
ค่าเสื่อมราคา ถ้าให้พูดง่ายๆ คือ การแบ่งรับรู้มูลค่าสินทรัพย์มาเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจนั่นเอง เช่น ซื้อเครื่องจักรมาในราคา 100,000 บาท จะถือว่าเป็นสินทรัพย์ทั้งจำนวน แต่กิจการจะต้องคิดมูลค่าจากการใช้สินทรัพย์ตามอายุการใช้งานนั้นๆ เช่น ถ้าหากประเมินว่าจะใช้สินทรัพย์เป็นเวลา 5 ปี ก็จะสามารถคิดค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรงได้ปีละ 20,000 บาทเป็นต้น
ดังนั้นถ้าหากธุรกิจซื้อสินทรัพย์ สิ่งที่ต้องถามเป็นลำดับต่อไปคือ อายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นควรจะเป็นเท่าไร และคิดค่าเสื่อมราคาในวิธีไหน เพื่อจะได้คิดค่าใช้จ่ายจากการใช้งานในแต่ละปีได้อย่างถูกต้องครับ

วิธีคิดค่าเสื่อมราคานั้นมีมากมายหลากหลาย ตามหลักการของบัญชีที่กำหนดไว้ เช่น การคิดตามวิธีเส้นตรง ผลรวมจำนวนปี จำนวนหน่วยผลิต สองเท่าของเส้นตรง ฯลฯ
แต่โดยปกติแล้วจะคิดตามวิธีเส้นตรง นั่นคือนำมูลค่าของสินทรัพย์ หักด้วยราคาซาก (ราคาเมื่อเลิกใช้) แล้วหารด้วยจำนวนปีมาแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีในจำนวนที่เท่าๆกัน
เช่น เครื่องจักร 1 ล้านบาท อายุการใช้งาน 10 ปี ไม่มีราคาซาก ก็จะสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละ 100,000 บาท ไปเรื่อยๆจนครบ 10 ปี ซึ่งในแต่ละปีมูลค่าของทรัพย์สินก็จะลดลงตามค่าเสื่อมราคาที่หักออกไป
อย่างกรณีเครื่องจักรที่ว่า หากใช้ไปเป็นเวลา 2 ปี ก็จะเท่ากับว่ามูลค่าของเครื่องจักรที่เป็นสินทรัพย์นั้นเหลือเพียง 800,000 บาท (1,000,000 - 200,000)

ในทางภาษีนั้น ค่าเสื่อมราคาจะมีการคิดตามที่หลักของกฎหมายกำหนดไว้ นั่นคือ หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามเวลา (จำนวนปี) ที่กฎหมายกำหนด เท่านั้น แต่จะใช้วิธีการใดนั้นไม่ได้มีข้อห้ามไว้
ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างค่าเสื่อมราคาทางบัญชีที่ประเมินจากอายุใช้งานจริง เปรียบเทียบกับ ค่าเสื่อมราคาทางภาษีที่ประเมินตามอายุที่กฎหมายกำหนดได้ ทำให้บางทีสินทรัพย์บางตัวอาจจะมีการคิดค่าเสื่อมราคาที่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่วนที่เกินนั้นจะไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่ในกรณีที่คิดต่ำกว่ากฎหมายกำหนด จะไม่ถือว่าเป็นปัญหาในทางภาษีครับ
ยกตัวอย่างเช่น อาคารมูลค่า 10,000,000 บาท กฎหมายกำหนดให้มีอายุการใช้งาน 20 ปี (ปีละ 500,000 บาท) หากกิจการตัดค่าเสื่อมราคาโดยกำหนดอายุการใช้งานไว้เพียง 10 ปี (ปีละ 1,000,000 บาท) จะทำให้ในแต่ละปีนั้นมีค่าใช้จ่ายที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดอยู่ปีละ 500,000 บาท ที่ไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
แต่ถ้าหากกิจการประเมินไว้ว่ามีอายุใช้งาน 50 ปี คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาทสามารถทำได้ไม่เป็นปัยหาเพราะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนั้นยังมีการกำหนดประเภทต่างๆที่ต้องระวัง เช่น รถยนต์นั่งที่กำหนดไว้ให้ค่าเสื่อมราคาต้องคิดจากต้นทุนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับต้นทุนค่าเสื่อมราคาของมูลค่าจริง ทำให้มีประเด็นต้องปรับปรุงทางด้านภาษีอีกเช่นกัน

หลักๆ แล้วกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับค่าเสื่อมราคาจะมีดังนี้
1) มาตรา 65 ทวิ (2) และพระราชกฤษฎีกา 145 , 315
2) มาตรา 65 ตรี (5) , (20)
3) กฎหมายอื่นๆที่ประกาศในกรณีพิเศษ เช่น พระราชกฤษฏีกา 604 และ 642
ข้อแรกเป็นเรื่องของวิธีการคิดค่าเสื่อมราคา ข้อสองเป็นเรื่องของการคิดต้นทุนสินทรัพย์ และข้อสุดท้ายเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แล้วแต่นโยบายของภาครัฐ

สำหรับประเด็นที่ต้องระวังนั้น ให้พิจารณาดังนี้ครับ
1. วิธีคิดค่าเสื่อมราคาต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
2. หากมีกฎหมายเฉพาะทาง ให้ตรวจสอบให้ดี เช่น กรณีรถยนต์นั่ง
3. หากมีกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์ ให้ศึกษาเพิ่มเติมตามกฎหมาย
นอกจากนั้น ควรบอกให้ทางบัญชีทำกระดาษทำการในการคำนวณค่าเสื่อมราคาต่างๆ เพื่อปรับปรุงให้ถูกต้องอีกทางหนึ่งครับ
ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ
#ค่าเสื่อมราคา #ภาษีธุรกิจ
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #สินทรัพย์
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ