร์เรนมองว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือ “ลงทุนกับตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา การหาความรู้เพิ่มเติม การพัฒนาอีคิว รวมถึงความถนัดอื่นๆ ที่จะใช้ต่อยอดได้ในอนาคต เพราะการลงทุนกับตัวเองนั้นถือว่าราคาไม่แพง ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะมันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต
.
ซึ่ง “สุขภาพ” คือ “ทรัพย์สมบัติประการแรก” ของทุกคน ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน ไปลงทุนหาเงินเพิ่มล่ะครับ อย่าลืมว่าเราต้องมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อใช้เงินที่หามาด้วยนะ การลงทุนกับสุขภาพที่เราทำได้ก็เช่น เลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สละเวลาสักนิดมาออกกำลังกาย และซื้อประกันชีวิต-ประกันสุขภาพดีๆ สักตัว เผื่อถ้าวันหนึ่งเราโชคร้าย อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจได้นะครับ
สรุปจาก aomMONEY
ทั้งหมดนี้ก็คือแนวคิดดีๆ จากวอร์เรน บัฟเฟตต์ หากเราศึกษาและนำไปปรับใช้ รับรองว่าหนทางสู่เงินล้านต้องเป็นจริงได้เร็วขึ้นแน่ๆ ครับ ซึ่งนอกจากการออมเงินแล้ว ก็ควรมีการลงทุนควบคู่ไปด้วย แต่หลายคนยังไม่กล้าที่จะเสี่ยง aomMONEY ขอทิ้งท้ายด้วยอีกหนึ่งข้อคิดดีๆ จากวอร์เรนนะครับ “คนที่ประสบความสำเร็จล้วนเคยผิดพลาดมากก่อน การที่ไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความเสี่ยง คือการตัดสินใจที่แย่ที่สุด แต่ก่อนที่จะกล้าเสี่ยง เราต้องศึกษาและไตร่ตรองให้ดี จากนั้นก็ลุยเลย”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

