วันนี้มาพูดถึงหลักการทำประกันชีวิตนะครับ ประกันชีวิตอย่างที่ผมบอกล่ะครับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตเราไม่น้อยเชียวเลยนะเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เราลดความเสี่ยงที่จะทำให้เราสูญเสียความมั่งคั่งได้ ประกันบางอย่างอาจจะเสนอผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากพร้อมๆกับการคุ้มครองชีวิตของเขาและครอบครัว รวมถึงสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขของสรรพากรนะครับ

ทีนี้คำถามของหลายๆคนที่มักจะนึกถึงกันขึ้นมาก็คือ จะทำประกันอย่างไรให้คุ้มค่าล่ะ?

 แน่นอนครับว่าถ้าหากเป็นประกันที่ไม่มีผลตอบแทนอะไร เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หากเราทำเยอะๆเกินความจำเป็น ถ้าเราไม่ได้ใช้สิทธิในการรักษาอะไรมันก็คือเงินทิ้งขว้างของเรา ยิ่งทำเยอะก็อาจจะรู้สึกเสียดาย ในส่วนของประกันที่มีผลตอบแทนหากเราทำเยอะก็แน่นอนว่าเราจะได้ผลตอบแทนเยอะขึ้นมาเช่นกัน แต่ผมมองว่าการลงทุนมีหลายแบบนะถ้าคุณรับความเสี่ยงกันได้ก็แบ่งเงินมาลงทุนอย่างอื่นได้ เช่น ลงทุนในหุ้น ที่มีผลตอบแทนเยอะกว่า ไม่จำเป็นต้องออมเงินในประกันชีวิตทั้งหมดก็ได้ ในส่วนประกันในการลดหย่อนภาษีก็เหมือนกัน หากเราทำเพื่อเป้าหมายการลดหย่อนภาษีก็ไม่ควรทำเกินที่สรรพากรกำหนด 100,000 บาทต่อปี ใช่ไหมครับ

เพราะฉะนั้นแล้วผมมองว่าเป้าหมายของเราและการทำประกันนั้นจะต้องทำอย่าง "พอดี" นะครับ

เทคนิคของเราก็คือต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนนะครับ คำถามมันก็ง่ายๆไม่ยากหรอก สามารถใช้เป็นแนวทางได้เลยในการทำประกัน

1. ความคุ้มครองของเราควรมีมากแค่ไหน ควรมีกับเรื่องอะไรบ้าง

คำถามแรกนี้มันต้องมาประเมินดูก่อนว่า ความเสี่ยงเรามีอะไรบ้าง? อย่างตัวผมก็มักจะคิดเสมอๆเลยนะ ในสมัยที่ผมเป็นพนักงานประจำ ผมมีสวัสดิการและประกันสังคมอยู่บ้างผมก็นำผลประโยชน์ที่ผมควรจะได้รับตามความเสี่ยงต่างๆมาดูนะครับ เช่น กรณีเจ็บป่วยมากกว่าสิ่งที่สวัสดิการของบริษัทคุ้มครองมีอะไร เราควรจะเพิ่มเติมอะไร หรือถ้าเราคิดว่าเราจะไม่ใช้สวัสดิการเลยก็มาดูว่าถ้าผมเจ็บป่วยขึ้นมาต้องเข้าโรงพยาบาล สิ่งที่ประกันจะจ่ายค่าห้องและค่ารักษาพยาบาลมีรายละเอียดอย่างไร โดยผมจะต้องเสียเบี้ยประกันปีละเท่าไหร่ ถ้าดูแล้วว่าคุ้มค่า สมฐานะตัวเอง ก็ทำตามความเหมาะสมไปเลยครับ แต่อย่าเวอร์มากๆนะครับ ประมาณว่าเงินเดือนไม่น้อยแต่ขอจ่ายแพงๆเผื่อได้นอนโรงพยาบาล 5 ดาว พอไม่ป่วยขึ้นมาเขาไม่คืนตังให้นะ เสียดายแย่เลย

จากที่ผมเล่าให้ฟังในตอนที่แล้วว่าผมจะบริหารเงินประกันเป็นลำดับชั้นๆตามความเหมาะสม

  • เริ่มจากการเรื่องสุขภาพของตัวเองก่อน ตามมาด้วยการชดเชยรายได้ ตรงนี้จะเหมาะสมมากขึ้นสำหรับคนที่ทำงานอิสระด้วยนะครับ เมื่อเราป่วยไปทำงานไม่ได้ก็ยังมีเงินชดเชยให้ตามความเหมาะสมของฐานะเรานะ
  • และลำดับต่อมาก็คือประกันเผื่อคนข้างหลัง จำเป็นมากๆสำหรับคนที่มีภาระทางครอบครัว ปกติเรามีเงินเดือนแล้วก็นำเงินเดือนนั้นไปเลี้ยงดูครอบครัวใช่ไหมครับ ก็อาจจะคำนวณดูว่าเราถ้าเราเป็นอะไรไปแล้ว เงินตำนวณขนาดไหนที่จะทำให้ครอบครัวเราอยู่รอดได้ ในระยะเวลาที่เหมาะสมครับ 
  • เรื่องนี้ก็สามารถนำไปปรับใช้ในวิธีคิดเรื่องการทำประกันในรูปแบบอื่นๆได้ ต้องอย่าลืมนะครับว่า ทำประกันต้องทำอย่างคุ้มค่านะ เพราะจ่ายมากไปก็ไม่คุ้ม จ่ายน้อยไปก็ลำบากได้หากเกิดความเสี่ยงขึ้นมา

2. การแบ่งเงินออมมาทำประกัน

กลับมาที่เรื่องรายรับรายจ่ายครับ ทุกอย่างมันเริ่มมาจากการใช้เงินของเรานี่ล่ะ ทุกคนมีเงินออมก็สามารถนำมาวางแผนทางการเงินได้ว่าเราจะจัดพอร์ตประกันมากขนาดไหน อันนี้รวมทั้งหุ้น กองทุนรวม และการลงทุนในรูปแบบอื่นๆนะครับ พอเราได้สัดส่วนในการลงทุนมาแล้วก็เอาเงินมาทำประกันเลย สำหรับส่วนตัวของผมนะ ผมจะเพิ่มการลงทุนในประกันด้วยนะครับ

  • กรณีที่ผมเห็นว่ารายได้ผมเพิ่มมากขึ้นก็สามารถนำเงินไปเพิ่มเติมในการทำประกันให้เหมาะสมกับตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน เมื่อชีวิตเราทำงานเงินเดือนสูงขึ้น เราก็ย่อมเพิ่มเติมเบี้ยประกันในอัตราส่วนที่เหมาะสมขึ้นไปได้อีก เวลามีการรักษาพยาบาลก็คุ้มครองมากขึ้น สามารถใช้บริการในอัตราประกันที่ดีขึ้น ชดเชยรายได้ให้กับเรามากขึ้น หรือการคุ้มครองคนในครอบครัวเราเมื่อเราไม่อยู่แล้ว เราก็สามารถเพิ่มทุนประกันให้เกิดความพร้อมเพื่อรับความเสี่ยงที่มากขึ้นได้ 
  • กรณีที่ผมเห็นว่าความเสี่ยงของผมมากขึ้น บางคนอาจจะทำงานที่มีความเสี่ยง บางคนอาจจะมีความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็อาจจะเพิ่มเงินประกันเพื่อให้ความคุ้มครองสูงขึ้นได้เช่นกันครับ

3. คำนวณทุนประกันที่เหมาะสม

ทีนี้มาถึงการคำนวณเรื่องทุนประกันที่เหมาะสมนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ยากเลย ผมขอให้ทุกท่านจินตนาการตัวอย่างสมมติของ คู่สามี - ภรรยา ที่มีลูกกำลังเรียนหนังสืออยู่และมีค่าใช้จ่ายและรายได้แบบพนักงานประจำ เมื่อจะทำประกันให้คุ้มค่าก็มาดูวิธีการทำประกันดังนี้ครับ

ข้อที่ 1 ค่าใช้จ่ายประเภทต่างๆ ในชีวิตเรามีอะไรบ้าง

  • ค่าใช้จ่ายปกติที่เราต้องจ่ายให้ครอบครัว ลูกๆภรรยา พ่อแม่ในยามปกติ สมมติว่า เดือนละ 30,000 บาท (ตกปีละ 360,000 บาท)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจจะมีเป็นรายเทอม รายปี เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าเบ็ดเตล็ด ค่าผ่อนบ้าน หนี้สินอื่นๆ เผื่อเหลือเผื่อขาด สมมติปีละ 400,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหากเราเกิดความเสี่ยงขึ้นมา เช่น ค่ารักษาพยา