เงินเพิ่มทันทีด้วย 10 คำถามก่อนตัดสินใจซื้อของแบบชาวมินิมอลลิสต์

เงินเพิ่มทันทีด้วย 10 คำถามก่อนตัดสินใจซื้อของแบบชาวมินิมอลลิสต์

แอนดรูว์ คาร์เนกี มหาเศรษฐีจากอุตสาหกรรมเหล็กกล้าอเมริกาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ถ้าอยากรวย ให้คิดว่าการออมคือการหาเงินอีกทางหนึ่ง”

และในยุคสมัยที่เรามีสิ่งล่อตาล่อใจมากมายให้เงินไหลออกกระเป๋า การออมเงินดูเป็นงานที่ยากมากขึ้นทุกที

เงินในบัญชีจึงร่อยหรอลงเรื่อยๆ

ใครที่กำลังเผชิญปัญหานี้ เดี๋ยวลองเอาเทคนิคของ Minimalist Takeru ผู้เขียน “เทคนิคเลิกเป็นคนเก็บเงินไม่อยู่” ไปลองใช้กันดูครับ

📦 วิถีชีวิตแบบมินิมอลลิสต์ของเขา ทำให้การซื้อของแต่ละชิ้นนั้นต้องมีการพิจารณาก่อนเสมอ (อาทิตย์ที่แล้วเราเสนอเทคนิค 1-in-1-out หรือ ซื้อหนึ่งออกหนึ่ง นั่นก็เป็นเทคนิคหนึ่งเช่นกัน) เพราะฉะนั้นเขาจะมีลิสต์คำถาม 10 ข้อก่อนตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

“จุดประสงค์ของคำถามแต่ละข้อคือ เพื่อให้เราได้คิด พิจารณาว่า "สิ่งนี้มีคุณค่าที่เหมาะสมกับราคาหรือไม่" ถ้าคุณเป็นคนประเภทที่เก็บเงินไม่อยู่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือซื้อของตามอารมณ์ละก็ ลองซื้อของตามแบบชาวมินิมอลลิสต์ด้วยการถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อของดูนะครับ” - Minimalist Takeru

1. จะใช้เมื่อไหร่ : หากของที่ซื้อมายังไม่จำเป็นต้องใช้ มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะไม่ใช้เลยก็ได้

2. ใช้บ่อยแค่ไหน : ของที่ใช้ปีละหน ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้ แต่ถ้าใช้ทุกวันก็ถือว่าจำเป็น

3. อยากใช้นานแค่ไหน : อย่าซื้อของที่พังง่าย ใช้งานยาก หรือดูแลได้ลำบาก

4. ได้อะไรจากสิ่งนี้ : เวลาซื้อของให้ซื้อเฉพาะของที่ทำให้มีความสุขจริงๆ และสร้างคุณค่าจริงๆ

5. ต้องทำงานหนักแค่ไหนเพื่อซื้อของสิ่งนี้ : ลองหารจำนวนชั่วโมงดูว่าต้องทำงานกี่ชั่วโมงเพื่อซื้อของสิ่งนี้ และยิ่งต้องเป็นหนี้เพื่อซื้อของชิ้นนี้ นั่นหมายความว่าคุณกำลังยืมเวลาทำงานจากอนาคตมาใช้ก่อนแล้ว

6. ซื้อไหวจริงๆ ใช่ไหม : อย่าโกหกตัวเอง อย่าคิดว่ารูดไปก่อนผ่อนทีหลัง คิดให้ถี่ถ้วนก่อน

7. ของที่มีอยู่แทนกันได้ไหม : ลองดูของในบ้าน อาจจะมีสิ่งที่ทดแทนกันได้อยู่แล้ว การเป็นมินิมอลลิสต์ไม่ใช่การ ‘ห้ามซื้อของใหม่’ แต่คือการ ‘ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น’

8. มีค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปีเท่าไหร่ : ของบางอย่างมาพร้อมค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เพิ่มขึ้น คำนวณตรงนี้ให้ดี

9. เวลาขายต่อราคาดีไหม : การซื้อครั้งนี้คือการตัดโอกาสที่จะใช้เงินนั้นเพื่อสร้างให้มันงอกเงย เพราะฉะนั้นคิดให้ดีก่อนจะซื้ออะไร

10. ซื้อเวลาในอนาคตได้เท่าไหร่ : หากการใช้จ่ายครั้งนี้ช่วยให้เราประหยัดเวลาในอนาคตได้ (เช่นเครื่องซักผ้าใหม่ที่ประหยัดเวลาเราได้สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง อาจจะคุ้มค่าเพราะเราสามารถเอาเวลาตรงนั้นไปสร้างรายได้เพิ่มได้มากขึ้นนั่นเอง)

💬 สุดท้ายเขาเสริมว่า “การใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งของหรือประสบการณ์บางอย่างจะนำพามุมมองใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต และทำให้เรามีความสุข เราจึงไม่ควรประหยัดอย่างสุดโต่งจนทำให้ตัวเองรู้สึกทรมาน แต่ควรใช้จ่ายอย่างมีสมดุลโดยการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไป แล้วนำเงินส่วนนั้นมาใช้ในการทำตามความฝันหรือเป้าหมาย

ถ้าทำแล้วรู้สึกฝืน ก็ลองปรับเปลี่ยนวิธีประหยัดให้เหมาะสมกับตัวเองดู จำไว้ว่ากุญแจสำคัญในการประหยัดคือการทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ฝืน เพราะการประหยัดไม่ใช่ "การไม่ใช้เงินเลย" แต่หมายถึง "การไม่ใช้เงินอย่างสูญเปล่า" ต่างหาก”

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save