วิธีออมเงิน 3 ระยะ เพื่อส่งลูกเรียน
“พ่อกับแม่ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก”
เป็นความรักที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
ความรักที่พร้อมมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ
หนึ่งในความเสียสละและเป็นสมบัติล้ำค่า
ที่ยอมทำงานหนักเพื่อแลกมาให้ลูกนั่นคือ "การศึกษา"
วิธีออมเงิน 3 ระยะ เพื่อส่งลูกเรียน
การออมเงินด้วยตนเอง
การเลือกวิธีออมเพื่อให้ตอบโจทย์กับเป้าหมายของเรานั้นสำคัญมาก เพราะถ้าพลาดนั้นหมายถึงเงินที่เราตั้งใจจะเก็บไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการด้วย ถ้าจะนำสินทรัพย์เพื่อการลงทุนจับคู่กับเป้าหมายการลงทุน
โดยออกแบบการออม ออกเป็น 3 ระยะ คือ การออมแบบระยะสั้น ปานกลางและระยะยาว
วิธีที่ 1 เก็บเงินระยะสั้น - การออมเงินโดยฝากออมทรัพย์
เป็นการออมเพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ เป็นต้น ถ้าเราไม่อยากให้รายจ่ายตรงนี้เป็นภาระมากเกินไป ควรสร้างวินัยให้ลูกรู้จักการประหยัด รู้คุณค่าของเงินและจัดสรรเงินเองได้ ถ้าจะขอเพิ่มมากกว่านี้ก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ
จากปกติที่ให้ค่าขนมรายวัน ==> เปลี่ยนมาให้รายสัปดาห์
จากปกติที่ให้ค่าขนมรายสัปดาห์ ==> เปลี่ยนมาให้รายเดือน
อาจจะต้องจดบัญชีให้ดูด้วยว่าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ถ้าใช้เงินหมดก่อนครบกำหนด 1 สัปดาห์ (หรือ 1 เดือน) ก็ต้องมาคุยกันว่าใช้ไปกับอะไร ทำไมเงินถึงไม่พอใช้ แล้วตรวจสอบจากบัญชีที่จดว่าจ่ายไปกับอะไรบ้าง อธิบายกันด้วยเหตุผล "อย่าบ่นว่าลูกใช้เงินไม่เป็น เพราะทุกอย่างผู้ปกครองต้องทำตัวป็นแบบอย่าง" อาจจะต้องทำใจแข็งบ้างเพื่อฝึกให้ลูกเป็นคนมีระเบียบวินัยมากขึ้น ฝึกให้รู้จักเผชิญกับความผิดหวัง (เพราะขอเงินแล้วไม่ได้) จะได้รู้วิธีแก้ปัญหาในอนาคต ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เราไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกได้ตลอดชีวิต หัดให้เขาเจอกับปัญหาในขณะที่เราช่วยบอกวิธีที่ถูกต้องให้น่าจะดีกว่า
เมื่อลูกโตในระดับหนึ่งควรหัดให้ลองทำงาน เพราะจะทำให้เด็กรู้จักการใช้เงินมากขึ้น รู้ว่ากว่าที่พ่อแม่จะได้เงินมาแต่ละบาทนั้นแลกมาด้วยความยากลำบาก พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง จึงบอกให้ลูกเรียนอย่างเดียวเพื่อได้มีเวลาเรียนอย่างเต็มที่จะได้เรียนเก่งๆ แต่อย่าลืมประเด็นสำคัญ คือ ไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่าง คนเรียนเก่งไม่จำเป็นต้องจัดการเงินเก่ง เพราะความเก่งทำให้คนตกม้าตายเรื่องการเก็บเงินมาเยอะแล้ว เหมือนที่เราเคยเห็นบ่อยๆ ที่ทำงานมีเงินเดือน แต่ไม่มีเงินเก็บ
เมื่อให้ลูกรู้จักจัดการค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองแล้ว ค่าใช้จ่ายของลูกจะนับเป็นค่าใช้จ่ายประจำและชัดเจนของพ่อแม่ พ่อแม่เองจึงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนและสามารถแบ่งไปเพื่อเก็บออมได้อย่างสม่ำเสมอ
วิธีที่ 2 เก็บเพื่อการศึกษาระยะปานกลาง - การออมเงินโดยใช้ LTF
เราใช้ประโยชน์จากข้อกำหนดของ LTF ที่ขายได้เมื่อครบ 5 ปี ทำให้สร้างวินัยการออมเพื่อเป้าหมายระยะปานกลางได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างภาพข้างล่างนี้จะเป็นการจัดระบบการออมเงินเพื่อเป้าหมายทุนการศึกษาของลูก แต่อย่าซื้อเกินสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี คือ 15% ของรายได้พึ่งประเมินแต่ไม่เกิน 500,000 บาท
วิธีนี้เราจะได้รับประโยชน์จากกการออม 2 ต่อ คือ
ต่อที่ 1 ได้ลดหย่อนภาษี ตามฐานภาษีของเรา
ต่อที่ 2 มีเงินเพื่อการศึกษาลูก ในปีที่ครบกำหนดขาย
ตัวอย่าง การออมเงินโดยใช้ LTF
สรุปว่า
- ซื้อ LTF ครั้งที่ 1 ขณะที่ลูกอายุ 1 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาขณะที่ลูกอายุ 5 ขวบ
- ซื้อ LTF ครั้งที่ 2 ขณะที่ลูกอายุ 2 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาขณะที่ลูกอายุ 6 ขวบ
- ซื้อและขาย LTF ลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ
วิธีที่ 3 เก็บเพื่อการศึกษาระยะยาว - การออมโดยใช้ประกันชีวิตสะสมทรัพย์
การออมเงินระยะยาวนั้นต้องใช้วินัยการออมค่อนข้างสูงมากควรเก็บไว้ในที่ที่ถอนลำบาก บางคนคิดว่าแค่ฝากไว้ในธนาคารเฉยๆก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่ทุกครั้งที่ตั้งใจจะฝากเงินก็มีเหตุให้ใช้เงินทุกที จนทำให้เริ่มออมเป็นก้อนไม่ได้สักที แบบนี้เรียกว่า "ขาดวินัยการออมที่ดี" การใช้วิธีสะสมเงินโดยใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เป็นการออมภาคบังคับเข้ามาช่วยน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยระหว่างการทำประกันถ้าเราจำเป็นต้องการใช้เงินจริงๆก็สามารถกู้ประกันชีวิตของตนเองได้ ซึ่งอาจจะต้องสอบถามกับตัวแทนประกันของตัวท่านเอง
วิธีนี้เราจะได้รับประโยชน์จากกการออม 3 ต่อ คือ
ต่อที่ 1 ได้ลดหย่อนภาษี ซึ่งลดหย่อนได้ต่อปีไม่เกิน 100,00 บาท
ต่อที่ 2 มีเงินเพื่อการศึกษาลูก ถ้าจ่ายครบตามที่กำหนด
ต่อที่ 3 ได้รับการคุ้มครองชีวิต ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน(อาจจะเสียชีวิตก่อนวันอันควร) จะมีเงินสดส่วนนี้เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกใช้เป็นค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา
ตัวอย่าง การออมเงินโดยใช้ประกันชีวิตสะสมทรัพย์
สมมติตอนนี้เด็กหญิงอภินิหารเงินออมอายุ 3 ขวบซึ่งพ่อกับแม่ต้องการเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับมัธยมและอุดมศึกษาให้ลูก โดยมีเป้าหมายการออม ดังนี้
- เงินออมเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก
- จำนวนเงินทุนการศึกษา 1 ล้านบาท
- ต้องการใช้ระยะเวลาเก็บเงิน 10 ปี
จากเป้าหมายข้างต้นทำให้เลือกประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่มีระยะเวลาการเก็บเงิน 10 ปี ตัวย่อว่า " E10P" ซึ่งทำเฉพาะสัญญาหลัก(เน้นที่เป้าหมายเพื่อการศึกษาแต่ไม่เน้นผลตอบแทน) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- บริษัทฯจ่ายเงินปันผล 9 ครั้ง (แล้วแต่บริษัทจะอนุมัติ)
- เป้าหมายในการเก็บเงิน 1 ล้านบาท(ตามศัพท์ประกันจะเรียกว่า "ทุนประกัน")
- เก็บสะสมเงินปีละ 98,630 บาท(ตามศัพท์ประกันจะเรียกว่า "จ่ายเบี้ยประกัน" การคำนวณจะใช้อายุของผู้ปกครองที่จ่ายเงินประกันเข้าโปรแกรมคำนวณเบี้ยประกันจะได้ตัวเลขตามนี้ ถ้าผู้ปกครองอายุมากขึ้นก็จะจ่ายเบี้ยประกันมากขึ้นเช่นกัน)
- ได้รับการคุ้มครองชีวิตในกรณีที่จากไปก่อนครบกำหนด (โดยได้รับเงินตามทุนประกันที่ทำไว้)
หมายเหตุ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีให้เลือกมากมาย ควรเลือกให้ตรงกับระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินและความสามารถในการออมของเราให้มากที่สุด ซึ่งหัวข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างจริงเพื่อประกอบบทความเท่านั้น
ส่วนทางลัดเพื่อประหยัดค่าเรียนของลูกอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ การสอบชิงทุน
หลายองค์กรแจกทุนการศึกษาและมีให้สอบชิงทุนเพื่อศึกษาต่อ แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าเรียนจบแล้วจะต้องกลับมาทำงานใช้ทุนในองค์กร X ปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละองค์กร) ซึ่งผู้ปกครองควรค้นหาว่าลูกเรามีความถนัดทางด้านไหนเพื่อเตรียมข้อมูลว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อจะได้รับทุนนั้นๆ
ตัวอย่าง เว็ปที่รวบรวมเรื่องการแจกทุนการศึกษา
ที่มา : http://www.ocsc.go.th
ความฝันเก็บเงิน 1 ล้านอาจจะหดหายไปเพราะเห็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อปี ทุกอย่างมันต้องมีวิธีลองมาดูวิธีเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งแบ่งวิธีการเก็บเป็น 2 แบบ คือ
1. วิธีเก็บคนเดียว
สมมติ ผู้ที่จ่ายเบี้ยประกันมีรายได้เดือนละ 40,000 บาท
มีวิธีการออมดังนี้
- เปิดบัญชีกองทุนรวมโดยแบ่งเก็บเงินเข้าบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกเดือนๆละ 8,219 บาท ซึ่งคิดเป็น 20.54% ของรายได้ ( 8,219 / 40,000 = 20.54% ของรายได้)
- พอครบปีก็ขายกองทุนนั้นเพื่อจะนำเงินมาชำระค่าเบี้ยประกันจำนวน 98,630 บาท (8,219 x 12) ซึ่งอาจจะได้รับเงินปันผลระหว่างปีขึ้นอยู่กับกองทุนรวมที่ไปฝาก
2. วิธีช่วยกันเก็บ
สมมติ พ่อกับแม่ช่วยกันเก็บเงิน โดยที่แต่ละคนมีเงินเดือนคนละ 40,000 บาท มีวิธีการออมดังนี้
- เปิดบัญชีกองทุนรวมโดยแบ่งเก็บเงินเข้าบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกเดือน คนละ 4,109 บาท ซึ่งคิดเป็น 10.27% ของรายได้ (4,109 / 40,000 = 10.27% ของรายได้) รวมกันสองคนก็เดือนละ 8,219 บาท
- พอครบปีก็ขายกองทุนนั้นเพื่อจะนำเงินมาชำระค่าเบี้ยประกันจำนวน 98,630 บาท (เราอาจจะได้รับเงินปันผลระหว่างการลงทุนด้วย ขึ้นอยุู่กับกองทุนที่ฝาก)
หมายเหตุ
ควรศึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุนและเลือกวิธีที่เหมาะกับความสามารถในการหารายได้ของเราเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระที่หนักมากจนเกินไป
You might also like

วางแผนจัดการเงินให้เรามีชีวิตที่ดีในยุคดิจิทัลด้วย F...
เราควรจัดการเงินอย่างไร ถ้าเราตั้งเป้าหมายการเงินชัดเจน รู้ว่าต้องการเก็บเงินแต่ละก้อนไ...

หลังเกษียณมีรายได้เดือนละ 52,000 บาท แต่ทำไมถึงไม่พอใช้
ทัศนคติเรื่องการใช้เงินมีผลกับชีวิตประจำวันของเรา แม้ว่าเป็นข้าราชการมีรายได้แน่นอน หาก...

แนวทางวางแผนใช้เงินรายเดือน
ช่วงปลายปีที่แล้วแฟนเพจคนหนึ่ง Inbox...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว






