BGRIM คือ ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนชั้นนำของไทย

BGRIM หรือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน รายใหญ่ของประเทศ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักภายใต้กลุ่ม บี.กริม ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 140 ปี โดย BGRIM มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 45 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,892 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าจากในประเทศราว 75% และจากต่างประเทศราว 25%

เป้าหมายของ BGRIM คือ 5,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2565

ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์และโครงการที่อยู่ระหว่างสร้างและพัฒนารวม 56 โครงการ กำลังการผลิตรวม 3,245 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโครงการใหม่ ๆ เพื่อเติบโตไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกด้วย ปัจจุบัน BGRIM มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 113,800 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 125,000 ล้านบาท (ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2562) ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน BGRIM กำลังจะออกหุ้นกู้ครั้งใหม่

BGRIM ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนแก่ผู้ลงทุนทั่วไป มูลค่าเสนอขายรวม 6 พันล้านบาท พร้อมส่วนสำรองเสนอขาย 2 พันล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับแผนการเติบโตของบริษัทในอนาคต

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนคืออะไร?

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน คือ หุ้นกู้ที่มีโครงสร้างที่ผสมผสานความเป็นทุนอยู่ด้วย โดยผู้ถือหุ้นกู้นี้จะด้อยสิทธิในเรื่องการรับชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้อื่นๆ แต่ก็ยังมีสิทธิเหนือผู้ถือหุ้นสามัญ และหุ้นกู้นี้ก็ไม่มีกำหนดไถ่ถอนหรือเรียกได้ว่าไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัทคล้ายกับหุ้นสามัญ อย่างไรก็ตาม ผู้ออกหุ้นกู้สามารถใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดได้เมื่อครบกำหนด 5 ปี โดยระหว่างถือหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้นกู้ก็จะได้รับดอกเบี้ยตามที่ผู้ออกหุ้นกู้กำหนด โดยหุ้นกู้ชุดนี้ของ BGRIM มีอัตราการจ่ายดอกเบี้ย ดังนี้

(1) สำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5.00 (ห้าจุดศูนย์ศูนย์) ต่อปี

(2) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 6 – 25 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 3.86% ต่อปี

(3) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 26 – 50 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 4.61% ต่อปี

(4) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 51 เป็นต้นไป เท่ากับผลรวมของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 5.61% ต่อปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี จะถูกปรับทุกๆ 5 ปีเพื่อให้สะท้อนกับสภาวะดอกเบี้ยในขณะนั้น นอกจากนี้ ผู้ออกหุ้นกู้สามารถทำการเลื่อนชำระดอกเบี้ยได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เหมือนๆ กับที่บริษัทสามารถเลือกที่จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ออกหุ้นกู้ยังมีดอกเบี้ยค้างชำระ ก็จะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้

หุ้นกู้ของ BGRIM จัดอยู่ใน Investment Grade

หุ้นกู้ของ BGRIM ได้เรทติ้ง BBB+ แนวโน้มคงที่ จากทริสเรทติ้ง ซึ่งจัดอยู่ในระดับของตราสารหนี้สำหรับลงทุน (Investment Grade) ส่วนบริษัท BGRIM ได้เรทติ้งองค์กรอยู่ที่ระดับ A แนวโน้มคงที่ 

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ เรื่องของการจัดเครดิตเรทติ้งสำคัญมาก และนักลงทุนควรจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ยกเว้นว่ามีความรู้ความเข้าใจด้านตราสารหนี้สูงมาก ถึงจะเลือกลงทุนในระดับ Speculative Grade ได้

หุ้นกู้ชุดนี้ไม่ได้รับผลกระทบของมาตรฐานบัญชีใหม่ ฉบับที่ 32 (TAS32) 

ตามมาตรฐานการบัญชีใหม่ TAS32 เรื่อง การแสดงรายการสำหรับเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งจะปรับหลักเกณฑ์การจัดประเภทตราสาร และส่งผลกระทบต่อหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนเปลี่ยนจากทุนเป็นหนี้สินนั้น หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ BGRIM ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เนื่องจาก BGRIM ได้คำนึงถึงผลกระทบจากการนำมาตรฐานการบัญชีใหม่มาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการจัดทำข้อกำหนดสิทธิที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะจัดประเภทเป็นทุนทางบัญชีภายใต้มาตรฐานการบัญชีใหม่ได้ทั้งจำนวน

ความโดดเด่นของหุ้นกู้อยู่ที่ตัวบริษัท BGRIM เอง

ธุรกิจโรงไฟฟ้าถือเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงแน่นอนค่อนข้างสูง เนื่องจากก่อนจะเริ่มก่อสร้างโครงการ บริษัทจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐหรือภาคเอกชนในระยะยาวเสมอ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าตรงนี้จะเป็นสิ่งการันตีรายได้ของบริษัทในระยะยาว ธุรกิจโรงไฟฟ้าจึงเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงในระยะยาวไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีอยู่ในมือ

อีกจุดหนึ่งคือการระดมทุนเป็นเรื่องปกติของโรงไฟฟ้า

ธุรกิจโรงไฟฟ้าถือว่าเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนในช่วงแรกค่อนข้างมากเพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในระยะยาว ดังนั้น การระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เพิ่มทุน ออกหุ้นกู้ หรือกู้เงินจากธนาคาร ถือเป็นเรื่องปกติมากในการสร้างการเติบโตของโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ ธุรกิจโรงไฟฟ้ามักจะมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่าธุรกิจทั่วไปโดยธรรมชาติ เหตุผลคือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเครื่องการันตีรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนในอนาคต ทำให้ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้เงินกู้จึงยินยอมปล่อยหนี้ค่อนข้างมากเพราะธุรกิจมีความมั่นคงสูง

สำหรับ BGRIM นั้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ ลดลงมาที่ระดับ 4.5% จากการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของเจ้าของที่ 1.6 เท่า ตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ โดยหนี้สินสุทธิส่วนมากของบริษัทฯ กว่า 70% เป็นหนี้สินสุทธิระดับโครงการหรือบริษัทย่อยของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุม จึงมีการรวมทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทย่อยในงบการเงินรวมของบริษัทฯ ซึ่งหนี้สินระดับโครงการเป็นการกู้เงินในรูปแบบของเงินกู้โครงการ (Project Finance) ที่ภาระผูกพันของผู้ถือหุ้นมีจำกัด (Limited Recourse) และหากพิจารณาในระดับของงบการเงินเฉพาะกิจการ บริษัทฯ มีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เพียง 0.9 เท่า 

หุ้นกู้ BGRIM จะเสนอขายในช่วงวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน นี้

BGRIM ได้แต่งตั้ง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ บล. ภัทร และ บล. เอเซีย พลัส เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้โดยมีราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป มีอัตราดอกเบี้ย 5.00% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรก

ดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

BGRIM ถือเป็นบริษัทที่มีอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือสูง นอกจากนี้ ตัวธุรกิจโรงไฟฟ้าของบริษัทก็ยังถือว่ามีความมั่นคงมากอีกด้วย จึงได้รับผลกระทบต่ำจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และทำให้กลายเป็นบริษัทในใจของผู้ลงทุนในช่วงนี้

หากนักลงทุนคนไหนสนใจก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=270869

อ้อ! ตราสารหนี้เหล่านี้มีตลาดรองไว้สำหรับซื้อขายเปลี่ยนมือได้ด้วย ดังนั้น หากใครต้องการจะขายตราสารหนี้ออกมาก่อนก็สามารถทำได้ โดยนักลงทุนสามารถปรึกษากับผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้นี้ได้เลย

ลงทุนศาสตร์ - Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial